แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอย vs ไช้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอย vs ไช้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Race 123 jog and joy day part III

เครดิต รูป จาก พี่ Tom Tri-Zest
หลังจากกลับตัว ที่ กม.ที่ 5 เรียบร้อย เวลาก็เป็นไปดั่งใจที่คิดไว้ล่วงหน้า ที่ไม่เกิน 23 นาที  และเมื่อรู้อันดับตัวเองว่าอยู่ที่ 4 ก็ทำให้คลายความวิตกกังวลลงไปได้บ้าง ความเครียดที่มีสะสมมาตั้งแต่ก่อนแข่งบรรเทาเบาบางลง  ซึ่งสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังไตร่ตรอง ณ ขณะนั้น คือ จะทำอย่างไร ที่จะสามารถประคองอันดับและจังหวะการวิ่งของตนเองให้สามารถยืนหยัดไปสู่ปลายทาง 10K ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในวินาทีนั้น เหลือบสายตามองไปที่ข้างหน้าเห็นแนวหน้าหญิง ที่วันนี้มาในชุดดำ ที่กำลังวิ่งนำหน้าอยู่ ดูจังหวะแล้วคิดว่าสามารถติดตามได้ จึงเริ่มเร่งเพื่อให้เข้าไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยก็จะได้วิ่งไปเรื่อยๆ แนวหน้าระดับนี้คงคำนวณเวลามาเป็นอย่างดีแล้ว  ซึ่งทำให้ ความเร็วในกิโลเมตรที่ 6 ความเร็วกลับไปอยู่เหมือนช่วง 4 กมแรก และทำให้เข้าไปใกล้คู่เทียบเฉพาะกิจ มาก โดยคะเนจากระยะทางไม่น่าจะเกิด 3 เมตร ที่ข้าพเจ้าวิ่งตาม

อีกเรื่องที่ไม่พลาดคือการสังเกตนักวิ่งในฝั่งตรงข้ามที่ยังไม่กลับตัวมา ซึ่งแน่นอน ได้เห็นพี่ที่ได้อันดับที่ 5 เมื่อปีก่อน ตามมา ซึ่งจากการคะเนด้วยสายตา ระยะห่างไม่น่าจะเกิน 200 เมตร รวมถึงบอย ที่วิ่งตามมาห่างๆ  ตามด้วย น้องที่ได้อันดับ 3 รุ่น 85 กก เมื่อปีก่อน ที่ปีนี้อัพรุ่น หนีตามบอยขึ้นไป โดยระยะทางดูแล้วตามบอยมาไม่ห่าง ไม่น่าจะเกิน 50 เมตร

สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น เพราะตอนซ้อมวันที่โอเวอร์เทรนนิ่ง ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก็ตามมาหลอกหลอนจนได้หลังจากเร่งความเร็วจากรอบที่ผ่านมา  อาการเหนื่อยหอบและเร่งไม่ได้ดั่งใจ การหายใจเริ่มสั้น เร็วและหอบถี่ ก็เกิดขึ้น  นาทีนั้น ในใจคิดว่าอยากจะให้การแข่งขันจบลงไวไว ณ ตรงนั้นเลย แทบไม่อยากวิ่งต่ออีกแล้ว

แต่ชั่ววินาทีเสี้ยวความคิดหนึ่งก็แวบที่เข้ามาให้หัวสมองในขณะนั้น คือบทความจาก สถาวรรันนิ่งคลับ ที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาความรู้อยู่เสมอ ในแฟนเพจ มากจาก หัวข้อ "วงรอบที่สมบูรณ์" จากย่อ หน้าที่ 7 กล่าวไว้ว่า ดังนี้


"ลองเร่งความเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย ถ้าความรู้สึกเปลี่ยน
มีอาการเหนื่อยหอบเพิ่มขึ้นมากก็แสดงว่าเราผ่านเกินจุดนั้นแล้ว

ถ้าลดความเร็วลงก็จะเกิดอาการล้า ไม่คล่องตัว

เมื่อปรับเข้าความเร็วเดิม ความรู้สึกดังกล่าวก็หายไปแล้ว



ดังนั้นต้องจดจำความรู้สึกที่ได้รับสำหรับการวิ่งครั้งต่อไป

เมื่อวิ่งถึงจุดดังกล่าวต้องรักษาระดับความรู้สึก

และจังหวะความเร็วที่วิ่งในขณะนั้นให้นานที่สุด

จะทำให้การวิ่งมีคุณภาพและเกิดประสิทธิผลที่ดีมากขึ้นครับ" -- สถาวร จันทร์ผ่องศรี

จากบทความนี้เอง ความหมายของมันอยู่ในวิกฤตในครั้งนี้ นั่นหมายความว่า ถ้า้ข้าพเจ้ายังยังดันทุลัง วิ่งที่ ความเร็ว ที่ระดับเร็วกว่า 4:40 ก็จะทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบ จนผิดวงรอบ  หรือว่าควรที่จะทิ้งเป้าหมายหลัก แล้วลดความเร็วลงไปต่ำกว่า 5 นาที อาการต่างๆ ก็คงไม่ดีขึ้น เพราะเมื่อวิ่งช้า ก็เกิดอาการล้า ไม่คล่องตัว อย่างที่ โค๊ชสถาวร กล่าวไว้

และอะไรล่ะ คือจุดลงตัว การคำนวณอย่างหยาบๆ ได้เกิดขึ้น  เอาว่ะ โค๊ชว่าไว้อย่างนี้ คงต้องปรับตามต้นทุนตัวเองที่มีอยู่ไปก่อน มีโอกาสหน้าซ้อมดีดี ค่อยว่ากันใหม่ สถิติ 10K จ๋า (เพิ่งมาซ้อมได้เดือนเดียวจะเอาอะไรมากมนุษย์หนอมนุษย์) ข้าพเจ้าจึงเริ่มปรับจังหวะ ให้อยู่ใน Pace 4:50 ทันที ซึ่งแน่นอนความรู้จากโค๊ชผู้เชียวชาญที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทางด้านกรีฑามามากมายที่นำมาเป็นทฤษฏีอ้างอิงในครั้งนี้ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เครื่องไม่ระเบิดระหว่างทางอย่างที่กังวล และเรื่องที่โชคดีอีกเรื่อง คือแนวหน้าหญิงที่ข้าพเจ้าพยายามเกาะติด และตามอยู่ วันนี้คงมาวิ่งจ็อคเล่นเพราะเพิ่งเห็นไปวิ่งฮาล์ฟที่พัทยามาราธอนมา ความเร็วจ็อคของน้องเค้าเลยอยู่ในระดับใกล้เคียง ในขณะที่ข้าพเจ้าพยายามกวด  และหายใจได้เกือบปกติ ทำให้สามารถมีคู่เทียบให้เกาะเคาะเท้าไปได้อย่างมีจังหวะ

แต่ในระหว่างที่ทดลองปรับโน้นปรับนี่ ถึงแม้จะปล่อยการทำลายสถิติออกไปจากเป้าหมายในวันนี้ แต่ก็ยังไ่ม่วายที่จะต้องยังคงรักษาอันดับ ระหว่างทางที่มีเพื่อนนักวิ่งแซงไป ก็สังเกตจากรูปร่าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตัวเล็กกว่าข้าพเจ้า ก็เลยคิดว่า คงยังไม่มีใครแซงไป และยังคงสามารถ ประคองอันดับได้อยู่

ยิ่งวิ่งยิ่งใช่ จังหวะที่ตามหา มานานนี่ มันอยู่ที่ 4:50 นี่เอง กม.ที่ 7 ผ่านไป เส้นทางกลับเข้าสู่บริเวณเส้นทางตัวหนอนที่คุ้นเคย นั่นหมายความว่าจุดกลับตัวข้างหน้าสุดทางสระน้ำจะพบจุดให้น้ำจุดสุดท้ายของงานนี้นั่นเอง  พยายามเคาะจังหวะฝีเท้าให้เข้ากับลมหายใจ โดยที่เป้าหมายยังคงเกาะข้างหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่ลดล่ะ

กม.ที่ 8 มีฝรั่งรูปร่างสูงใหญ่กว่าข้าพเจ้าเล็กน้อย เร่งแซงผ่านไป ในใจคิดเลยว่าคงเป็นรุ่นเดียวกันแน่ๆ แต่ก็ได้แต่ทำใจและมีสมาธิกับตัวเอง ในการรักษาจังหวะเอาไว้  พยามยามไม่สนใจรอบข้างเท่าใดนักเพราะเหลืออีกเกือบ 2 กม.  การซ้อมที่เคยเร่ง 2 กม. สุดท้าย ได้ความเร็วประมาณ 4.20 ต่อ กม. คงเอามาใช้ในงานนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะ 7 กม ที่ผ่านมาเป็นการวิ่งที่ใช้ความเร็วกว่าการซ้อมที่มักจะซ้อมอยู่ที่ 5 นาทีต้นๆ จึงทำให้มีแรงเหลือ ที่มาเร่งในตอนท้าย  นี่เป็นอีกหนึ่ง ปัจจัย ที่หลังจากนี้จะต้องนำเอาไปปรับใช้ในการซ้อมต่อไป

จวบจน มา ถึง กม ที่ 9  น้ำที่ข้าพเจ้าดิ้นรน ถือมาตั้งแต่ออกสตาร์ท ก็เริ่มมีประโยชน์กับตัวข้าพเจ้าขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ข้าพเจ้าไม่รู้ว่านี่การทำผิดกติกาหรือไ่ม่ กับการถือน้ำมาวิ่งเอง

ข้าพเจ้าซัดน้ำ ที่มีอยู่ในขวดไปครึ่งขวด พอสร้างความชุ่มชื่นให้กับร่างกาย และน้ำในขวดที่เหลือ ก็บรรจง ราดลงศรีษะทั้งหมด เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในตัวลง ซึ่งได้ผลในเชิงจิตวิทยาเป็นอย่างมาก แต่ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะนำฝาขวดที่อยู่ในมือซ้าย ข้ามมาเพื่อบรรจงปิดขวดเหมือนเดิม ก็เกิดความผิดพลาดขึ้น อาจจะเป็นมือข้าพเจ้ากำลังสั่นอยู่ก็คงเป็นไปได้ ฝาไม่ลงล็อค และหล่นลงไปที่พื้น ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเร่งขึ้นไป ใน อีก 800 เมตรข้างหน้า

ไม่มีเวลาที่จะคิดย้อนกลับลงไปเก็บมันขึ้นมาแน่ๆ ข้าพเจ้าจึงไม่อาจที่จะทนให้ฝาอันเป็นที่รัก พลัดพรากกับขวดที่คู่กันมานาน จึงบรรจง หย่อนขวดน้อยๆ ไว้ข้างทางเพื่อมิให้มันพลากจากกัน (ขออภัยที่ทำให้สวนสกปรก มา ณ ที่นี้)

มาถึงนาทีนี้ เหมือนนกที่กำลังโบยบินเพื่อหาเสรีภาพ เสียงนาฬิกาที่ดังมาตลอด แต่ทว่าข้าพเจ้าแสร้งทำไม่ได้ยิน กลับมาก้องในหูอีกครั้ง หมายมั่นที่จะวิ่งด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่ ให้ไปหมดที่เส้นให้ได้ มา นาทีนี้ อยากรู้แล้ว ถ้าอัดจนหมด เข้าเส้นจะมือไม้ชา ตัวเย็น ไม่มีแรง เหมือนการรีดพลังให้หมดทุกเม็ดอย่างที่ีพี่น้อย เคยเล่าให้ฟังหรือป่าว  แต่เอ๊ะ แนวหน้าที่เราเกาะหายไปไหนแล้ว บ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าแซงมาหรือนี่

มิใช่เลย น้องเค้าสปีดหนีไปไกลโพ้นห่างกันเกือบ 100 แล้วเห็นจะได้ 555+  แต่การสปรินท์ในครั้งนี้ทำให้สามารถวิ่งไล่ขึ้นมาทันคุณฝรั่งที่แซงไปเมื่อ กม ที่ 8  หลังจากแซงขึ้นไปได้ อาการหมดแรงกลับมาอีกครั้งกับชีวิตนักวิ่งวันนี้

เอาไงล่ะที่นี้ นี่มันหมดก่อนเข้าเส้นแน่ๆ เถียงไปได้ไม่ไกลกว่านี้แน่เลย คิดว่าก๊อก 2 คงหมดไปแล้วแน่ๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจ เอี้ยวคอไปทางซ้าย และก้มลงต่ำเล้กน้อย เป้าหมายอยู่ที่หน้าอก เอ้ย เบอร์ที่หน้าอกของฝรั่งท่านนั้น

"75"    75 เว้ย ฝืนบี้มาตั้งนาน คนละรุ่นซะงั้น     ข้าพเจ้าจึงเบาเครื่องลงในจังหวะ recovery อีกครั้งที่ระยะ 100 เมตร  ก่อนที่จะเข้าสู่ interval สุดท้ายในนาฬิกา คือ 300 เมตร   นาทีนั้นหลังจากสัญญาณนาฬิกาเตือนว่าให้สปีดได้แล้ว  ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่งให้เร็วขึ้น เพื่อเป้าหมายที่เพิ่งเข้ามาในหัวเมื่อสักครู่ในการวิ่งให้จบที่ ต่ำกว่า 47 นาที ในระยะ 10 กิโล  นั่นหมายความว่าในขณะที่ข้าพเจ้าวิ่งผ่านเข้าจุดฟินิช เวลาจะต้องอยู่ที่ 46 นาที ให้ได้ เพราะว่าสนามนี้ระยะไม่ครบ 10 กม แน่นอน หลังจากที่ข้าพเจ้ามาร่วมงานหลายครั้ง ระยะจะอยู่ที่ประมาณ 9.8 - 9.9 กิโลเมตร แล้วแต่ลักษณะการวิ่งในแต่ละครั้ง

