แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวก่อนวิ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวก่อนวิ่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Race 125 Mizuno International Half Marathon 2013

พูดถึงงานวิ่งที่โด่งดัง ในเดือนกันยายน ของทุกปี คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนึกถึงงานมิซูโน่ ริเวอร์แคว ฮาล์ฟมาราธอน ที่ผ่านร้อนผ่านฝนมาถึง 31 ฝนแล้ว
ข้าพเจ้าเคยได้เข้าร่วมวิ่งครั้งประวัติศาสตร์ ครบรอบ 30 ปี เมื่อปี 2011 ซึ่งถือเป็นงานวิ่งที่ปูพื้นฐานการวิ่งยาวสำหรับการลงมาราธอนของข้าพเจ้าเลยทีเดียว

เค้าพูดกันว่าว่า หากมาวิ่งที่นี่แล้ว ถ้าไ่ม่โดนหรือสัมผัสหยาดฝน ถือว่าคุณมาไม่ถึง เค้าที่พูดถึงนี่คือตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะอะไร ข้าพเจ้าถึงได้ใช้บริบทเช่นนี้ออกมา เพราะ 2 ครั้งที่ผ่านมาข้าพเจ้าเมื่อวิ่งเสร็จ ไม่ต่างอะไรกับน้องหมาที่เล่นน้ำ ตัวเปียก มะรอกมะแรก ทุกครั้ง แต่ถามว่าเข็ดหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามันส์พะยะค่ะ  ไอ้นี่ตอบไม่ตรงคำถามกับที่ถามอีกแล้ว  ข้าพเจ้ามองว่าคำตอบที่ออกมานั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนในการที่จะเลือกตอบ ซึ่งในคำถามเดียวกันนี้ หากไปถามคนอื่น คนอื่นอาจตอบว่าไม่เข็ด หรืออีกหลายคนอาจจะเลือกตอบว่า วิ่งแล้วฟินน์ วิ่งฝ่าสายหมอก ต่างๆนาๆ สำหรับคำตอบ

คำตอบเหล่านี้ท่านจะต้องไปค้นหามันเอง ใครบอก เค้าบอก ไม่สู้เท่าที่สัมผัสเองหรอกครับ

มาในครั้งที่ 32 นี้ เป็นการสมัครล่วงหน้าที่เกิดขึ้น ที่นานๆ จะเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้า จากกระแส Running Boom ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในสังคมนักวิ่งที่มีนักวิ่งหน้าใหม่ นักวิ่งออฟฟิศ เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ข้าพเจ้าเกิดอาการกลัวว่าจะตกรถ จึงสมัครล่วงหน้าเอาไว้ แต่แล้ว หลังจากงาน บางกอกโพสต์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับอาการบาดเจ็บ จนทำให้ไม่สามารถเดินได้อยู่ 4 วันเต็มๆ  เพิ่งจะเริ่มกลับมาซ้อมได้ไม่กี่วัน ก่อนที่จะมาร่วมงานนี้  ไม่น่าเชื่อว่าการหยุดวิ่งเพียง 2 สัปดาห์ การกลับมาซ้อมใหม่ จะเหนื่อยแสนสาหัส ปกติวิ่งซ้อมที่ pace 5 นาที ต่อ กม. ก็ยังสบายๆ แต่นี้ ใช้เวลา 7 นาที ยังเหนื่อยมากแถมยังวิ่งได้เพียง 5 กม. ก็เริ่มเจ็บบริเวณเอ็นข้อเท้าเดิมที่ไปทำการรักษาอยู่ จึงทำให้ต้องหยุดพัก แบบนี้ตลอดในช่วงเวลาการซ้อม

พูดถึงอาการบาดเจ็บที่ว่านี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่มักปฏิเสธการนำยาเข้าสู่ร่างกายมาเสมอ แต่พอมาเจออาการแบบนี้ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทานยาเพื่อรักษาอาการเส้นเอ็นอักเสบ จากคนที่ไม่ค่อยทานยา ทำให้ไม่รู้ว่าผลข้างเึคียงหรืออาการประหลาดที่เกิดขึ้นหลังจากทานยาเกิดขึ้นมาจากผลของตัวยาที่ทานเข้าไป ยาที่ได้รับจากแพทย์มาก็คือ Arcoxia ทานหลังอาหารเช้าทันที

อาการที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ รู้สึกท้องอืด เหมือนจะมีลมในกระเพาะอาหาร ถ่ายไม่ออก มีแต่ลม อาการนี้ทำให้คนรอบข้างประหลาดใจ เพราะนอนหลับแทบไม่ได้ ต้องเรอ และผายลมตลอดเพื่อไล่ลมในร่างกายออก  ตอนนั้นท้องก็บวมๆ  จนกระทั่งมานึกย้อน ทำให้พอจะเดาได้ว่า น่าจะเกิดจากยา พอนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ก็เป็นเช่นนั้นแล  อาการนี้เหมือนอาการกรดไหลย้อน จะมีลมในกระเพาะอาหารเกิดจากตัวยาที่ไปกัดกระเพาะ ที่คนเป็นโรคกระเพาะเป็นกัน

ซึ่งหลังจากทน ทรมานอยู่ 5-6 วัน กับอาการดังกล่าว  จุดสิ้นสุดที่จะต้องสะบั้นความสัมพันธ์ลง ก็เกิดจากอาการเท้าที่ไม่บวมแล้ว (เกิดจากการประคบร้อนเย็น ตลอด)และความทนทรมานกับการนอนหลับไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ตัดสินใจหยุดยา  อาการดังกล่าวจึงบรรเทาใน 3 วันต่อมา ซึ่งจากที่เกริ่นนำมาทั้งหมดนี้ แค่อยากจะบอกว่า ฮาล์ฟนี้ ขอแค่จบแบบไม่เจ็บก็บรรลุเป้าหมายแล้ว ซึ่งมานั่งเช็คการวิ่งในปีนี้ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าฮาล์ฟนี้ จะเป็นเพียงฮาล์ฟที่ 2 ในรอบปี ซึ่งถือว่าน้อยผิดปกติมาก

ซึ่งทั้งหมดก็เป็นที่มาของคำว่าจะรอดหรือไม่ กับชาเล้นท์ ระยะครึ่งมาราธอน ในครั้งนี้

สำหรับการเดินทางมาวิ่งต่างจังหวัด ที่กลุ่มคณะมักจะลืมไม่ได้ คือ การเที่ยว เรียกว่าหาได้ว่าไม่มีอาการกังวลกับการที่จะต้องใช้แรงงานในไม่อีกกี่ชั่วโมงข้างหน้า  ซึ่งในครั้งนี้มีสถานที่คาดหมายไว้ คือ พระราชวังพระตำหนักทับแก้ว ซึ่งหลายท่านคงจะงงหากติดตามบล็อคข้าพเจ้ามาแต่แรก ว่าทำไม ถึงไม่ไปเที่ยวที่นี่เมื่อครั้ง มาวิ่งที่ ม.ศิลปากรทับแก้ว  ซึ่งจริงๆแล้วในครั้งนั้นข้าพเจ้าติดอบรมจนทำให้มาถึงที่งานมืด ทำให้พลาดโอกาสในครั้งนั้นไป

สถานที่ในพระราชวัง มีทั้งของใหม่ ของเก่าที่บูรณะใหม่ปะปนกันไป  เราสามารถเยี่ยมชมภายในพระราชวังทั้งหมดได้ แต่ต้องงดการถ่ายรูป อันเนื่องมาจาก สิ่งของทั้งหมดปัจจุบันเป็นสมบัติของสำนักพระราชวังไปแล้ว หากเปิดให้ถ่ายรูป อาจจะมีการปลอมแปลงของที่มีอันเดียวออกมา

ภายในนั้นเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด อย่าหวังว่าท่านจะเล็ดลอดถ่ายรูปได้ ไม่มีทาง

นอกจากในพระราชวังแล้ว เรายังได้ไปเยี่ยมเยียนพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลสยาม ได้ฟังเจ้าหน้าที่แนะนำตลอดการพาชมห้องและสิ่งของต่างๆ แล้วขนลุก ที่ทุกหย่อมหญ้าเดือดร้อนกันไปทั่วเพราะการเล่นพรรคเล่นพวกและการเมืองไปหมด

...............................................