ข้าพเจ้าทะยานเข้าเส้นชัย ด้วยเวลาที่ข้อมือตัวเองที่  46:35 นาที  นาทีนั้นลุ้นเหมือนกันว่าเราจะนับตัวพลาดหรือป่าว เพราะน้องที่หน้าเส้นชัย นิ่งมาก เหมือนกับว่านักวิ่งคนนี้ ไม่ติดอันดับใดๆ แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาในระหว่างที่ข้าพเจ้าจะก้าวผ่านตรงจุดนั้นตรงขึ้นไป

"85    อันดับ 4"    เสียงนี่มันสะท้อนก้องในหูไปชั่วขณะ  ใจคิดเรานี่ก็บวกเลขเก่งไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

หลังจากรับป้ายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามปกติของกิจกรรม ก็มีแจกเหรียญและเช็คป้าย แต่นาทีนั้นข้าพเจ้าใจรู้ว่ายังมีภาระกิจ อีก เกือบ 120 เมตร ที่จะต้องไปตามเก็บให้ครบ จึงเริ่มออกตัวเพื่อจะเร่งเก็บระยะให้ครบ

"เดี๋ยวววววววครับ    ขอ.....คืน และ รับเหรียญ พร้อมจับสลากเบอร์ด้วย" เห้ย มันมีพิธีการอะไรอีกเนี้ย แล้วอีตาคนข้างหน้าก็ช้าเหลือเกิน มัวแต่เลือกจะจับเบอร์โน้นเบอร์นี้อยู่นั่น อย่างกับรางวัลเป็นบ้านพร้อมที่ดินนี่กระไร  ข้าพเจ้าจะสปีดหนีวิ่งออกไปก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมีรูเล็กๆ อยู่รูเดียวให้ผ่าน จึงต้องจำใจ รอ และรับสลากให้เรียบร้อย ก่อนที่จะวิ่งออกไป จนครบ 10 km เพื่อบันทึกเป็นสถิติใหม่ประจำเดือนคือ 47.11 นาที

แต่เอ๊ะ ตะีกี้เค้าขออะไรคืนหว่า  แต่ช่างเถอะวิ่งครบแล้ว  ไปคูลดาวน์ดีกว่า ข้าพเจ้าจึงได้วิ่งต่อไป เพื่อเป้าหมายคูลดาวน์ ลดการเต้นหัวใจให้ช้าลง แต่ประทานโทษ วิ่งๆเดินๆไปได้แค่ 300 ตะคริวเหมือนจะขึ้น จึงต้องยุติการคูลดาวน์ไว้เพียงเท่านี้  จึงหาที่ยืดคลายกล้ามเนื้อแบบเบาๆ และเดินกลับที่จุดสตาร์ท เพื่อหาน้ำและหาของกิน เพราะตอนนั้นรู้สึกโหยหาอาหารอย่างเต็มที่ มิได้กินเพื่อเพิ่มน้ำหนักตัวเองให้เข้าเกณฑ์ตามที่ผู้จัดกำหนดไว้เหมือนปีก่อน

หลังจากจัดแจงแซนวิสในงาน เติมน้ำ และเกลือแร่ พอหอมปากหอมคอเรียบร้อย จึงพบกับบอยที่กำลังสาระวน ในการหาของกินอยู่เหมือนกัน จึงชวนกันเข้าไปสู่บริเวณรายงานตัว ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตนักวิ่ง  ในระหว่างแถวที่รอเพื่อชั่งน้ำหนัก เหมือนกับนักมวยที่กำลังขึ้นชก มีทั้งผิดหวังและสมหวังกันหลังจากชั่งน้ำหนัก จนมาถึงคิวของข้าพเจ้า เท้าซ้ายค่อยๆ แตะไปที่เครื่องชั่งน้ำหนักที่ทางเจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้  งานนี้คุณเจี๊ยบ จ้อคแอนด์จอย เป็นผู้ควบคุมการตรวจสอบเองกับมือ  ตัวเลข เริ่มรันขึ้น จาก เลข 1 สู่เลข 2 และ เริ่มหยุดสนิทที่ เลข 4 ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจก้าวขาขวาที่ยังคงเหยียบพื้นดินอยู่ ขึ้นไปบรรจบกับขาคู่แรกที่วางอยู่ ตัวเลขเริ่มขยับจากเลข 4 ไปเลข 5 และข้ามไปสู่หมายเลข 8 และ.....

ข้าพเจ้าเริ่มมีความไม่แน่ใจว่าตาชั่งที่งานนี้จะได้ค่าที่ออกมาเหมือนกับตาชั่งส่วนตัวที่บ้าน เพราะโดยปกติเมื่อข้าพเจ้าซ้อมเรียบร้อยแล้ว หลังจากจิบน้ำ และชั่งน้ำหนัก  น้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์ 85 อัพ เสมอ แต่การระเบิดปอดออกไปในวันนี้ ไม่รู้ว่าน้ำหนักมันจะลดลงไปมากกว่าเดิมหรือไม่

ซึ่งในระหว่างที่รอรายงานตัว ได้คุยกับพี่ช่อทิพย์ เลยน้ำหนักตัวที่ลดไป หลังการวิ่ง ก็ได้ความว่า ขึ้นอยู่กับอัตราความเร็วที่ใช้เผาผลาญไป ถ้าเทียบแล้วคล้ายๆ กับว่าถ้ายิ่งเร่งเร็ว เหงื่อที่เสียออกไป ก็จะยิ่งมากขึ้น มากกว่าวิ่งช้า

ตายละหว่า หรือว่าเราจะประมาทเกินไปที่ไม่คิดตุนเพิ่มน้ำหนักในระหว่างรอ  หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตัวเลข 8 หยุดนิ่ง และเลขด้านหลังเริ่มเปลี่ยนจาก 0 เขยิบไปเรื่อยๆ  ใจภาวนา อย่ามาตกม้าตายเพราะเรื่องน้ำหนักนะเฟ้ย  เพราะก่อนหน้านี้ รุ่น 85 กก  อันดับที่ 3 ก็ตกม้าตายไปหนึ่งท่านเรียบร้อยแล้ว ตัวเลขขยับและสงบหยุดนิ่งอยู่ที่  85.1  กก  คุณเจี๊ยบบันทึกลงในกระดาษใบน้อยก่อนยื่นให้ข้าพเจ้านำไปยื่นเพื่อยืนยันผลการแข่งขันกับเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ประจำโต๊ะ

ซึ่งมารู้กติกาที่หลังเพิ่มเติมอีกว่า โดยปกติ จะอนุโลมเรื่องน้ำหนัก ให้ +- ครึ่ง กิโลกรัมอยู่แล้ว (แล้วตรูจะกังวลไปทำไมเนี้ย)

ยินดีกับตัวเอง สำหรับถ้วยใบที่ 2 ในชีวิตของตัวเองจังเฟ้ยยย

บรรยากาศในขณะที่รอรับถ้วย ก็มีเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งคือ กลุ่มนักวิ่งชาวไทยปีก่อนที่รับถ้วยในรุ่น 85 กก. ปีที่แล้ว ปีนี้มากันครบ และติดอันดับกับด้วยทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นอันดับ 3 ปีก่อน น้องพงศกรที่ปีนี้ข้ามรุ่มไปรุ่น 95 กก และคว้าอันดับ 3 ได้   ส่วนข้าพเจ้า อันดับ 4 ปีก่อน เขยิบอันดับในปีนี้ขึ้นมาเป็นที่ 3

และพี่กฤติพงศณ์ ที่ปีก่อนได้อันดับที่ 5 ปีนี้ยังอยู่รุ่นเดิมและได้อันดับที่ 4 ในปีนี้  และที่ลืมไปไม่ได้ อันดับที่ 6 ในปีก่อน ปีนี้ ทำน้ำหนักหนีขึ้นไปอยู่รุ่น 95 กก สามารถคว้าถ้วยรางวัลจากการแข่งขันใบแรกในชีวิตนักวิ่งได้ ในอันดับที่ 2 ของรุ่น ก็คือนายบอย  เพื่อนคู่ซ้อมของผมนั่นเองงงง.

ขอบคุณ จ๊อคแอนด์จอย ที่จัดรายการวิ่งแปลกๆ ขึ้นมา ทำให้ในช่วงชีวิตหนึ่ง มีลุ้นกับเค้าบ้าง จากใจ นักวิ่งอ้วนๆ คนหนึ่ง

ซึ่งแน่นอน ปีหน้า เราจะกลับมาอีกครั้ง ที่สนามนี้แน่นอน ก่อนจากที่เส้นที่เค้าขอคืนเพิ่งมารู้ตอนสุดท้ายว่าเค้าขอชิพคืนน นั่นเอง

Race 123 jog and joy day part II

ความเดิมจากตอนที่แล้ว
http://portman1975.blogspot.com/2013/07/race-123-jog-and-joy-day-part-i.html

ภาพบรรยากาศปล่อยตัวจาก www.jogandjoy.com
หลังจากที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ความรู้สึกของชึวิตแนวหน้าในการปล่อยตัวแล้ว ว่าเป็นเยี่ยงไร ข้าพเจ้าก็กลับมาสู่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง ......

ในครั้งนี้มีสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำมาก่อนและต่อไปก็คงไ่ม่คิดทำอย่างนี้กับงานอีกไหนๆ อีกแล้ว คือ การวิ่งวันนี้ตั้งใจให้ตัวเองเปรียบเสมือน โรบอทที่ไม่มีชีวิต ไม่ฟังเสียงลมหายใจตัวเองขณะวิ่ง หรือ รับรู้ความรู้สึกใดใด นอกจาก เสียงสัญญาณดิจิตอล ที่ใช้ควบคุมตัวเอง ดั่งตัวเองเป็นหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ก็มิปาน

โปรแกรมที่วางแผนไว้

Garmin 610 workout วันนี้ถูกตั้งโปรแกรมควบคุม วิธีการวิ่งเอาไว้เพื่อทดสอบการควบคุมตนเองเอาไว้ โดยวันนี้ต้องการที่จะวิ่งสเตปและด้วยวิีธีแบบนี้ไปตลอดเส้นทาง โดยวิธีการคำนวณก็ทำง่ายๆ และรวกๆ โดยนำเวลาและสถิติในอดีตที่เคยทำได้ดีที่สุด คือ 46:06 นาที มาเป็นตุ๊กตาในการตั้งโปรแกรมและกำหนดแนวทางการวิ่งเอง

คุณสมบัติของการตั้งโปรแกรมแบบ Interval ในนาฬิกาการ์มิน รุ่น 610 คือ เราสามารถตั้งจังหวะที่ต้องการเป็นช่วงระยะเวลาที่ต้องการได้ โดยหากวิ่งเร็วกว่าเวลาเป้าหมาย นาฬิกาก็จะร้องเตือนและแจ้งให้ "Slow Down" แต่ถ้าหากว่าผู้ใช้ วิ่งช้าเป็นเต่ากว่าค่าต่ำสุดที่ตั้งไว้ นาฬิกา ก็จะส่งเสียงร้องและสั่นเตือน และแจ้งข้อความว่า "Speed Up"   ซึ่งหากผู้ใช้สามารถควบคุมเวลาให้อยู่ในช่วงที่กำหนดไว้ และสามารถประคองจังหวะได้สม่ำเสมอ นาฬิกา ก็จะแสดงข้อความเป็นกำลังใจให้ว่า "Desire Zone"

แต่ทว่าการกำหนดเวลาแบบนี้ในแต่ละ Interval Target โดยประเมินจากสถิติตัวเอง มากำหนด ถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะสถิติที่ทำได้ในครั้งนั้น สถิติที่ดีที่สุดเป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการ ทางการวิ่งมีมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างนั้น และมันคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการนำมาประเมินศักยภาพในวันนี้  อย่างที่นักวิ่งทั่วไป มักจะเรียกว่า  "ประเมินต้นทุนที่แท้จริงตัวเองไม่เป็น" แต่นั่นคือสิ่งที่ยังไม่รู้ตัวก่อนที่จะวิ่ง
.................................................................................................................................................................