วินาที ที่โฆษกนับถอยหลัง 4-3-2.....1   แป้นๆ ปู้นๆๆ แล้วแต่ใครจะได้ยินเสียงอย่างไรตามจินตนาการ เหล่านักวิ่งที่ต้องการทำเวลาต่างทยานออกไปข้างหน้าอย่างกับม้าศึกที่จะรู้ตัวว่าจะออกสู้ศึกกับศัตรู เมื่อ แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าที่เริ่มสว่าง กับเวลาปล่อยตัว 6.00 พร้อมกันทั้งสองระยะ รวมกับอากาศที่เย็นจากสายฝนยามค่ำคืน ยิ่งเมื่อรวมกับโอโซนที่ถูกปล่อยออกมาจากธรรมชาติ ทำให้เส้นทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  ........ กับเส้นทางนี้ 5 กม.แรก เป็นเส้นทางสลับขึ้นเขา โดยเน้นการขึ้นเป็นส่วนใหญ่ นักวิ่งที่ไม่สมบูรณ์อย่างข้าพเจ้าจึงได้แต่ต้องเก็บอาการและเจียมในสังขารตลอดการวิ่ง 5 กม.แรก เป็นไปตามสเตป เพิ่มจังหวะขึ้นทีละน้อย เริ่มไล่แซงเพื่อนๆ นักวิ่งทีละคน ซึ่งส่วนใหญ่รู้จัก จนกระทั่งเมื่อครบ 5 กม.ตามแผน จากนั้นจังหวะลงเขาจึงเริ่มปล่อยไหลเพื่อประหยัดพลังงาน เมื่อจังหวะกดลงเขา เมื่อรู้สึกเหนื่อยหอบ จึงผ่อนแรง เพื่อเป็นการรักษาแรงให้เหลือให้มากที่สุด ผ่านไป 9 กม. จากที่คิดว่าวิ่งสบายๆ เพราะเข้าใจว่า บอยและเพื่อนสาว วิ่งอยู่ด้านหลัง ก็ต้องสะดุ้่งเอือกใหญ่ เมื่อพบพี่น้องอยู่ด้านหน้า  เห้ย   แซงไปตอนไหนเนี้ย  แล้วโจทย์ผมไม่วิ่งกระฉูดไปแล้วหรือนี่ ยังไม่ทันคิดอะไรต่อ บรรดานักวิ่งน้องใหม่ปีที่แล้ว แต่เริ่มเก่าปีนี้ สวนมากันหมดแล้ว ไม่ว่าจะคุณนก น้องพลอย  ทำให้พาลคิดไปถึงโจทก์เ่ก่า แจง กินแหลก  ถ้าน้องมางานนี้ มีหวังต้องใช้หนี้กันแน่ๆ

แปลกแต่จริง อาการเจ็บที่เคยกลัว เคยแปล๊บเมื่อซ้อมที่ pace7  กลับไม่แสดงอาการอะไรเลยเมื่อข้าพเจ้าเริ่มปรับจังหวะวิ่งให้ปริ่มขอบที่ pace 5 ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี กับ เป้าหมายมาราธอนปลายปีที่จะได้เริ่มซ้อมจริงจังได้เสียที

แมน เป้  พุฒิ พี่โก้  บรรดาคนรู้จักที่ครั้งนี้พักที่เดียวกัน วิ่งสวนกันไปหมดแล้ว ในขณะที่ข้าพเจ้ายังต้วมเตี้ยมอยู่ที่ กม. ที่9  จวบจนเมื่อมาถึงหลักกิโลที่ 10  ซึ่งกว่าจะกลับตัวได้ ผ่านจุดเช็คชิพ ก็ใช้เวลา 1:06 นาที   จากนั้นปรากฏการณ์ตะกวด ก็เริ่มขึ้น เพราะตอนนี้จังหวะการวิ่งของข้าพเจ้าเริ่มเอาแต่ใจ เพราะว่าสั่งยังไงก็ไป วิ่งแล้วลอย วิ่งสนุก ยิ่งไล่แซง ยิ่งเร่งยิ่งกระหาย  ความรู้สึกนี้ถ้าเรียนกันตามตรงห่างหายไปนานแล้ว  แม้แต่งานจ๊อคแอนด์จอย ยังไม่รู้สึกแบบนี้เลย หรืออาจเป็นเพราะรายการนี้ ข้าพเจ้าวิ่งโดยมิได้คาดหวังอะไรกับอันดับที่จะออกมา  ความรู้สึกที่อยากมาวิ่งที่นี่เพราะบรรยากาศ และต้องการซ้อมยาวให้พ้น กม.ที่ 10 ให้ได้เสียที