แผนการณ์ในการวิ่งอธิบายแบบคร่าวๆ ก็คือ จะวิ่ง จังหวะ 4:30-4:35  ในกิโลเมตรแรกและ ผ่อนความเร็วลงเหลือ 4:40-4:45 ในกิโลเมตรหลัง  วิ่งแบบนี้ จนครบ 8 กม. พูดง่ายๆ ก็วิ่งซ้ำๆ แบบนี้ 4 เที่ยว และ ตามด้วยการลงคอร์ตสั้น 400 เมตร และ 200 เมตร ไปเรื่อยๆ จนเข้าเส้น

แต่ทว่าหลังจากกระชากออกจากจุดปล่อยตัวไป จริงๆ แล้วก็ตั้งใจจะวิ่งตามฝรั่งรุ่นเดียวกันที่น่าตาละม้าย คล้ายคลึง กับ เคราร์ด ปิเก้ สุดยอดกองหลังของยอดทีมบาร์เซโลน่า แต่คุณพี่ไม่รู้วิ่งเหมือนวิ่งหนีเจ้าหนี้ที่ไหน พี่ท่านเล่นฉีกหนีไประลิ่วไม่ทิ้งฝุ่นไว้ข้าพเจ้าสูดดมเลย ข้าพเจ้าจึงทำได้แค่ตามหลัง ผู้กองยอดนักวิ่งท่านหนึ่ง ตามไปได้สักระยะ ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต สักวันหนึ่งฝันว่าจะลองวิ่งตามโยธิน นักวิ่งทีมชาติดูบ้าง คงเท่ห์ไม่น้อย แต่การปล่อยตัวเองให้วิ่งไปตามบรรยากาศและไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ แค่เพียง 1 กม.แรก ข้าพเจ้าก็แทบจะถอดวิญญาณออกจากร่าง  ซึ่งตอนนั้นยังคิดอยู่ในใจว่า ถ้าไม่มีนาฬิกาให้ดูเวลา คงวิ่งได้ไม่เกิน 3 กม เป็นแน่ๆ

แต่ทว่ายังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าวันนี้ข้าพเจ้าค่อนข้างมีปัญหากับนาฬิกามาก เพราะวันนี้ตั้งหน้าปัดนาฬิกาให้แสดงข้อมูลแต่ละรอบตามโปรแกรม Interval แทนที่จะตั้งดูภาพรวมเหมือนกับการใช้งานในครั้งก่อนๆ  เพราะเหตุนี้ นี่เอง เมื่อเกิดภาวะเหนื่อยกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหูดับตาลาย จำอะไรไม่ค่อยได้ขณะวิ่ง ครั้นจะเปลี่ยนหน้าปัดมาใช้แบบเดิม ก็เกรงใจตัวเอง และประกอบกับ วันนี้ถือขวดน้ำวิ่งด้วยจึงทำให้ไม่ค่อยสะดวกในการปรับเปลี่ยนเท่าใดนัก
สิงหา ปานดำ นักวิ่งแนวหน้าจากวินเนอร์รัน
เมื่อเข้าสู่เส้นทาง เกือบกม ที่ 2  สิงหา ปานดำ ดนักวิ่งชั้นแนวหน้า ก็ได้วิ่งขึ้นมาประกบด้านขวามือ ทักทายกันนิดหน่อย และเค้าก็จากเราไปอีกคน  เมื่ออ่านถึงบันทัดตรงนี้อย่าคิดว่า ข้าพเจ้าวันนี้สเตปเทพ แต่ความเป็นจริงคือ สิงหา  น่าจะมาสาย และอยู่ด้านหลัง กว่าจะสปีดขึ้นมาตามทัน เลยใช้ระยะทาง กว่า 1 กม. ซึ่ง จริงๆ แล้ว ก่อนเวลาตรงบริเวณจุดปล่อยตัว  มีนักวิ่งแนวหน้า หลายท่าน ถามหา สิงหา กันหลายท่าน ซึ่งก็เดาไปต่างๆ นานา ว่าคงไม่มา เพราะเมื่อวาน เพิ่งไปปล่อยของ ที่ ร.ร. สตรีวิทยา 2 มา  (อย่าคิดลึกล่ะ เมื่อวาน สิงหา เพิ่งไปคว้า อันดับ 1 ในรุ่น 30 ปี ระยะ มินิมาราธอนมา) ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดเยี่ยงนั้น ว่าวันนี้คงไม่มา เพราะอาจจะเตรียมไปเชียร์หงส์แดงในตอนเย็น หรือว่าอาจจะล้า จนมาไม่ไหว อิอิ นอกจากจะโดนแนวหน้า สิงหา ปานดำ แซงไป อีกคนที่ต้องเอ่ยถึงและลืมไม่ได้ ก็ คือ คุณป้อม litte tiger ที่วันนี้สเตปการวิ่งเนียนและเร็วมาก คิดว่าคงมีเป้าหมายในงานนี้เหมือนกัน เพราะปกติไม่ค่อยเห็นคุณป้อมในจังหวะที่มุ่งมั่นแบบนี้เท่าใดนัก..
หน้าจอ Garmin Connect

จุดให้น้ำแรก อยู่ที่ กม ที่ 2 กว่า ๆ  ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าใช้เวลาไปประมาณ 9 นาที  ซึ่งเีร็วกว่าแผนไปมาก หลังจากโฉบรับน้ำที่โต๊ะแรก ก็นำมาราดลงศรีษะเพื่อลดความร้อนที่สะสม เรียบร้อย จึงรีบฉกน้ำแก้วที่สอง และบรรจงจิบ ไปเล็กน้อย พอลดความกระหาย แล้วเริ่มกระชากออกไป  แต่ทว่าหลังจากออกจากจุดนี้ไปข้าพเจ้ากลับเกิดอาการเบลอร์จากเสียงนาฬิกาที่มันร้องเตือนตลอดเวลา เพราะว่าการวิ่งไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

กลายเป็นคิดไปว่า ตอนนี้ กำลังวิ่งเข้าสู่ กม ที่ 4  มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนเจอป้าย บอกระยะทางที่ตั้งอยู่ข้างทาง ว่าเป็น กม. ที่ 3  สมองที่ล่องลอยอยู่ ณ ขณะนั้น จึงคิดว่าคงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียที มิเช่นนั้น สมองก็คงจะเบลอร์ ไปกับการนั่งคำนวณเวลา จิตไม่สงบเสียที จากนั้นจึงทำการปรับเปลี่ยน display นาฬิกา ให้กับเป็นหน้าจอปกติ ซึ่งทำให้สามารถเห็นระยะทางปัจจุบัน และเวลาที่ใช้จริง 

เหมือนเริ่มรู้สึกตัวว่าทำอะไรผิดไป จึงเลิกการควบคุมตัวเองโดยเทคโนโลยีทันที เริ่มกลับมาฟังเสียงร่างกายตัวเองในการวิ่งแทน ปรับจังหวะหายใจให้สบายขึ้น หลังจากที่ต้องหอบมาตลอด เริ่มรู้สึกตัวเบาขึ้น แต่เสียงการเตือนของนาฬิกาก็ยังตามหลอกหลอนอยู่เป็นระยะ แต่นาทีนั้นคือตัดสินใจแล้วว่าไม่สนใจ และต่อไปคงไม่ตั้งแบบนี้อีกแล้ว (ถึงตอนนี้ ระหว่างทางมีเจอเพื่อนๆ น้องๆ ที่มาร่วมซ้อมกับโค๊ชดินที่สวนหลวงวันนี้ แต่ทักทายไม่ได้ เพราะมันเหนื่อยอยู่ ทำได้แต่เพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น)

เมื่อมาถึงจุดให้น้ำจุดที่ 2  ก็คือ บริเวณ กม. ที่4 ซึ่งเป็นบริเวณใกล้สนามเทนนิส ในสวนหลวง ร. 9  ก็ทำเหมือนกับที่เคยทำให้จุดแรก อีกครั้ง   จำได้ว่าจุดให้น้ำนี้เป็นจุดที่ให้น้ำ ซ้อนกันคือ จุดที่ 2 และ 3 เป็นจุดเดียวกัน แต่ตั้งโต๊ะให้น้ำกันคนละฝั่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า จุดกลับตัวที่อยู่ข้างหน้า ก็คือ อีก 1 กม. ซึ่งจุดกลับตัวตั้งอยู่บริเวณหน้า้ห้องน้ำ ในจุดที่ข้าพเจ้าและเพื่อนไปวอร์มกันก่อนแข่ง

ระหว่างทาง กม.ที่ 4-5 นี่แหละ มักจะเป็นจุดที่สังเกต หรือจุดชี้เป็นชี้ตาย สำหรับนักวิ่งที่กลับตัวมาแล้ว เพื่อเช็คอันดับตัวเอง คร่าวๆ ว่าอยู่ตำแหน่งใด ซึ่งแน่นอน คนแรกที่ข้าพเจ้าเห็นผ่านมา ก็คือ นายเคราร์ด ปิเก้ ที่เห็นในตอนเช้า ซึ่งมาทราบชื่อในภายหลังว่า คือ มิสเตอร์นาธาน ควิก  แค่ นามสกุลก็ไวแล้ว 555


จากนั้น คนที่ 2 และ 3 ในรุ่น 85 กิโลกรัม ก็ผ่านไป  ซึ่งหากสายตาไม่เบลอร์จนเกินไป ขณะนี้ ตัวข้าพเจ้ายังครองตำแหน่งอยู่ในลำดับที่ 4  ซึ่งแน่นอน เมื่อถึงจุดกลับตัวที่ กม ที่5 ยังไม่มีนักวิ่งท่านใดแซงข้าพเจ้าขึ้นไปได้ ซึ่งเมื่อระยะทางวิ่งครบ 5 กม.แล้ว สังเกตจากเวลาใช้เวลาไป ไม่ถึง 23 นาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างพอใจ และมีความเป็นไปได้ ที่จะทำลายสถิติ 46 นาทีลงไปได้

ผ่านมาถึงจุดนี้ทำให้คิดถึงงานนี้ เมื่อปีก่อน ที่หลังจากกลับตัวแล้ว ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ประสีประสาอะไร กับเรื่องการนับตัวอะไรเท่าใดนัก เพราะไม่เคยมีลุ้นในการแข่งขันอยู่แล้ว แต่มีเพื่อนนักวิ่งที่อยู่ตรงข้าม ที่วิ่งมาและยังไม่กลับตัว ตะโกนบอกนักวิ่งที่อยู่ข้างหน้าข้าพเจ้า ว่าอยู่ที่ 5  ตายละหว่า ถ้าพี่เค้าอยู่ที่ 5 ข้าพเจ้าก็อยู่ที่ 7 อ่ะดิ  เพราะที่ 6 ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เจ้าบอย  ที่ปีก่อนยังอยู่ในรุ่น 85 รุ่นเดียวกันกับข้าพเจ้า ที่ตอนนั้น น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 93-94 กิโลกรัม ซึ่งในปีนั้นข้าพเจ้าก็เร่งสปรินท์ จนแซงไปได้รับป้ายอันดับที่ 5 แืทนจนได้ แต่รับถ้วยจริงเป็นอันดับที่ 4 เพราะมีนักวิ่งฟาล์ว เพราะน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์

จบตอน 2/3

โฉมหน้านักวิ่งรุ่นใหญ่ 85-94 กิโลกรัม ปี 2013

Race 123 jog and joy day part I

เครดิตภาพ จาก บอล รักในหลวง
ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักกีฬา ผมคิดว่าหลายคนย่อมอยากที่จะประสบความสำเร็จบ้าง กับครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่แปลกใจเลย ในวันนี้ได้มาได้ร่วมงานวิ่งของจ้อคแอนด์จอย ซึ่งในปีนี้ บรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ได้เข้ามาร่วมงานอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้กระทั่งฝรั่ง หลายๆ ประเทศที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในปีนี้อย่างคับคั่ง รุ่น รุ่น 67-71 และ 72-84 กก มีมากกว่า 100 ชีวิต

ส่วนรุ่นใหญ่ และรุ่นยักษ์ ปีนี้ก็เพิ่มขึ้น เป็น 60 และ 30 คน ตามลำดับ

แน่นอนข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในบรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ก่อนที่จะถึงรายการวิ่งนี้ เป้าหมายในครั้งนี้เต็มไปด้วยความหวังว่าจะประสบความสำเร็จอีกสักครั้งหนึ่ง เฉกเช่นปีก่อน ข้าพเจ้ายังคงตราตรึงกับความหอมหวลในชัยชนะเมื่อปีก่อน ที่ยังประทับจิตประทับใจจนมาถึงวันนี้ ..... แต่แล้วเมื่อถึงวันงานจริงข้าพเจ้าและเพื่อนคู่หู หลังจากจัดแจงจอดรถและเตรียมสัมภาระทั้งหมดที่จะนำมาใช้ในการวิ่งเรียบร้อย ก็ได้ฝ่าเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมากลางสวนสาธารณะชื่อดังแห่งนี้ ดั่งน้ำตาของหญิงสาวที่พร่างพรูเหมือนกำลังจะสูญเสียคนรักหนุ่มไป ดูแล้วบรรยากาศช่างเศร้าสร้อยเหลือคณา  พวกเราได้เข้าสู่บริเวณงานและเข้าไปดำเนินการรับเบอร์และเสื้อที่ได้สมัครไว้ล่วงหน้า สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ เมื่อมองลอดเลนส์เล็กๆ ก็คือ ในงานคราคร่ำไปด้วยนักวิ่งตัวใหญ่ๆ เต็มงานไปหมด ซึ่งโดยปกติจะหาชมได้ยากในงานวิ่งงานอื่นๆ ซึ่งทำให้นึกย้อนถึงตัวเองในการตั้งความหวัง และตั้งใจซ้อมมาตลอดหนึ่งเดือน ทั้งการสร้างความอดทน การลงคอร์ตสั้น คอร์ทยาว การสร้างตารางพักที่เหมาะสมกับตัว แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองคือเรื่องโอเวอร์เทรนนิ่ง นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันเหมือนจะลงตัวแต่ว่าเหมือนกับว่ามันอาจจะไม่เพียงพอต่อการขึ้นเวทีในวันนี้

เหตุใดข้าพเจ้าถึงกับมีภาวะจิตตกเช่นนั้น เพียงอาจจะเป็นเพราะจากการเช็คสถิติผู้เข้าร่วมงานในหลายๆครั้งที่ผ่านมา สถิติของผู้ที่จะได้รับถ้วยในรุ่น 85 กก นั้นจะต้องใช้เวลาต่ำกว่า 48 นาที ซึ่งจากการซ้อมที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าเวลาระดับนี้ ทำได้แน่นอน  แต่ตารางซ้อมที่ถูกกำหนดมาไม่ได้มีเป้าหมายที่ 48 นาทีตามที่สถิติของงานวิ่งนี้ว่าไว้

แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่าการรับถ้วย ก็คือการทำลายสถิติตัวเองเมื่อต้นปีที่ 46:06 ลงไปเหลือที่ 45 นาทีให้ได้ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์วันสุดท้ายของการซ้อม ที่ตัวข้าพเจ้าได้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งขึ้น ร่างกายไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เลย ขนาดใช้ความเร็วในการวิ่ง 6-7 นาที ต่อ กม ก็ยังไม่สามารถทำได้  เมื่อกลับมานั่งทบทวนการซ้อมในสัปดาห์สุดท้าย นับแต่วันที่ไปวิ่งที่พัทยา ก็พบว่า

ถึงแม้งานพัทยามาราธอนจะไม่ได้วิ่งเต็มกำลัง แต่การสปริ้นท์ด้วยความเร็ว 5 กิโลเมตรสุดท้ายกับเส้นทางขึ้นเนิน นั้นสร้างความบอบช้ำให้กับกล้ามเนื้อบางส่วนไป ถึงแม้ว่าในวันต่อมาจะซ้อมเบาๆ เพื่อรักษาสภาพก็ตาม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งก็คือ ตัวเองลืม โปรแกรมพัก เพราะว่าหลังจากงานพัทยา ข้าพเจ้าก็ยังคงตะบี้ตะบันซ้อมอีก 4 วันติด เลยทำให้ร่างกายเกิดการปฏิเสธทุกสิ่งอย่างที่คิดจะทำ และนี่ก็คือเหตุผลหลักของการจิตตก ในครั้งแรก

กับเหตุผลที่จิตตกในครั้งที่ 2 ก็คือเมื่อเข้าไปรับเบอร์และชิพเรียบร้อย จึงได้เห็นว่า ปีนี้ในรุ่นนี้ มีนักวิ่งมาลงทะเบียนมากถึง 60 ท่าน  จิตใจที่เคยฮึกเหิม กระหายอย่างราชสีห์กลับกลายเป็นความรู้สึก ว่าหัวใจมันหวิวอยู่ตลอดเวลา (ไม่น่าไปดูเลยว่ามีกี่คน ปีก่อนข้าพเจ้าได้เบอร์ฟรีมา และไม่มีชิพ ทำให้ไม่รู้จำนวนนักวิ่งในรุ่นทั้งหมด)

"เอาว่ะ" ใจคิด เรามันก็ศิษย์มีครู ถึงแม้มันจะกะโหลกกะลาไปบ้าง แต่อย่างน้อย เราก็มีความหายในชัยชนะในวันนี้ ซึ่งถ้าวันนี้ทำไม่ได้ ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปีแน่ๆ เพราะลำพังฝีเท้าระดับนี้ คงยากที่จะไปสอยถ้วยจากงานในปัจจุบัน (อ้าวเป้าคือสถิติตัวเอง ไหงจิตใจโลเลไปเรื่องถ้วยอีกล่ะ นี่แหละน่ากิเลสของมนุษย์)

เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเริ่มสลัดความกลัวที่เกิดขึ้นในเบื้องหน้าให้ลดลง ข้าพเจ้าจึงได้ชวนเพื่อนๆ และน้องๆ ไปร่วมวอร์มเพื่อเรียกเหงื่อ และกระตุ้นกล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่ที่ใช้ประจำ แต่ก็ไม่ละเลยกับมัดเล็กๆ ที่ใช้น้อย การวอร์มวันนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย เนื่องจากหลายงานที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่า แทบจะไม่ได้วอร์มก่อนวิ่งเลย ถ้ามีก็มีในระดับที่น้อยมาก

การยืดเหยียด เริ่มนำกลับมาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายส่วนต่างๆ จนเรียบร้อยและแน่นอนสิ่งที่ลืมไม่ได้ในขั้นตอนสุดท้ายของสุดยอดวิชา คือ การออกไปดริลล์ และสไตรด์ เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ย้ายตัวเองมุ่งหน้าสู่เวทีประลองยุทธ์ ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าจะต้องไปยืดพื้นที่แนวหน้าให้ได้ เพื่อความได้เปรียบในเชิงพิชัยยุทธ

เวลา 5.50 เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าสามารถปักหลักได้ที่บริเวณจุดกักตัว เพื่อรอเคลื่อนพลเข้าสู่จุดสตาร์ท  โดยในใจคิดว่า 10 นาที ที่เหลือ ก็รอให้ร่างกายปรับจังหวะหัวใจให้ลดลง แล้วค่อยๆ หาพื้นที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น เพื่อรอสตารท์ออกจากคอก

แต่แล้ว เมื่อผ่าน 6 นาฬิกาไป ก็ไม่มีเสียงตอบรับ หรือเสียงปล่อยตัวใดใด แต่กลับได้ยินไป ว่า จะปล่อยตัวนักวิ่งระยะมินิมาราธอน ที่เวลา 6.10 น. เนื่องจากนักวิ่งยังรับเบอร์ไม่เรียบร้อย บลา บลา ๆๆๆ

แต่จนแล้วจนรอด ข้าพเจ้าวอร์มจนหยุดวอร์ม ก็ยังไม่ได้ฤกษ์ปล่อยตัวเสียที จนกระทั่งผู้จัดแจกเบอร์หมดเรียบร้อย จึงได้ฤกษ์ปล่อยตัวที่เวลา 6.19  ชิ ให้ตรูรอตรงนี้ ครึ่ง ชั่วโมง รู้มั้ย มันเหม็นกลิ่นตัว (ปีหน้าควรปรับให้รับเบอร์ล่วงหน้าก่อนจะดีกว่าไม๊ ที่พูดไม่ได้ว่าเห็นแก่ตัวไม่มีน้ำใจให้คนอื่น แต่อยากให้รู้ว่าการรอนานๆ เครื่องมันดับได้)

ในช่วงระหว่างที่รอนั้น ก็ได้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์สายตาขึ้นกับบุคคลรอบข้างนิดนึง สืบเนื่องจากที่มีนักวิ่งไม่ปรากฏสัญชาติหรือสังกัด เพราะข้าพเจ้าไม่คุ้นหน้าเลยไม่ว่าจะสนามใดใด ได้แสดงอาการแอบชำเลืองเบอร์วิ่งของนักวิ่งร่างยักษ์ เพื่อเป้าหมายในการเช็ครุ่นน้ำหนัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงทำกัน แต่สิ่งที่ประหลาดมากคือ เค้ามองตลอด เผลอเป็นมอง เผลอเป็นมอง จนกระทั่งมองตรงๆ แบบไม่มีอาการแอบใดๆ หรือว่าเค้าจะปิ้งเพื่อนเราซะแล้ว 5555+

ซึ่งก็ได้ทราบความตอนหลังจากเพื่อนว่า ช่วงปล่อยตัว เถียง กันตลอดเส้นทาง

"เถียง" ในที่นี้ มิใช่การ พูดจาปฏิโลม หรือ พูดจาต่อว่ากัน  แต่ "เถียง" ในที่นี้ คือการแสดงอาการไม่ยอมกันในเชิงปฏิบัิติ  ซึ่งหลังจากปล่อยตัว ไอ้บอย เพื่อนข้าพเจ้า ก็ออกไปตามจังหวะ แต่ "เกลอ 95+" ที่แอบมอง ก็ไม่ยอม พยายามสปีดหนี ไม่ยอมให้แซง พอแซงนำได้ก็ผ่อน เป็นอย่างนี้ อยู่ระยะทางพอสมควร จนกระทั่งไอ้บอย คงตบะแตกหรือไม่ก็รำคาญจนทนไม่ไหว วิ่งขึ้นไปทาบ ลองจินตนาการดูเหมือนกับท่านกำลังขับรถฝ่าไฟแดงและจ่าขับรถเข้าประกบท่านหมายจะออกใบสั่งอะไรเยี่ยงนั่น  ภาระกิจวิ่งขนาบเมื่อเรียบร้อย ไอ้คุณเพื่อนของข้าพเจ้า ก็กระซิบที่ข้างหูเบาๆ เอ้ย หันไปคุยด้วยวลี "คุณวิ่งไปตามจังหวะคุณเถอะครับ บลาๆๆๆๆๆๆๆ (ตูจำไม่ได้แล้ว)" จากนั้น ไอ้คุณบอย ก็ชิงเถียง และ หายจากไป .......

กลับมาทีฟากฝั่งของตัวเอง เมื่อได้ยินสัญญาณปล่อยตัว ข้าพเจ้าในใจคิดว่าอยากรู้ว่าแนวหน้าเค้าวิ่งกันยังไงฟร่ะ จึงกระชากวิญญาณ ยูเซนโบ ตามกลุ่มนักวิ่งแนวหน้าออกไป "เห้ย ก็วิ่งไม่เร็วนิหว่า" ในใจคิด "จะออมแรงกันไปถึงไหนเนี้ย หรือว่า ดูเชิงกันอยู่" อันนี้โม้ จริงๆ ความรู้สึกตอนนั้นมีอยู่สองอย่าง

ประการแรกที่อยู่ในจินตนาการ หาใช่เรื่องเซ็กซ์ อย่างเสี่ยบุญโอ นำผลวิจัยมาแชร์ให้ดูว่า นักวิ่ง 2/3 มักจินตนาการเรื่องเซ็กซ์ขณะวิ่ง บ่ะ ใครมันคิดว่ะ วิ่งก็จะเหนื่อยตายอยู่แล้ว ยังคิดจะมีเซ็กซ์อีก อยากรู้จริงๆ ว่าผลวิจัยนี้ เค้าไปสัมภาษณ์ใคร ข้าพเจ้าจะได้ไปขอวิ่งประกบด้วย  สำหรับสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของข้าพเจ้าอย่างแรก คือ พวกพี่จะตะบี้ตะบันวิ่งเร็วกันไปไหนเนี้ย กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว หอบเป็นหมาหอบแดดแล้ว

"ปี๊ปๆๆๆๆ"  ดังขึ้นตลอด แต่ตอนนั้นข้าพเจ้ายอมรับว่าหูดับไม่ได้สนใจ เสียงรอบข้างเลย จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยหอบแบบแปลกๆ  ค่อยๆ ยื่นแขนซ้ายขึ้นมาและใช้สายตากวาดตัวเลขที่หน้าปัดนาฬิกา ที่แสดงอยู่ในขณะนั้น ข้าพเจ้าแทบหน้าหงาย เมื่อพบว่า สิ่งที่แสดงอยู่ในขณะนั้น คือ

"0.50 กม.  pace 03:30"  เสียง "ปี๊ปๆๆๆ" ที่ดังมาตลอด มาจากอุปกรณ์ที่เตือนว่า วิ่งเร็วไป

เห้ยยยยยยยยย มันมาได้ไงเนี้ย ความหวาดกลัวจากอาการโอเวอร์เทรนนิ่ง เริ่มตามกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีิวิตนักกีฬาได้เกิดขึ้น โดยการปรับจังหวะ วงรอบของการก้าวขา ให้ลดความถี่ลง จังหวะหายใจที่ยาวขึ้นจน รู้สึกสบายขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนเช่นนี้ต้องแลกด้วยการยอมรับที่จะให้นักวิ่งที่อยู่ด้านหลัง เริ่มแซงไป ไม่ใช่ทีละคนสองคน แต่เรียกว่าแซงยกแผง

ไม่น่าเชื่อว่า บรรยากาศรอบข้าง จะมีแรงดึงดูดทำให้ ถูกกระชากไปอย่างไม่รู้ตัว ดีที่ว่าข้าพเจ้าเป็นนักวิ่งแนวหลังที่พึ่งเทคโนโลยีจากนาฬิกา GPS มากกว่าการรอคอยโชคชะตา เชื่อป้ายบอกระยะของผู้จัดงาน หรือต้องมาลุ้นว่างานวิ่งงานนี้จะมีป้ายบอกระยะทางหรือไม่ จึงทำให้สามารถรอดพ้นจากบ่วงพันธนาการความเร็วลงมาได้

จินตนาการอีกอันที่อยู่ในใจของตัวข้าพเจ้าคือ รู้คำตอบที่คาใจมานานแล้วว่าบรรดาแนวหน้าเวลาปล่อยตัวรู้สึกยังไง

จบตอน 1/3






วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Race 112 อัมพวา ที่รัก

Race 112  ดรุณานารี มินิฮาล์ฟ มาราธอน




        อำเภอ อัมพวา ดินแดงแห่งธรรมชาติ ที่มีอาณาบริเวณติดแม่น้ำ แม่กลอง มีหิ่งห้อย เป็นสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่น และยังเป็นสถานที่สำคัญที่กล่าวถึงในนวนิยายแนวโศกนาฏกรรมและวีรคติ ที่มีบทประพันธ์ โดย ทมยันตี นั่นก็คือ คู่กรรม
        ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 56 จังหวััดสมุทรสงคราม ในอำเภอที่ติดกันกับอัมพวา ได้มีการจัดกิจกรรมวิ่ง ขึ้นที่ อาสนวิหารแม่พระบังเกิด อำเภอบางคนฑี  ซึ่งทุกปี ก่อนวันงาน 1 วัน ของประเพณีการวิ่งที่นี่  ก็จะมีการจัดงาน ที่อุทยาน ร.2 มีการจัดแสดงโขน  ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่มีการจัดแสดงโขน ซึ่งในนั้น ก็มี ตอนจองถนน ซึ่งเป็นชื่อตอนเดียวกับที่ได้แสดงไปที่ศูนย์วัฒนธรรม ไปแล้ว แต่ไม่รู้เนื้อหาจะเหมือนกันประการใดหรือไ่ม่

        สำหรับงานดุรณานารี ปีนี้ ถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ตัวข้าพเจ้าได้มาวิ่งที่นี่ หลังจากปาวนาตัวเข้ามาสู่วงจรของนักวิ่ง ข้าพเจ้าเลือกมาวิ่งที่นี่ไม่ได้เกิดจากความสนิทสนมกับผู้จัด หรือ มีความหวังในการคว้าถ้วยเหมือนชาวบ้านคนอื่น  แต่เหตุผลที่เลือกมาที่นี่ทุกครั้งที่มีโอกาส เกิดมาจากความประทับใจทางความรู้สึก ซึ่งคงไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำใดๆ ที่สวยหรู เพื่อเชิดชู สถานที่ หรือการจัดงานที่นี่ แต่มันเกิดจากประทับใจในวิถีในการดำรงค์ชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ตลอดเส้นทางที่ได้วิ่งผ่านมาตลอดทุกครั้ง

      3 ครั้งที่ ผ่านมา  วิ่งปีแรก  ลงระยะมินิ  ปีต่อมา แกร่งขึ้นหน่อย ก็ขยับ มาลงระยะฮาล์ฟ  ส่วนที่ 3 ปรับทัศนคติในการใช้ร่างกายใหม่ จึงวิ่งในระยะมินิ