ซึ่งผลลัพธ์อาจจะไม่จบอย่างที่คาดหวังไว้ก็เป็นไปได้หากข้าพเจ้าฝืนตะบี้ตะบันตั้งแต่ กม.แรก  น้องๆ หลายคนถามว่า พี่ไม่วอร์ม ไม่วิ่งยืด ไม่สไตรด์หรอ ข้าพเจ้าทำได้เพียงแต่ยิ้ม โดยไม่ได้ตอบกลับเป็นคำพูดออกไปแต่ะแสดงออกด้วยสายตาอันน่าเวทนาไปแทน และ พยายามยืนยืดเส้นเล็กๆน้อยๆ  ไม่มากเหมือนเมื่อมีการวอร์มอย่างเต็มที่

เหตุที่ข้าพเจ้าไม่กล้าวอร์มเพราะกลัวว่าวอร์มแล้ว อาการต้านของข้อเท้าที่มักจะมีอาการเมื่อครบ 5 กม. ทุกครั้งเมื่อซ้อมวิ่งตอนเย็นจะกลับมาเยือนอีกก่อนที่ภาระกิจวิ่งขึ้นเนินลูกใหญ่สำเร็จ

คู่เทียบนักวิ่งคนแรกที่ข้าพเจ้าไล่ตะปบ ก็คือพี่โก้ ในจังหวะลงเขา ในขณะที่ข้าพเจ้าเริ่มเร่ง ที่ กม ที่ 12 เป้าหมายแรกคือวิ่งเข้าไปประกบด้านข้างทางขวา และหมายโฉบหนีออกไปให้หมั่นไส้เล็กน้อยตามแผน แต่ทว่า....... พี่โก้รู้ตัวและหันมาบอกว่าเจ็บ แล้วพี่เค้าก็หยุดเดิน  ...... เฮ้ยย...ผิดแผน กะว่าจะให้จังหวะลากกันไปต่ออีกหน่อย Fail ซะแล้ว จึงได้แต่หันไปบอก เจ็บก็หยุดเดินแหละพี่อย่าฝืน..... จากนั้นก็เิริ่มปรับจังหวะการวิ่งลงมาที่ จังหวะที่หายใจสบาย ๆ เพื่อเช็คอาการบาดเจ็บว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งผลคือไม่รู้สึกอะไร ซึ่งอาจจะเกิดจากการพันผ้าไว้ก็เป็นได้

เมื่อวิ่งขึ้นเนิน ก็ปรับจังหวะก้าวให้สั้นลง เพื่อใช้แรงให้น้อยที่สุด และเมื่อเส้นทางลงเนิน ก็ปล่อยไหล ลงไปที่ pace 4.30 เลยทีเดียว มาถึงตอนนี้ ก็ไล่แซงคุณพุฒิ และแมน ไปได้  ที่ กม ที่ 16

และเนินสุดท้ายของ กม ที่ 16 ก็เป็นเนินลงที่ฉีกเป้ เซ็นทรัลลงไปได้ จังหวะนี้อะไรก็หยุดไม่อยู่แล้ว 4 กม ที่เหลืออยู่ กับพลังกาย คิดว่าสามารถลงคอร์ต 4K ได้ จึงจัดไป ด้วย 4.30 ในช่วงแรก

เมื่อถึง กม ที่ 17 ซึ่งเป็นจุดที่พี่รุจน์ ยืนถ่ายรูปอยู่ ก็พบโจทย์ตลอดการ คทาชาย นายบอย ซึ่งตอนนั้น อาการที่แสดงออกมา เมื่อข้าพเจ้ามองจากด้านหลังเห็นว่าหมดแน่ ๆ  วิ่งเป้ไปเป้มา ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่ง เร่ง เร่ง จนกระทั่งแซง และ ฉีกหนีไปด้วย เพช 4 ที่กะไม่ให้มีโอกาสไล่ตาม เรียกว่าเป็นการตัดไม้เพื่อข่มน้ำ เร่งเพื่อให้รู้ว่า อย่าตามมาเพราะข้ายังเหลืออีกเยอะ

ปรากฏว่าไม่ตามมาจริงๆ เซ็งชะมัด   เพราะไม่มีเป้าหมายให้ท้าทายอีกแล้ว จนกระทั่งสายตาเหลือบไปมองที่นาฬิกา คำนวณเวลาอย่างคร่าวๆ เห้ย นี่ ถ้าทำได้ต่ำกว่า 2 ชม. นี่มันยอดมากเลยนะ เพราะครึ่งทางเราใช้เวลาไป 1:06  ข้าพเจ้าคิดในใจพลาง และไม่ลืมสับฝีเท้าเร่งจังหวะขึ้นไป กับเป้าหมาย เพิ่งคิดเมื่อกี้นี้ พยายามใช้จังหวะเร่งบ้าง ดึงลงบ้างสลับไปพลาง ซึ่งเมื่อนาฬิกาผ่านเป้าหมายแรก 21.1 กม. เวลาอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย  เป้าหมายใหม่ก็คือ วิ่งให้ถึงเส้นชัย ต่ำกว่า 2 ชม ซึ่งเป็นเป้าหมายติงต๋องมาก เพราะว่ากับระยะทางที่เหลืออยู่ กับเวลาที่มีให้อย่างจำกัด นี่มันต้องฝีเท้าระดับบุญถึง หรือสัญชัย ถึงจะทำได้  ซึ่งแน่นอนเมื่อผ่านจุดเช็คพอยต์สุดท้าย ข้าพเจ้าใช้เวลาเกินไป 49 วินาที

ขอเวลาไปฝึกวิทยายุทธอีกนิด 49 วินาที หลังนี่มีเฮแน่



เครดิต ภาพ จาก พี่ตุ้ม พี่รุจน์ ชัตเตอร์รันนิ่ง



วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

Race 111 เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ตอน 2.1

Race 111 จอมบึงมาราธอนครั้งที่ 28  ตอน พรีวิวก่อนวิ่ง

ด้วยปณิธานตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงวิ่งมาราธอนสนามแรก ณ ม.ราชภัฏจอมบึง เสร็จสิ้นลง ก็ได้ให้ปฏิญาณกับตัวเองว่า ถ้าหากร่างกายไม่บาดเจ็บจนวิ่งไม่ได้ ยังไง ขอมาลงสนามมาราธอนที่นี่ให้ครบ 3 ครั้งให้จงได้ 

ซึ่งก็สามารถบรรลุเป้าหมายแล้วมา 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้ว เกือบจะทำปาฏิหารย์วิ่งต่ำกว่า 4 ช.ม. ได้แล้ว หากว่า คุณตา Q ไม่มาเคาะประตูหน้าบ้านเสียก่อน สำหรับการเตรียมตัวมาราธอนในครั้งนี้ ยอมรับเลยว่าการซ้อมนั้นไม่ได้ซ้อมตารางมาราธอนเลย ซึ่งต่างจากปีก่อน ที่ซ้อมด้วยตารางมาราธอน วิ่งยาวเป็นว่าเล่น  ซึ่งปัจจัยนึงที่ทำให้ไม่กล้าที่จะซ้อมยาว ก็คือ รองช้ำอักเสบ

ก่อนมาแข่งที่จอมบึงในครั้งนี้ ซ้อมยาวที่สุดก็คือ 41 กม. แต่เป็น Event ของการแข่งขัน บ้านเพ มาราธอน ซึ่งใช้เวลาไป 4.44 ชม.  นี่คือการซ้อมยาวที่สุด เมื่อ ต้นเดือน ธ.ค.  หลังจากนั้นก็มีไปแข่งระยะฮาล์ฟ บ้าง เพื่อเก็บระยะให้กับร่างกายอีก 2-3 รายการ ซึ่งรายการสุดท้ายก่อนมาที่จอมบึง ก็คือ บางขุนเทียน มินิฮาล์ฟมาราธอน ซึ่งสามารถทำ New PB ระยะฮาล์ฟได้ ทำให้ความมั่นใจในการวิ่งมาราธอนครั้งนี้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนมาราธอน เข่าก็กลับมาเจ็บอีกครั้ง จึงต้องลดการซ้อมลงเพื่อลดอาการบาดเจ็บแต่ก็ต้องซ้อมเพื่อรักษาสภาพความฟิตไว้ จนวันศุกร์ หลังงดซ้อม อาการก็เหมือนจะดีขึ้น ไม่มีอาการขัดเข่าแต่อย่างใด จึงเริ่มมั่นใจสำหรับการแข่งขันในปลายสัปดาห์นี้ขึ้นมากกว่าเดิม ทำให้ตั้งความหวังที่จะทำลายสถิติ ปีที่แล้วลงให้ได้ ด้วยสภาพที่สมบูรณ์