     สำหรับในครั้งที่ 4  จากทัศนคติที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ประัทับใจในการวิ่งที่ระยะ 10 กม. มากกว่า และกอปกับ โฟกัสในการซ้อมตอนนี้อยู่ที่ การทำเวลา 10K ให้พัฒนาขึ้น ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่ปลายปีนี้จะต้องลดเวลาลงให้เหลือ 42 นาทีให้ได้ (เป่าครกขึ้นภูเขาชัดๆ)

    ตารางซ้อมที่ถูกออกแบบโดยโค๊ชสถาวร ตั้งเป้าการทำเวลาให้ดีขึ้นในสนามเป้าหมาย สนามล่าสุดคือ สนามพันท้ายนรสิงห์  แต่เนื่องจากข้าพเจ้ารู้ถึงสภาพสนามที่นั่นเป็นอย่างดีจึงปรับเป้าหมายการแข่งเพื่อทำเวลาให้เร็วขึ้นหนึ่งสนาม และ ขยับสนามพันท้าย เป็นสนามซ้อม เพื่อรักษาสภาพร่างกายในพร้อมในออกกำลังกายต่อไป

     หลังจากได้รับรองเท้ามิซูโน่ จากสปอนเซอร์ผู้ใจดีมา  รองเท้าคู่นี้ ลงทำการแข่งขัน 2 สนาม สามารถทำสถิติใหม่ สำหรับตัวเอง ได้ทั้ง 2 ครั้ง คือ ระยะ ฮาล์ฟ ที่บางขุนเทียน และ มาราธอนที่ จอมบึง จึงทำให้เป้าหมายวันนี้ เป็นการสนองตัณหาของตัวเอง ที่ตั้งเอาไว้ เพื่อเป็นจุดมุ่งหมายของวันนี้ คือทำสถิติ ระยะ 10K ให้ต่ำกว่าเดิม และสามารถแซงกลุ่มนักวิ่ง สถาวรรุ่น 1 ที่ทำไว้โดยพี่ย้ง ที่ 46.12 ลงให้ได้

     ปีนี้ สำหรับการแข่งวิ่งที่นี่ ปีนี้คู่หูหนีไปลงสนามระยะฮาล์ฟ แทน เพราะต้องการวิ่งยาว  ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าต้องหันไปหาคู่แข่ง ในสนามแทน  อากาศ ณ เวลาปล่อยตัวของวันนี้ ไม่ได้เย็นอย่างที่ตั้งความประสงค์ไว้  เพราะเป็นระดับอุณหภูมิ ระหว่าง 25-27 องศา  จากที่ตั้งความหวังไว้ว่าจะได้พบกับหมอก และความเย็นที่ระดับ 20-22 องศา  ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา การกำหนดจังหวะการวิ่งในวันนี้ด้วย

       สำหรับการวางแผนการวิ่งในวันนี้ คือรักษาระดับการวิ่งที่ 5 กม แรก ให้คงที่ และ 5 กม หลังให้เร็วขึ้นเล็กน้อย หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกการวิ่งแบบนี้ว่า negative run  ทำไมถึงต้องวิ่ง 5 กม หลัง ให้เร็วกว่า กม.แรก จากความเข้าใจส่วนตัวของข้าพเจ้าคิดว่า การที่พยายามย้ำคิดย้ำทำให้กับร่างกาย ให้รู้จักการสร้างความอดทนและพยายามมากขึ้น จากสภาวะที่อ่อนล้าบ่อยๆ จะเป็นการทำให้เกิดการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจให้ยกระดับขึ้น การกระทำเช่นนี้ ควรทำตลอดการซ้อมและการแข่งให้สม่ำเสมอ
      
     สิ่งเซอร์ไพรส์เล็กน้อย จากจุดปล่อยตัว ระยะมินิ มาราธอน วันนี้ น่ารักมาก มีการจุดคบเพลิงที่กระถาง เฉกเช่นงานพิธีเปิด โอลิมปิคอย่างไร อย่างนั้น นอกจากนี้ ยังมีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ ชุดใหญ่ เพื่อแสดงถึงความอลังการ ของการจัดงาน (แต่ความเห็นข้าพเจ้า คิดว่าสิ้นเปลืองและสร้างมลภาวะ)

    วันนี้ ที่จุดปล่อยตัว ได้ออกสตารท์ ณ จุด กลางๆ ของกลุ่มนักวิ่ง ซึ่งวันนี้ คะเน ด้วยสายตาแล้ว น่าใจหายเพราะว่า นัำกวิ่งในวันนี้ น้อยกว่า ทุกๆ ครั้งที่ได้มาเยี่ยมเยือน  หลังจากผ่านซุ้มสตารท์ ก็กดปุ่มสตารท์ เพิ่มเริ่มตั้งเวลาในการวิ่งครั้งนี้  ยอมรับเลยว่ากดดันเ็ล็กน้อย จากความคาดหวังของตัวเองในวันนี้
    การจับจังหวะวิ่ง เหมือนที่ซ้อมคอร์ท 1K มา เป็นจังหวะวิ่งที่เร็วเกินไปกับการวิ่งต่อเนื่อง 10K จึงปรับจังหวะลงให้การวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 4.45 ต่อ กม. ซึ่ง ใช้ ระยะทาง 200 เมตร เป็นตัวประเมินจังหวะ ซึ่งเมื่อจับจังหวะได้แล้ว จึงเริ่มปรับและประคองจังหวะวิ่งแบบนี้มาเรื่อยๆ

    การซ้อมตามตารางซ้อม ตามคอร์ทต่างๆ ที่ได้รับ บอกได้เลยว่าส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ และฟรี ๆ  เพราะการซ้อมตามจังหวะความเร็ว ก็มักจะส่งผลให้ร่างกายบอบช้ำกว่าปกติ  ซึ่งตัวนักวิ่งเอง ต้องขีดเส้น แยกให้ออกว่าจุดที่ปริ่มของร่างกายตัวเองอยู่ที่จุดใด และพยายามอย่าไปล้ำเส้นนั้น
     
    เสน่ห์ของการวิ่ง ณ สนามนี้ คือ สะพาน ข้ามคลองใหญ่ ตอนขาไป และขากลับ  และสะพานเล้กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง  เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อส่วนบน โดยแท้ ทำให้ย้อนคิดกลับไปถึงงานวิ่ง บนวงแหวนอุตสาหกรรม ที่เนินทั้งยาว ทั้งชัน  วิ่งจบหมดสภาพไปเป็นอาทิตย์
     
    เมื่อวิ่งครบ 2 กม แรก  จุดให้น้ำแรก ซึ่งจำไม่ได้ว่า เป็น กม. ที่เท่าไหร่ เพราะความมืดตลอดเส้นทาง และการโฟกัสที่จังหวะวิ่ง เลยไม่ได้สนใจเวลาและระยะทางที่ข้อมือเท่าไร  หลังจากรับน้ำเสร็จ ก็ขำ กร๊าก ขึ้นมาทันที เพราะไม่ได้ดูคว้าถ้วยขึ้นมา และบรรจง ป้อนเข้าทางปากน้อยๆ ของข้าพเจ้า ถึง กับชนจมูก  อันเนื่องมาจากน้ำที่แจกตรงจุดตั้งโต๊ะ เป็นน้ำแบบ บรรจุเป็นถ้วยแพ็ค   ว่าจะหันกลับไปถามที่จุดตั้งโต๊ะ ว่าหลอดอยู่ไหน ก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่ออกห่างจากจุดนั้นมาพอสมควรแล้ว จึงได้แต่ตัดสินใจไป วิ่งไป ว่าจะใช้นิ้วไหน จิ้ม ดี

     เมื่อดื่มน้ำเสร็จ รู้สึกถึงความสดชื่่นที่ได้รับเพิ่มขึ้น ทำให้จังหวะการวิ่งเร็วขึ้นเล็กน้อย แบบไม่รู้ตัว จนกระทั่ง เสียงนาฬิกาเตือนที่ข้อมือ ว่าวิ่งเร็วกว่าที่ตั้งใจ ไปเกือบ 10 วินาที จึงปรับจังหวะลงให้เท่าเดิม เพื่อที่จะประคอง จังหวะการวิ่ง 5 กม แรก ให้มีความเสถียร

     23:25  คือ เวลาที่แสดง ณ หน้าปัดนาฬิกา เมื่อระยะการวิ่งครบที่ 5 กม. วิญญาณ นักคณิตศาสตร์เข้าสิงในบัดดล 46:50 คือ เวลา 10K ที่น่าจะทำได้ ถ้าสามารถวิ่งจังหวะเดิมได้  และยังสามารถทำลายสถิติเดิม ที่อยู่ค้างมานาน ที่ 46:57 ได้สักที  แต่เป้าหมายของข้าพเจ้าวันนี้หาได้สิ้นสุดที่ตัวเลขที่คำนวณออกมา  เพราะเป้าหมายถัดมาคือ การทำเวลาให้ได้ต่ำกว่า 46:12   นั่นหมายความว่าข้าพเจ้าจะต้องวิ่ง 5 กม หลัง ให้ต่ำกว่า 22:47 นาที  ซึ่งเป็นอะไรที่ท้าทายมาก

      หลังจากวิ่งข้ามสะพานมาหลายเนิน จนเริ่มรู้สึกตึงหน้าขาด้านบนเล็กน้อย  ณ เวลานี้ ท้องฟ้าเริ่มส่องประกายที่ขอบฟ้าเล็กน้อย  ชาวบ้านเริ่มออกมาทำมากินตามวิธีชีวิตประจำวัน  กลิ่นข้าวหลามที่ถูกย่าง ส่งกลิ่นหอม อวล ชวนชิมยิ่งนัก  จิตใจ ณ ขณะวิ่งเริ่มวอกแวก ไม่มีสมาธิอยู่กับตัว เริ่มแทรกเข้ามา ซึ่งก่อนที่จะเตลิดไปกว่านี้ มองไปไกล ๆ ก็เห็น น้องเต๋อวิ่งอยู่ด้านหน้า จึงทำให้สมาธิการวิ่งกลับมาเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม

    สำหรับ น้องเต๋อ เป็นน้องที่ซ้อมอยู่ที่เดียวกัน เป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนในการซ้อมมากๆ แต่ช่วงหลังด้วยภาระกิจทางบ้าน จึงซ้อมน้อยลง  จึงทำให้ข้าพเจ้าสามารถวิ่งเข้าก่อนได้ 2 ครั้ง ล่าสุด คือที่ บางขุนเทียน และจอมบึง  เต๋อ จึงเป็นเป้าหมายในวันนี้ที่ข้าพเจ้าจะต้องพิชิตให้ได้เช่นกัน
     หลังจากเพียรพยายามในการ วิ่งดูด  (ไม่ได้ไปดูดอะไรส่วนไหนตรงไหนของเต๋อนะครับ หมายถึงดร้าฟ์ วิ่งตามหลังไป อาศัย ให้น้องวิ่งนำแหวกอากาศไป เราจะได้ลดการใช้พลังงานให้น้อยลง) สเต็ปการวิ่งเริ่มร้อนขึ้นจากการติดเครื่อง จึงเริ่มฉีก และวิ่งหนีไป ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้โอกาสเต๋อตั้งตัวและวิ่งไล่ทัน จนทำให้ความทะเยินทะยานของข้าพเจ้าหมดสิ้นไป   

       ไม่มีเสียงใดๆ ตามมา ภาระกิจ เมื่อตะีกี้ผ่านไปได้ด้วยดี  และเมื่อมาถึงจุดรับน้ำจุดที่ 3  ข้าพเจ้าถึงกับอยากจะก้มลงไปกราบ และีรอฟังคำอนุโมทนาจากโต๊ะให้น้ำในบัดดล  เพราะอะไรที่ข้าพเจ้ามาำพร่ำเพ้อ พรรณา  ก็อยากจะบอกว่า  ผ่านมา 3 โต๊ะ ให้น้ำ  3 โต๊ะ นี่ ไม่มีอะไรเหมือนกันสักโต๊ะ เดาทาง งานวิ่งปีนี้ ยากจริงๆ

    ขวดน้ำสีขุ่น เล็กๆ  ถูกวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เพื่อนๆที่นึกภาพไม่ออก ให้ลองตั้งจินตนาการ ในระหว่างออกไปทำบุญตักบาตรพระตอนเช้า หลังจากที่ได้ถวายอาหารคาว อาหารหวานเรียบร้อย ก็ต้องถวายน้ำดื่ม   น้ำดื่ม ไซส์นั้น สีนัี่น แหละ ที่ตั้งวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ณ ขณะนี้ ข้าพเจ้าบรรจงเคว้าขวดแล้วรีบวิ่งออกมา ก่อนที่น้องๆ ที่อยู่ข้างโต๊ะ จะท่องบทสวด หรือกล่าวอะไรออกมา