เช้าวันเสาร์ เวลาตี 5 ครึ่งเป็นเวลาเดินทางออกจากกรุงเทพ สถานีปลายทาง อ.จอมบึง ราชบุรี สำหรับสถานีระหว่างทาง แบ่งออกเป็นโปรแกรมแรก  แวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งที่แรกนี่แหละที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจขึ้นอีกครั้ง  ระหว่างนั่งรถ เหมือนกับว่าหัวเข่าจุดเดิมจะนั่งผิดท่าหรือไปกระแทกก็ไม่แน่ใจ เพราะตอนที่ลงรถ เท้าสัมผัสกับพื้นครั้งแรก อาการเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ระหว่างเดินหาข้าวทาน พยายามทั้งดัด ทั้งคลึง ก็ยังไม่สามารถบรรเทาอาการลงได้ ในใจจึงได้แต่ภาวนาไม่ให้มันมีอาการแย่ลงไปกว่านี้ และพยายามลืมมันให้ได้  ซึ่งระหว่างกำลังพะวัง ก็เจอคุณต่อ เดินอยู่ เข้าไปทักทาย ได้ความว่า ส่งคุณโจ้ ลงเรือ ไปล่องเรือหารักอยู่  พี่เค้าเลยรออยู่บนฝั่งแทน เพราะล่องมาเยอะแล้ว

เมนูแนะนำ ก๋วยจับ และ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด
การเดินทางท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนที่นี่ ตั้งใจว่าจะเยือน โดยการเดินชมให้ทั่ว  แต่ดุ้มๆ มองๆ อ้าวเฮ้ย เดินไม่ได้นี่หว่า เส้นทางต้องลงเรืออย่างเดียว  บอยหาข้อมูลมาได้ว่า ถ้าลงเืรือ ราคาเหมาคือ 400 บาท ซึ่งทั้งกลุ่มมองว่าแพงไปจึงได้แต่พยายามหาที่เดินจนไปสุดถนน จนรู้สึกหิว เลยแวะหาก๊วยเตี๋ยวทาน ก็มาเจอ ร้านนี้  ซึ่งรสชาต อร่อย  ราคาชามละ 30 บาท  หลังจากอิ่มก็เดินสำรวจอีกเผื่อจะเจอทางเดิน จนเจอคุณป้าที่ท่าเรือ ตะโกนบอก เหมาหรือมััย เราก็ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าแพงไป แต่มาสะดุดตรงคำว่า 200 บาทนี่ ทำให้ หันควับ ทันที  พร้อมกับตอบตกลง เฉลี่ยคนละ 50 บาท พอจ่ายไหว

ชิมน้ำตาลสด กับ สำรวจกรรมวิธีการทำ

เรือที่ลงไปเป็นเรือพาย ซึ่งระยะทางประมาณ 2 กม ที่จะได้เข้าไปดู ร้านขายของริมข้างคลองที่ดูเสมือนเน้นการขายให้ชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เต็มไปหมด มีทั้งร้านที่กำลังเปิด ร้านที่เปิดเรียบร้อยแล้วและร้านที่ยังปิดอยู่  แน่นอน มันเป็นเวลา 7.00 น เอง ปลายทางของคลองเป็น อุตสาหกรรม SME ย่อมๆ มีของที่ระลึกในร้านขายอยู่มากมายและที่สำคัญมีน้ำตาลมะพร้าวสด เลี้ยงด้วย  ได้เข้าไปดูเตาที่ต้มน้ำตาลสด ที่กำลังระอุอยู่ 
หุ่นก่อนอำลาจากจุดทานน้ำตาลสดฟรี
จากนั้นจึงมาลงเรือ เพื่อเดินทางออกมาจากจุดนี้กลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง



ครก หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้าน
ณ ตอนนี้ คุณป้าพายเรือออกมาเริ่มประสบปัญหากับเรือเครื่องที่บรรทุกฝรั่งมา ทำให้ต้องหลบตลอดเส้นทาง  คุณป้าแข็งแรงจริงๆ พายเรือได้โดยไม่มีอาการเหนื่อยแม้แต่น้อย เมื่อเดินทางมาถึงฝั่ง ก็เริ่มคิดถึงโปรแกรมที่สองที่จัดโดยคุณบอย  ตอนแรกคุณบอย จะชวนไปดูหนังใหญ่ ตอน 10 โมง  แต่เมื่อถามผู้ร่วมเดินทางทุกท่าน ไม่มีเสียงตอบรับใดใดออกมา  สงสัยสมาชิกจะไม่ชอร์ต เลยยกเลิกงานนี้ มุ่งหน้าสู่ พิพิธภัฑณ์หุ่นขี้ผึ้งสยาม แทน


องค์พระจำลอง
บรรยกาศภายใน เป็นธรรมชาติมาก มีทั้งหุ่นขี้ผึ้ง แบบจำลองบ้านเรือนไทย วัดวาอาราม เหมาะแก่การไปหาความรู้ ถ่ายภาพ และพักผ่อนเป็นอย่างมาก เป็นอีกที่ที่ควรไปเยือน บัตรผ่านประตู 50 บาทเท่านั้น ด้านในนอกจากจะมี สิ่งที่กล่าวมาแล้ว ยังมีห้องน้ำที่เยอะมาก รวมกับร้านกาแฟ ภายใน และที่นั่งทาน บรรยากาศชิวๆ เหมาะกับคอกาแฟ ที่จะมานั่งเล่น ระหว่างรอการเยี่ยมชมแต่ละสถานี









พื้นที่ภายในพิพิธภัฑณ์ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 45 ไร่ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลมาก ถ้ามีโอกาส ก็น่าจะไปลองทัศนากันดู

จะได้รู้ว่าพิพิธภัฑธ์หุ่นขี้ผึ้งไม่ได้มีที่นครปฐมที่เดียว


จากนั้นจึงเริ่มเดินทางเข้าที่พัก เพราะความไม่แ่น่ใจในสถานที่ตั้งสักเท่าไหร่    ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรในการเดินทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง มีหลง มีเลยบ้างนิดหน่อยตามประสา  ซึ่งยังคุยกันอยู่ในรถเลยว่าถ้าเราเดินทางมากลางคืน คงเหวอ แน่ๆ  เพราะเส้นทาง ไม่น่าจะมีที่พักอยู่ได้เลย


เมื่อจัดการเรื่องที่พักหลับนอนเรียบร้อย แล้ว จึงมุ่งหน้าสู่ ม.ราชภัฏจอมบึง เพื่อดำเนินการสมัครวิ่ง ซึ่งถึงตอนนี้ เริ่มเกิดอาการลังเลขึ้นเล็กน้อย จากอาการบาดเจ็บของตัวเองและอาการป่วยของเพื่อนบอย ผู้ร่วมวิ่งที่มีอาการเป็นไข้  


ปีนี้สถานที่จัดงานย้ายจากสถานที่เดิม ไปอีกฟากฝั่งถนนนึง แต่พวกเรายังจอดรถและเดินทางไปที่เดิม ปรากฏว่าไม่เจออะไร ยกเว้น "ตลาดนัด"  จึงต้องตีเนียนถามนักศักษาสาวๆ ในนั่น จนได้ความว่าอยู่อีกฝั่ง จึงเดินไปสู่สถานที่จัดการใหม่  จัดการสมัครวิ่ง ตามที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย เมื่อเวลา 13.00 จึงรู้สึกหิว เลยต้องรีบเดินทางออกไปหาอะไรรองท้องโดยด่วน  ซึ่งจริงๆ แล้วโปรแกรมที่ 3 คือ บ้านหอมเทียนและเยี่ยมสวนผึ้ง  จากความหิวของข้าพเจ้า จึงทำให้ต้องหาที่ทานโดยด่วน ซึ่งร้านแรกที่แวะเข้าไปคือ ก๋วยเตียวไข่คุณยาย เข้าไปนั่งรอสักพัก รับรู้ได้โดยสัญชาติญาณเลยว่า อีก 1 ชม ก็อาจจะไม่ได้กิน เพราะมากกว่าครึ่งร้านกำลังนั่งรออยู่ และไม่มีใครสนใจเราเลย จึงตัดสินใจเปลี่ยนร้าน

ร้านอาหารชื่อ "ไปกันใหญ่" คือร้านที่ได้เข้ามาทานจริงๆ ซึ่งเมื่อทานแล้ว ก็รู้สึกว่าไปกันใหญ่จริงๆ  เพราะรสชาด ไม่โดน  และคงจะไม่เข้ามาอีกแน่นอน ถ้าไม่หิว  เมนูที่สั่งก็ธรรมดา  

ปลากระพงทอดน้ำปลา (ปรากฏว่าหวาน แต่มีน้ำปลามาให้ราด)

ผัดผักบล็อคโคลี+ถั่วลันเตา  (เยอะโคตรแต่หวาน)

ต้มยำไก่บ้าน  (ไก่มามีแต่เนื้อๆ ไก่บ้านตรงไหนหว่า)  

ไข่เจียวภูเขาวุ้นเส้น (เอาวุ้นเส้นไปทอดกับไข่ โปะ บล็อคโคลี่+ถั่วลันเตาผัดซอสมะเขือเทศ) 

สรุปรสชาด คงทำสำหรับขายฝรั่งหรือกรุ๊ปทัวร์อย่างเดียวแน่แน่

เมื่อท้องอิ่ม การท่องเที่ยวก็เริ่มต่ออีกครั้ง ปลายทางในวันนี้ คือ สวนผึ้ง เพื่อเข้าไปดู มนุษย์หินฟริ้นสโตน แต่ปรากฏว่า ที่นี่เค้าเปิดให้เข้าไปชมและถ่ายรูป เฉพาะช่วงเวลา 12.00-14.00 เท่านัี้น  จึงได้แต่เดินดูรอบๆ เท่านั้น ที่นี่ ได้เจอกับพี่เล็ก แม่น้องเรียว มาถ่ายรูปเล่นเช่นกัน

ณ หน้าห้องน้ำ
จากนั้นจึงเดินทางกลับที่พัก เพราะรู้สึกง่วงและเพลีย แต่ระหว่างทางก็ยังมิวาย ที่จะต้องแวะ เพื่อสัมผัส กับโมอายคอฟฟี่ สักหน่อย คราวก่อนมาก้ไม่ได้แวะ คราวนี้เลยต้องแวะถ่ายรูปสักหน่อย เดี่ยวจะมาไม่ถึงราชบุรี อีกทั้งรอเวลาที่จะกลับไปจอมบึงอีกครั้ง เพื่อไปรับเพื่อนๆ จากชมรมที่พักที่เดียวกัน เพราะถ้าปล่อยเ้ข้ามาเอง มีหลงแน่นอน

18.00 จึงเดินทางออกจากที่พักอีกครั้ง เพื่อไปสถานที่จัดงาน ใจนึงก็อยากไปกินข้าวเย็นด้วย และอีกเรื่องก็คือไปรับเพื่อนๆ กลับบ้าน  เมื่อไปถึงเผอิญวุ่นๆ กับเรื่องขายเสื้อ และเรื่องสมัครวิ่ง Green Runner

ซึ่งสรุปว่าไม่มีใครได้กินข้่าวที่งาน เพราะไม่รู้ว่าเค้าแจกให้กินตรงไหน T_T

เลยสรุปกันว่า ไปหาซื้อข้าวเหนียวไก่ย่าง ข้าวหลาม กลับบ้านกินดีกว่า ซึ่งก็ได้ยุทธปัจจััยครบ สำหรับพร้อมรบในวันพรุ่งนี้

ก่อนนอนไม่ลืมเช็คอาการเจ็บ เห้อ ยังเจ็บเหมือนเดิม  ก่อนนอนต้องล้มแผนที่วางไว้ วางใหม่อีกแล้ว

ค่อยตอน 2.2  วิ่งจริงซะที พล่ามมานาน