      แต่จะว่าไปการแจกน้ำขวดแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ (เหน็บแนมเค้าไปแล้ว จะมาหลอกชม) เพราะว่าทำให้เราสามารถกักเก็บน้ำ นำไปใช้ชดเชยความกระหายที่ด้านหน้าได้ เฉกเช่น อูฐที่มีโหนก รักษาและกักเก็บน้ำไว้  เพราะว่าหลังจากที่จิ๊บไปเล็กน้อย จึงตัดสินใจถือขวดน้ำนั่นวิ่งไปด้วย กับระยะทางที่เหลืออยู่   เมื่อวิ่งไปได้ 8 กม. ความท้อแท้เริ่มเกิดขึ้นในจิตใจ เพราะความอ่อนล้า จาก สะพาน และ เนิน ลูกแล้วลูกเล่า  จนทำให้คิดไปว่า แค่ new pb ก็พอแล้ว วิ่งประคองไปแบบนี้ยังไงก็ได้ ไม่ต้องไปคิดทำเวลาให้ต่ำกว่าสถิติของพี่ ในกลุ่มหรอก   อะไรต่างๆ นาๆ เริ่มพลุดเข้ามาในหัวสมอง จนกระทั่ง เจอพี่รัตน์ ที่วันนี้วิ่งฮาล์ฟ  และระยะทางการวิ่งมาทับกันตรงจุดนี้พอดี  ทำให้เกิดแรงฮึดก๊อกสองขึ้นมา เพื่อไม่ให้ขายหน้า ว่าวิ่งเร็วแล้วหมดแรง จึงปรับท่าและจังหวะการวิ่งแบบที่เคยนำมาใช้ ทำให้ความเหนื่อยน้อยลง (ถามว่าแล้วทำไม ไมใช่ท่าวิ่งนี้ ตั้งแต่แรก ซึ่งจริงๆ ก็อยากใช้ แต่ท่าวิ่งนี้ มันเหมื่อย)

    2 กม. สุดท้าย น้ำที่เหลืออยู่ในขวดเริ่มนำมาใช้  การหายใจทางเหงือก เอ้ยทางปาก เริ่ม มีออกมาแล้ว การเค้น 2 กม.สุดท้าย เป็นอะไรที่สุดยอดมาก อาจถือเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา ที่ตารางซ้อมของอาจารย์สถาวร พยายามปลูกฝังให้นักวิ่งที่ซ้อม ต้องบรรจุไว้ในหัวสมอง

      ในการซ้อม บางครั้งข้าพเจ้าสามารถ เขยิบเวลา วิ่ง 1k ลงไปได้ ถึง 4.05 เลยทีเดียว แต่นั่นคือการซ้อมที่มีการวิ่งเร็วและ recovery ตลอดตารางการซ้อม ซึ่งแตกต่างจากการวิ่งแข่งที่ต้อง วิ่งลากระยะตั้งแต่ต้นจนจบ  การที่พยายามจะทำให้ได้เหมือนซ้อม นั้น คงเป็นอะไรที่เหมือนกับเด็กสายพาณิชย์ จะไปสอบเอ็นทราน เข้ามหาวิทยาลัย อย่างไรอย่างนั้น

      การวิ่งแบบมีจังหวะ มีสติ และรู้สภาพตัวเอง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ ซึ่ง ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจหัวอกของนักวิ่งแนวหน้าขึ้นมาทันที ว่า กว่าที่เค้าจะเป็นแบบนี้ได้ คงต้องผ่านการบ่ม การฝึกฝน มาเป็นระยะเวลานาน  ขนาดข้าพเจ้า วิ่งมา 4 ปี แล้ว ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย

        กม.ที่ 9 ข้าพเจ้า จบที่เวลา 41.53  ซึ่งเมื่อประเมินแล้วว่าถ้าจะทำเวลาให้ผ่านเกณ์ฑ์ กม. สุดท้าย จะต้องวิ่งให้ได้ไม่เกิน 4.21   เมื่อเป้าหมายถึงบรรจุลงสมอง สมองก็เริ่มสั่งการณ์ ไปยังประสาทเท้าทุกส่วน ในการควบให้ได้เวลาตามเป้า สมองเริ่มสั่งการณ์อีกครั้งไปยังดวงตา ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนน ก่อนขึ้นสะพานและเข้าบริเวณจัดงาน รถบรรทุกหลายคัน เริ่มวิ่งผ่านเข้ามา จน สมองซีกซ้ายของข้าพเจ้าสั่งการณ์ ให้วิ่งชิดขวาของสะพานไว้ โดยตั้งละทิ้งจากภาระกิจ การถ่ายรูป เอาไว้ เพราะถ้ามัวแต่จะถ่ายรูป อาจพลาด ในการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองในครั้งนี้ได้

      ซึ่งหลังจากวิ่งผ่านช่างภาพไปแล้ว และกำลังจะวิ่งลงทำให้รู้เลยว่าสภาพร่างกาย ถ้าจะทำ New PB 10 กม แรก แบบนี้ คงไม่มีทางทำได้แน่นอน เพราะเวลาค่อนข้างยาก จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็น 10K ตลอดเส้นทาง จึงจำเป็นต้องประคองจังหวะความเร็วนี้ ไปจนเข้าเส้นชัย
     
        จุดให้น้ำจุดสุดท้าย อยู่ที่หัวโค้งก่อนเข้าเส้นชัย (มาตั้งทำไมแถวนี้เนาะ) ข้าพเจ้าใจอยากจะรับน้ำมาก พยายามยืดมือออกไปรับน้ำที่เจ้าหน้าที่จะหยิบยื่นให้ แต่ทว่า ด้วยจำนวนนักเดิน นักเรียน ที่เดินหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยที่หารู้ไม่ว่ามี นักวิ่งที่ กำลังทำความเร็วอยู่ท่านนี้ กำลังแข่งขัน กับ my best time ของตัวเองอยู่  ครั้นจะตัดหน้าเข้าไปรับน้ำ ก็เกรงว่าจะเกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น จึงได้แต่เพียงคว้าลม มาเชยชม ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งผ่านไปและเข้าเส้นชัย ด้วยการสปีด เฮือกสุดท้าย

จนจบได้ที่ เวลา 47.35  ระยะ 10.28    สามารถทำเวลา new pb 10K ที่ 46.08  ถึงแม้จะไม่ใช่ 10K นับแต่สตาร์ท  แต่ข้าพเจ้าก็ภูมิใจกับมัน  และหวังว่า สนามต่อไปที่ข้าพเจ้าคิดจะทำเวลาอีก จะสามารถทำลายมันลงได้อีกครั้ง

ขอบคุณ  อาจารย์ สำหรับการฝึกซ้อม
ขอบคุณ มิซูโน่ สำหรับ รองเท้าที่มีคุณภาพ

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

Race 111 เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ตอน 2.2

Race 111 จอมบึงมาราธอน  Darkness Running


จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งใจไว้ ก็ว่าจะวิ่งครั้งนี้ให้ต่ำกว่า 4 ชม. จนกระทั่งมีอาการบาดเจ็บขึ้นกระทันหัน จึงจำเป็นต้องเบนเป้าหมายมาเป็นวิ่งยังไงให้ถึง ต่ำกว่า สถิติครั้งก่อน และร่างกายไม่ให้บอบช้ำ

นี่คือปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง สำหรับการคำนวณแผนการวิ่งใหม่  จากยุทธภูมิที่เคยไปวิ่งที่นี่มาสองครั้งทำให้รู้ว่าตลอดระยะ 24 กม แรก เป็นทางวิ่งที่ค่อยๆ ขึ้นเนิน แต่ตอนที่เราวิ่งไม่รู้สึกตัวเพราะว่าเส้นทางที่มืดทำให้นักวิ่งไม่รู้ตัวว่าวิ่งขึ้นเนิน เคยอ่านบทความที่มีผู้ทดสอบให้คนปิดตาและวิ่งโดยมีคนนำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา ผู้วิ่งไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังวิ่งขึ้นเนิน  สำหรับตัวข้าพเจ้า ก็รู้สึกเหมือนกันกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่ง ได้ขับรถมาสำรวจเส้นทางจึงรู้ว่าเป็นเนินจริง

ทำให้การกำหนดกลยุทธแรก โดย 24 กม แรก ต้องวิ่ง ช้ากว่า 18 กม.หลัง  คือกลยุทธ์ที่ต้องการนำมาใช้จริงในวันนี้  ความเร็ว 24 กม แรก ตอนวางแผนตัดสินใจไม่ได้ เพราะเดิมทีตั้งใจวิ่ง 5.30 ตลอดเส้นทาง แต่เมื่อมีอาการเช่นนี้ จึงต้องอาศัยลองวิ่งจริงดูสัก 1-2 กม ก่อน ว่าจังหวะวิ่งแบบไหน ที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าเจ็บ

ส่วน 18 กม.หลัง ต้องเร็วกว่าครึ่งแรก แต่สังเกตุอาการห้ามรู้สึกถึงอาการเกร็ง มิเช่นนั้นตะคริวอาจจะมาอีกก็เป็นได้   เมื่อแผนการ เรียบร้อยแล้ว จึงเข้านอน ตั้งเวลาปลุกไว้ที่ 2.45  เพื่อมาเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ปรากฏว่าตื่นได้ตามแผนการณ์เป๊ะ  แต่เข้าห้องน้ำแล้ว เอาไม่ออก  "กลุ้มใจ ถ้ามากลางทางแบบริเวอร์แคว์ นี่เน่าสนิทเลย"

เพื่อนร่วมทางวันนี้  อาการไข้จากเมื่อวานยังไม่ดีขึ้น ได้ความว่า เมื่อคืนก็นอนไม่ได้ ไข้ขึ้น แต่ด้วยความที่รับปากไว้แล้ว จึงเดินทางมาร่วมวิ่งด้วยกัน   ด้วยความรีบออกจากที่พักเพราะกลัวไม่ทัน ทำให้ลืมหยิบ heart Rate และถุงเสื้อสถาวรมา

เมื่อถึงสถานที่จึงเริ่มวอร์มได้เล็กน้อย อากาศวันนี้ถือว่าเป็นวันที่วิ่งแล้วอากาศเย็นที่สุด 17 องศา ดีนะที่ใส่เสื้อยืดมาด้วยไม่งั้นคงรู้สึกหนาวเป็นแน่แท้

แก้วโครงการ Green ที่ซื้อมา โดนยืดโดยน้องชาย เลยมีความจำเป็นที่จะต้องเอาขวดน้ำมาถือวิ่งแทน
ซึ่งต้องขอบคุณ ที่ทำให้เกิดทริคดีดีในการวิ่งครั้งนี้

4.01 การปล่อยตัวได้เริ่มขึ้น ปีนี้ ดูจากสายตาแล้ว ผู้ลงมาราธอนลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหายจากการคาดคะเนด้วยสายตา อาจจะเป็นเพราะว่างานนี้ไม่มีเงินรางวัล หรือว่าปีนี้ มีงานที่จัดชนกับงานนี้หลายงานเหมือนกัน แน่แน่  แต่เมื่อไปเช็คผลจากชิฟ ทำให้ทราบว่าลดลงในจำนวนไม่กี่สิบคนเท่านั้น

จากจุดปล่อยตัว และสถานที่จัดงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เส้นทางวิ่งมีทิศทางที่เหมาะมากไม่ต้องปล่อยตัววิ่งตามโค้งเหมือนครั้งเก่าๆ  ซึ่งกลุ่มที่ทำเวลา ก็เร่งสปีดออกตัวไป  สำหรับกลุ่มขามาราธอนที่ไม่แข่งขัน ก็วิ่งเยาะๆ ตามกันออกไป ตามจังหวะของตัวเอง

จังหวะการวิ่งที่ปล่อยออกมาทดสอบแล้วว่าวิ่งได้ไม่เร็วกว่า 6.30 ต่อ กม เพราะเมื่อเริ่มเร็วกว่า อาการขัดเข่าก็ส่งผล จึงต้องปรับจังหวะการวิ่งช้าลง เพื่อให้เกิดการรักษาสมดุลย์  วิ่งไปได้สัก 1 กม. หลังผ่านตัวมหาวิทยาลัย เข้าสู่ถนนตลาด ก็เริ่มมีกองเชียร์ ส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน แต่มาสะดุดกับเพลงเชียร์นี่แหละ ว่า "นักวิ่งเป็นตุ๊ด"  ที่แรกก็ไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดหรือป่าว จนกระทั่งมีนักวิ่งที่ถ่ายคลิปมา จึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด แล้วก็ไม่ได้เป็นตุ๊ด ..... 5555+  แหมหมิ่นเหม่แบบนี้ ถ้าเจอนักวิ่งซีเรียส เข้าจะมีการเคืองแน่ๆ ก็วลีดังกล่าว

อีกฟากฝั่งถนนรถติด ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการปิดถนน หรือพวกเค้าต้องการจอดรถ เพื่อส่งเสียงเชียร์นักวิ่งก็ไม่ทราบ เพราะตอนนั้นหูอื้อ  เพื่อนข้าพเจ้ามาเล่าให้ฟัง เห็นพี่นง มายืนเชียร์อยู่  _/\_

มาวิ่งจอมบึง 2 ครั้งที่มา พอผ่านตัวเมืองเข้าหมู่บ้านทุกครั้ง ก็ต้องวิ่งท่ามกลางความมืดมิด อาจจะเป็น Darkness marathon อีกแห่งหนึ่งเหมือนที่เคยเจอๆมา แต่ ทุกครั้งที่ผ่านมา ท่ามกลางความมืดมิด ก็มีมิตรเป็นทีมจักรยาน ที่คอยปั่น ให้แสงสว่างเป็นระยะตลอดมา ก็เลยรู้สึกอุ่นใจ กอปกับมาราธอนล่าสุดที่บ้านเพมาราธอน บรรยากาศเรียกว่าคืนเดือนมืด แต่มีจักรยานขับประกบ เป็นระยะๆ ดังเสมือนตัวเองเป็นแนวหน้าอย่างไรอย่างนั้น จึงทำให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจ โดยหารู้ไม่ว่า หายนะกำลังมาเืยือนกลุ่มนักวิ่งโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวิ่งมาสุดถึงทางแยกแรกของถนน เลี้ยวแรกของวันนี้ได้เกิดขึ้น เป็นการเลี้ยวซ้าย เพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทาง ถนนจอมบึงมาราธอน ตรงนี้ ยังมีแสงสว่างจากไฟทางเป็นระยะ ๆ จึงทำให้รู้สึกวิ่งไม่ได้เดียวดายจนเกินไป  เมื่อผ่านจุดให้น้ำ ก็หยุดเติมน้ำให้เต็มขวด ก่อนที่จะวิ่งออกจากโต๊ะให้น้ำออกไป

การถือขวดน้ำวิ่ง ในความคิดแรกเหมือนจะเป็นภาระในการวิ่งอย่างมาก เพราะปกติถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากถืออะไรไว้ทั้งนั้น เพราะมันดูเกะกะในแง่ความรู้สึก ที่นี้พอมาคิดมามองในมุมกลับกันบ้าง ในแง่ของความลำบาก ก็สามารถสร้างแสงสว่างขึ้นมาได้เหมือนกัน  น้ำที่ทางจอมบึงจัดให้ทุก 2 กม บ้าง 1 กม บ้าง ทำให้รู้ว่าน้ำที่นี่ไม่ขาด วิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะอดน้ำตายเหมือนงานที่ผู้จัดรายหนึ่ง ชอบทำเสมอๆ

ข้าพเจ้าจับจังหวะการวิ่งแบบนี้ คือ ดื่มน้ำทุก 2 กม จากหน้าปัดนาฬิกา และหยุดเติมน้ำที่จุดเติมน้ำเมื่อรู้สึกว่าน้ำพร่องเกินครึ่งขวด อาศัยวิธีนี้ในการวิ่งตลอดทาง ถึงแม้จะเสียเวลาในการเติมน้ำ 3 แก้วต่อ 1 ขวดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการพัก และคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

กม ที่ 5 เป็นการวิ่งผ่าน ถนนที่ทางแยกที่จะเข้าไปที่ ที่พักของข้าพเจ้าในครั้งนี้ คือ ภูพนารีสอร์ท ทำให้รู้ว่า เส้นทางนี้ ถ้าเลือกเส้นทางในการวิ่งไปที่ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ควร ไปเส้นทางที่เรากำลังจะผ่านไปดีกว่า เพราะระยะทาง ไม่ถึง 4 กม. จะถึงปลายทาง

เมื่อวิ่งมาถึง กม. ที่ 8 ที่แยกด่านทับตะโก เป็นเส้นทางที่ต้องเลี้ยวขวา มุ่งหน้าสู่ถนนเส้น 3274 เส้นทางแห่งความมืด  ปีนี้ ถือเป็นปีที่ดีของการวิ่งสนามนี้ จากสภาพอากาศที่เย็นลง ทำให้สามารถวิ่งด้วยความสุข  จากบรรยากาศกองเชียร์ที่อบอุ่น น้ำที่มีตลอดเส้นทาง บรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเองระหว่างทางของเพื่อนนักวิ่ง  แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป คือ จักรยานที่ขับประกบ ปีนี้ แทบจะไม่เห็นเลย ในเส้นทางที่ยังสว่างนั้นยังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเข้าสู่เส้นทางแห่งความมืดนั้นความรู้สึกต่างๆ ประดังเข้ามาเป็นระยะ  ถ้าล้มลงไป ใครจะเห็นเราไม๊น้า เพราะแค่ข้าพเ้จ้าวิ่งตามเพื่อนนักวิ่งแค่ 3-4 ก้าว ก็มองไม่เห็นแล้ว  รถพยาบาลก็ไม่เห็นเลย  ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า การจัดงานในปีนี้ประมาทและไม่ใส่ในใจในเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักวิ่งเลย  ทางผู้จัดควรจะต้องหาวิธีการมาดำเนินการให้สมกับคำว่า จอมบึง 1 ในสนามมาราธอนที่ดีที่สุด  เพราะเมื่อนำมาเทียบกับงานบ้านเพมาราธอน ที่ข้าพเจ้าไปวิ่งมาเมื่อปลายปี ข้าพเจ้าให้คะแนนเต็ม 10 ในเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักวิ่งตลอดเส้นทาง

การวิ่งในช่วงนี้ยังเป็นไปในจังหวะแรกอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนที่วางไว้ สิ่งที่คาดหวังไว้ตอนกลับตัวที่จะเร่งความเร็วยังเป็นปริศนาอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนการไปได้หรือไม่ ผ่าน 13 กม แรก ดูเหมือนสภาพร่างกาย เครื่องจะติด เมื่อวิ่งผ่านไป 1 กม จึงต้องเบรคความรู้สึกให้เบา ๆ  ท่องไว้ "วิ่งช้าถึงเร็ว   ถ้าวิ่งจะถึงช้า"  ดังที่โฆษก ยุทธการ ประกาศก่อนปล่อยตัวมาราธอนวันนี้  เป็นการข่มความรู้สึกที่อยากปลดปล่อยพลัง เหมือนกับครั้งที่วิ่งมาราธอนที่บ้านเพ ที่วิ่งด้วยการข่มความรู้สึกอยากเร่ง ซึ่งสามารถทำได้และผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ

กม ที่ 15  เมื่อเลี้ยวเข้าสู่แยก เบิกไพร  จึงได้พบ รถพยาบาล เป็นครั้งแรกของวันนี้  "เอ่อ ถ้าคนไปเจ็บกลางทาง  เค้าต้องแบกร่างกลับมารักษาเองไม๊หนอ  หรือว่าต้องไปเรียกเดนเด้ จากดาวนาแม็ก มาช่วยก็ไม่รู้"  เอาว่ะ มีสักคันก็ยังดีกว่าไม่มี ใจคิดไปอย่างนั้นเพื่อสงบความโกรธาที่เกิดขึ้นชั่ววูบ หวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนักวิ่งที่โชกเลือด เหมือนเมื่อครั้งเขาชะโงก 53 นะ

ยิ่งวิ่งเข้าไปในส่วนถนนจอมบึงมาราธอน อากาศยิ่งเย็น ยังดีที่ว่าวันนี้ตัดสินใจใส่เสื้อยืดไว้ชั้นนึงก่อนเสื้อชมรม ทำให้ไม่รู้สึกเย็นจนเกินไป   แต่หากมองในมุมกลับ ถ้าอากาศวันนี้ไม่เย็น คงเป็นการวิ่งที่ร้อนน่าดูเลย  มนุษย์เรานี่ไม่มีความพอดีเลย อยากให้เป็นโน้น ให้เป็นนี่ ไปหมด

แปลกมาก วันนี้เพื่อนร่วมทาง บอย ซอยซีดส์  หายไปไหนไม่รู้ ไม่เห็นเลยหลังจากปล่อยตัว แว๊บเป็นนินจา ฤ ที่บอกว่าปล่อยจะเป็นกลยุทธ์มาทำให้เหยื่อตายใจ คิดในใจ เดี่ยวคงเจอตอนกลับตัวแน่ๆ

กม.ที่ 17  กลุ่มแนวหน้าผ่านไปแล้ว ด้วยความมืด เห็นแว๊บๆ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นน้องเบิรด์ แต่หลังจากนั้นมาคิดได้ว่า เมื่อคืนเห็นน้องเค้าออนเฟซ อยู่ที่สุราษฏร์อยู่เลย แล้ว เค้าคนนั้นคือใครกันแน่ เป็นที่ฉงนสงสัย (มารู้ความจริงเมื่อวิ่งเสร็จ คือพี่โอภาส ที่กลับมาวิ่งอีกครั้ง)  จากนั้นก็เจอโชติ สิงหา ที่วิ่งผ่านไป โอ้วเราวิ่ง 17 กม  แต่เทพทั้งหลาย ผ่าน 32 กม ไปแล้ว สงสัยข้าพเจ้าต้องไปฝึกอีกหลายชาติกว่าจะมีฝีเท้าจัดแบบนี้

กม ที่ 18-23 ยังต้องเป็นจังหวะวิ่งที่ยังต้องควบคุม ทั้งความเร็วและความอยากในจิตใจ ที่เห็นเพื่อนคนแล้วคนเล่า กลับตัวผ่านไป  ในแสงไฟที่สลัว ที่เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง เป็นการข่มความรู้สึกในด้านลบอีกครั้งของงานนี้  ซึ่งสามารถควบคุมตัวเองได้เพียง กม.ที่ 22  ความอยากก็สามารถเอาชนะมุมมองด้านบวกของข้าพเจ้าลงอย่างพังทลาย

สิ่งที่กังวลก็ได้พบจนได้เมื่อพบนักวิ่งหลายคนมีเลือดไหลออกมาจากเข่าและหัวไหล่ เดาว่าน่าจะสะดุดแล้วล้ม  นี่เค้าจะต้องทนวิ่งท่ามกลางเลือดไปจนถึงตรงแยกเบิกไพร ซึ่งห่างจากที่นี่อีก 8 กม เลยหรือ

พยายามข่มใจทำเป็นไม่เห็น เพื่อสงบจิตสงบใจและตั้งสมาธิในการวิ่งใหม่ โดยไม่สนใจสิ่งที่ได้เห็น การเร่งจังหวะขึ้นเพื่อดูความสามารถควบคุมจังหวะของตัวเองที่จะต้องวิ่งต่อไปอีก 20 กม. แต่แปลกใจ ยังไม่เจอ บอย  อีกเลย จนกระทั่งเลย กม ที่ 24 และกลับตัวมาได้ 200 เมตร ก็เจอกับบอยจนได้ ที่วิ่งตามหลังมา ก็เลยประหลาดใจว่าข้าพเจ้าแซงมาตอนไหน แต่ยังไม่ทันได้ถาม ก็ได้คำตอบมาโดยพลัน  "ขี้แตก ท้องเสีย แวะ กม ที่ 15 อยู่"  เป็นคำตอบที่ทำให้แทบจะสำลักออกมา เพราะข้าพเจ้าก็เคยเป็นและยังกลัวอยู่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวในวันนี้ เพราะภาระกิจในตอนเช้าที่จะต้องทำเมื่อตอนเข้าห้องน้ำ ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง

แสงสว่างเริ่มรำไร เมื่อกลับตัวมา แสงแรกของวันช่างงดงามยิ่งนัก ยิ่งเมื่อมองผ่าน ไร่ สวน ของชาวบ้าน ผ่านช่องเขา ไป ที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังเริ่มเบ่งบาน ความสดใน บวกกับอากาศที่เย็นสบาย ถือว่าเป็นเช้าที่งดงามน่าจดจำอีกวันหนึ่งในชีวิต

จุดที่ประทับใจในวันนี้ ที่่ต้องกล่าวคำว่าขอบคุณแรงๆ ให้กับคุณยาย ที่นั่งรถเข็นออกมาเคาะรถ เชียร์นักวิ่งที่ผ่านหน้าบ้านของคุณยาย  ทำให้รู้ว่า น้ำจิตน้ำใจของคนที่นี่ ไม่มีวันเหือดแห้งไปจริงๆ วิ่งผ่านไปอาจมีน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งคงไม่มีใครเห็น เพราะฟ้ายังสลัวๆ อยู่

ความเร็วหลังกลับตัวในวันนี้ อยู่ในช่วงค่าเฉลี่ย 5.35-5.45  ซึ่งเป็นความเร็วที่วิ่งแล้วไม่รู้สึกโหย ไม่รู้สึกเหนื่อย  การกลับตัวและสามารถวิ่ง negative ได้ช่างเป็นอะไรที่สุขโดยแท้  หลังจากประสบการณ์ปีก่อนสอนให้รู้ว่า เร็วแต่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่อดทน สู้ช้าอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอไม่ได้

ปีก่อนหลังจากที่ตะคริวขึ้นที่ กม ที่ 37 แล้วต้องหยุดเพื่อเดิน โดยที่มีเพื่อนๆ วิ่งผ่านไปคนแล้วคนเล่า บ้างหันมาทัก บ้างหันมามอง มันช่างกัดกร่อนความรู้สึกในใจ เหมือนปมชีวิตที่เกิดขึ้น ที่จะต้องตัดปมนี้ออกไปให้ได้ในครั้งนี้

จังหวะการวิ่งในครั้งนี้สามารถ เร่งแซงเพื่อนนักวิ่งคนแล้วคนเล่า แต่เราจะไม่ทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเป็นอันขาด จึงตัดสินใจไม่ทักใครเลย ถ้าเค้าไม่ทักเราก่อน ในช่วงที่วิ่งแซง  ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกที่ดี ที่รู้สึกไม่ทำร้ายใคร และยังทำให้ยิ่งฮึกเหิมในการวิ่งมาก ยิ่งวิ่งแรงแต่ความเร็วไม่ตก รู้สึกมันส์มาก  แต่ระหว่างวิ่งก็ยังไม่ลืม กม ที่ 37  จนกระทั่งผ่านจุดนั้นไปได้

นาทีนี้ รู้แล้วว่า วันนี้ ตะคริว ไม่มาแน่  การวิ่งยาวเมื่อเดือนธันวาคม ส่งผลให้เกิดความแข็งแรงในวันนี้ บวกกับทัศนคติในด้านบวก และการประมาณตน ทำให้เริ่มคำนวณระยะทางและเวลาที่เหลือทันที โดยเป้าหมายที่แวบเข้ามาอยู่ที่การทำ New PB มาราธอนครั้งนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้ Record ว่าวิ่งมาราธอนที่นี่ เวลาดีขึ้นทุกปี ระยะทาง  37 กม กับ เวลา 3:49:00 นาที เป็นเวลาที่เมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นเวลาที่แย่กว่ามากมาย 37 กม  กับเวลา 3:37:00 นาที ซึ่งจริงๆแล้วปีที่แล้วเวลาควรน้อยกว่านี้อีก ถ้าไม่เบาเครื่องตรง กม ที่ 35 เพื่อยืดเมื่อเกิดอาการตึง    ความต่างกันถึง 12 นาที

กลับมาที่ 5 กม ที่เหลือ กับ 30 นาที  ถ้าเป็นครั้งก่อนในการวิ่งมาราธอน คงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในครั้งนี้ แรงยังเหลืออีกเยอะ จึงวิ่งคุมจังหวะที่ 5.50 ไป จน ถึง กมที่ 41 จึงเริ่มเร่งสปีดขึ้น เป้าหมายอยู่ที่สีเสื้อสีส้มดำ ซึ่งจำได้ว่าคือทีม สยามรันเนอร์ ทีมที่ซ้อมสนามเดียวกัน จึงเร่งๆ ๆ ไปจนทันเมื่อผ่าน กม ที่ 42 นิดๆ และสามารถแซงก่อนเข้าเส้นชัยได้อีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นพี่บุ้ม น้องสาวพี่ฉิม   นี่ตรู ชนะผู้หญิงอีกแล้วหรือนี่  ก่อนเข้าเส้นจริงๆ เห็นหนุ่ยกับพี่น้อง นั่งถ่ายรูปรออยู่ เลยโยนขวดน้ำที่ถือวิ่งไปให้หนุ่ยเก็บไว้ เพราะอยากมีรูปที่ไม่มีขวดโฆษณาให้เค้าบ้างในงานนี้

4.21.16  คือเวลาจากนาฬิกาตัวเองที่จับได้ กับระยะ 42.60 กม.  เป็นมาราธอนที่ดี อีกมาราธอนหนึ่ง ทั้งในแง่ความรู้สึก และ เวลาที่ออกมา  ถึงแม้ว่าจะวิ่งสู้เพื่อนๆ อีกหลายคนไม่ได้ แต่เราสามารถทำ My Best Time ของตัวเองได้ก็ดีแล้ว

สิ่งที่ผิดพลาดในครั้งนี้ คือ เรื่องของนาฬิกา GPS เพราะหลังจากจะนำไปโหลดเข้า Garmin Connect ปรากฏว่าโหลดไม่ได้ มี workout error อยู่   ดีที่ว่าทุกการวิ่งมาราธอน เราไม่เคยประมาท เพราะใช้มือถือเปิด Endomondo เพื่อ Record ควบคุ่ ไปด้วยกันเสมอ แต่ติดที่ว่าระยะจากโทรศัพท์มัน 42.80 จึงต้องแก้ไขให้ตรง เพราะข้าพเจ้าเชื่อถือนาฬิกามากกว่า

เมื่อเข้าสู่เส้นชัย และรับเหรียญที่ระลึก ทองอร่าม มิได้เป็นพระ เฉกเช่นปีก่อน ก็เข้าไปสู่บริเวณโซน นักวิ่งมาราธอนที่แยกไว้ต่างหาก รับกล้วยไม้มาคล้องคอและเสื้อผู้พิชิตเรียบร้อย จะเข้าไปหาของกิน ปรากฏว่า "หมด" เวรกรรม แล้วจะแยกซุ้มไว้ทำไมหนอ  ยังดีที่ได้น้ำมะพร้าว กับ น้ำส้ม และถ้วยเขียวหนึ่งถ้วยมาดับกระหาย

เพื่อนที่วิ่งมาราธอน ถามผมว่า หมูหันย่าง ยังมีอยู่ไม๊  ผมหันไปมอง แล้ว ตอบว่า มันมีด้วยเหรอ ก่อนที่จะต้องก้มหน้า แบกท้อง ออกไป เผื่อรอสมาชิก ที่กำลังจะเข้ามาก่อนที่จะต้องไปหาอะไรบริโภค เพื่อเติมสารอาหารให้แก่ร่างกายให้ได้ก่อน 2 ชม. ให้ได้


ว่าจะให้อภัยและลืมๆ ไป อยู่แล้วเชียว  งานนี้  ดันตายทั้งตอนเย็นวันเสาร์  ตอนวิ่ง และตอนวิ่งเสร็จ จนได้ จอมบึง 56



ระยะจริง 42.60
ไช้   ใช้เวลา  4:21:16
บอย  ใช้เวลา  4:4X:XX

ไช้ 17  บอย 25   ใกล้เข้ามาอีกนิด ถึงแม้เพื่อนจะป่วย ผมก็นับนะ


วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

Race 110 เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ภาค 1

Race 110  บางขุนเทียน ไลอ้อนส์ มินิ ฮาล์ฟ มาราธอน ครั้งที่ 1



คุณเคยตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่จนแล้วจนรอด เป้าหมายนั้นก็ยังไม่บรรลุเสียที จนทำให้บางครั้งเกิดอาการหดหู่ เบื่อ เซ็ง และเลิกล้มความตั้งใจในที่สุด

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ตัวข้าพเจ้าเอง ในช่วงก่อนหน้านี้ อาการที่กล่าวมาข้างต้นกำลังเกิดกับตัวเองอาการเบื่อรวมกับอาการบาดเจ็บรองช้ำ ที่เป็นมาตั้งแต่ต้นปี ช่างกัดกินหัวใจนักสู้อย่างมาก เพราะไม่ว่าจะซ้อมอย่างมีเป้าหมาย หรือไม่มีเป้าหมาย พักเพื่อให้อาการบาดเจ็บ หายขาด  เวลาผ่านไป มันก็ยังไม่มีความรู้สึกว่าจะดีขึ้น





โค๊ชก็คุยหลายครั้งแล้วว่าให้เข้าโปรแกรมได้แล้ว แต่ตัวข้าพเจ้าก็ได้แต่นิ่ง เพราะรู้สภาวะจิตใจของตัวเอง อยู่ ว่าไม่ชอบการทำอะไรโดยเสมือนถูกบังคับให้ทำ



จนกระทั่งความรู้สึกกระหายก็กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ได้เข้าไปอ่าน ข้อความในกลุ่ม We love Sathavorn Running Club  ซึ่งเป็น กลุ่มนักวิ่งหน้าใหม่ ที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน หรือวิ่งแบบไม่มีโค๊ช ในการให้คำแนะนำ และควบคุมการซ้อม จัดตั้งกลุ่มและ เข้ามาโพสต์โปรแกรม ที่ได้รับจากโค๊ชสถาวร มีการทำและส่งการบ้านจากตารางซ้อมที่ได้รับ มีการจับกลุ่มวิเคราะห์โปรแกรมแต่ละโปรแกรม อย่างละเอียด จดทุกคำพูด จดทุกคำแนะนำจากรุ่นพี่ ทุกคน เสมือนหนึ่ง นักเรียนรุ่นเฟรชชี่ ปี 1 ที่กำลังสนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้า ขณะที่ไฟเริ่มมอด กลับมีความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง กับการซ้อม

นอกจากนี้การวิ่งแข่งขัน ในกลุ่ม Social  Endomondo ก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำข้าพเจ้ากลับเข้าสู่ภาวะความตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต้องขอบคุณกลุ่มนี้ ที่มีเรื่องเฮฮา มาให้ตลอด



หลังจากมีความรู้สึกกระตุ้น มีความอยากกลับมา ข้าพเจ้าตั้งปณิฐานว่า ข้าพเจ้าจะไม่สนใจอาการบาดเจ็บรองช้ำอีกแล้ว จะวิ่งไปแบบนี้ จึงได้เริ่มเข้าสู่โปรแกรม แบบ ลับๆ โดยอาศัยลอกการบ้านที่ โค๊ชสถาวร แจกให้กับกลุ่ม We love มาซ้อมวิ่ง  ซึ่งได้ลอกโปรแกรมการวิ่ง 10K ของกลุ่มมาซ้อม เพราะเป้าหมายที่แท้จริง ของการกลับมาซ้อมครั้งนี้ อยู่ที่ รายการ ดรุณานารี ที่อัมพวา ตั้งใจจะขอทำ 10K ที่ดีที่สุดให้ได้ในปีนี้

ซึ่งหลังจากเริ่มซ้อมโดยมีตารางซ้อม ก็ สามารถซ้อมตามโปรแกรมได้อยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ทางกลุ่ม ก็มีรายการที่ทาง โค๊ชนัดไปทดสอบและประเมินผลการซ้อมกันที่ บางขุนเทียน  ซึ่งจริงๆ แล้วก็อยากที่จะทดสอบระยะมินิ กับเพื่อนๆ เหมือนกัน แต่ โปรแกรมที่วางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อปีก่อน คือจอมบึงมาราธอน รออยู่เลยจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระยะไปที่ 21K แทนเพื่อใช้ปรับสภาพร่างกายให้พร้อมกับการวิ่งยาว อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

จอมบึงมาราธอน เป็นรายการที่ข้าพเจ้าตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะขอวิ่ง มาราธอน ให้ครบ 3 ปี ติดกัน ซึ่ง หลังจากครบก็ค่อยว่ากันอีกที โดยปีนี้ จะเป็นปีที่ 3 ที่ข้าพเจ้ามาวิ่งที่นี่   โดยครั้งแรก วิ่งจบมาราธอนแรกด้วยเวลา 5.2X.xx  และครั้งที่ 2 ด้วยเวลา 4.2X.xx  สำหรับครั้งที่ 3 นี่ เป็นการวิ่งที่ไม่คาดหวังที่เวลาที่จะต้องดีขึ้น แต่คาดหวังสภาพภายหลังการวิ่งที่ต้องมีสภาพที่ช่วยตัวเองได้ ไม่เป็นภาระใคร

บางขุนเทียน อีเวนต์นี้ จัดขึ้นที่ วิทยาลัยวัดปทีปพลีผล  โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรก  แต่ไม่ใช่ครั้งแรก ของถนนเทียนทะเลเส้นนี้  พูดถึงการแข่งขันครั้งก่อนที่ใช้ชื่อว่า บางขุนเทียน มินิฮาล์ฟ มาราธอน ครั้งที่ 1 จัดเมื่อต้นปี 53  ที่จัดที่ โรงเรียนพิทยาลงกรณ์ แล้ว ก็ทำให้ย้อนคิดไปว่า นี่เราวิ่งมาครบ 3 ปีแล้ว กาลเวลาช่างผ่านไปเร็วมาก

ในครั้งก่อนเป็นการปล่อยตัวจากถนนด้านใน ออกมาด้านนอก  โดยถนนช่วงออกจากโรงเรียน จนถึง สน เทียนทะเล ยังเป็นพื้นที่แข็งกระด้างต่อการวิ่งมาก  ซึ่งเมื่อก่อนวิ่งใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ ใครให้วิ่งที่ไหนก็วิ่ง  จนวิ่งมาครบ 3 ปี ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า  ถ้าต้องการรักษาสุขภาพขา สุขภาพเท้าให้สมบูรณ์ควรที่จะเลือกสนามวิ่งด้วย  สนามที่ควรหลีกเลี่ยงคือ คอนกรีต  ซีเมนต์ เพราะมันส่งผลต่อข้อต่อ และกระูดูกของเรา

นอกจากงานในครั้งนั้นแล้ว ถนนเส้นนี้ เมื่อปีก่อน ยังมาใช้บริการบ่อยๆ ในการซ้อมยาว เพื่อมาราธอนจอมบึงปีก่อน  แต่นับหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมาซ้อมที่ถนนเส้นนี้อีกเลย จนเมื่อวันเสาร์ หลังจากที่ทำการสมัครวิ่งให้กับทางกลุ่ม Sathavorn Running Club เรียบร้อยแล้ว จึงขับรถเข้าไปดูเส้นทาง จึงพบว่า ถนนเส้นนี้ถูกปรับปรุงให้ลาดยางทั้งเส้นจนไปสุดถนนแล้ว  ซึ่งเห็นแล้วจึงทำให้รู้สึกหึกเหิมในการที่จะลงสนามพรุ่งนี้มาก

ก่อนกลับบ้านแวะซื้ออาหารทะเลสด กลับบ้านให้แม่เตรียมทำไว้ฉลองพรุ่งนี้ด้วย  แต่ะก็ไม่วาย แอบลวกหอยแครง ขึ้นมากินกันก่อน  ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ผมซื้อหอยแครงมาลวก กิโลกรัม ล่ะ ไม่เกิน 15 บาท มาครั้งนี้ ผมซื้อหอยแครงมา 1 กิโล ต้องใข้เงินถึง 90 บาท  

เช้าวันอาทิตย์ วันนี้เป็นอีกวันที่จะต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ ซึ่งถือว่าช้าที่สุดในการเดินทางไปวิ่ง การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่ไกลเลย ใช้เวลาเพียง 10 นาที ก็ไปถึงที่หมาย หลังจากจัดการหาที่จอดรถ จากเจ้าภาพที่จัดงานไว้ โดยเลือกทำเล ที่อยู่ตรงกลาง สามารถมองเห็นได้จากรอบด้าน เพื่อเป็นการป้องกันการโจรกรรม ที่ปัจจุบันมันแพร่เข้ามาที่งานวิ่งแล้ว ถึงแม้ว่าในรถจะมีเพียงเหรียญ 10 บาท ติดรถเพียงเท่านั้น

จากนั้นจึงรีบเดินเข้าไปบริเวณจัดงาน และเริ่มทำการวอร์มอัพ เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที ซึ่งสามารถวอร์มได้ไม่ถึง 1 กม.เลย  วันนี้เป็นอีกวัน ที่ตัดสินใจไม่ใส่เสื้อชมรมลงวิ่ง เพราะต้องการทดสอบ การใส่เสื้อยืดวิ่ง ในการวิ่งมาราธอนที่จอมบึง เพราะทุกครั้งที่ใส่เสื้อกล้ามวิ่งมาราธอน สภาพหลังดูไม่ได้สักที

สำหรับในวันนี้ได้รับอุปการะชุดแข่งมาจากผลิตภัณฑ์มิซูโน่ วันนี้จึงจัดเต็มทั้งชุด

ตี 5.32 ตามเวลาจากการดึงสัญญาณจากดาวเทียม เป็นเวลาที่ปล่อยตัว  ซึ่งกว่าจะเดินมาเข้าเช็คอิน ก็เกือบจะปล่อยตัวแล้ว ได้ยืดเหยียดนิดหน่อย เท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยให้ เสียงฆ้องดัง "โม่ง" บรรดานักวิ่ง ทั้งเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อสุขภาพ และเพื่อสร้างสีสรรให้กับงานวิ่ง เริ่มทยอยตบเท้าข้ามจุดสตาร์ท ออกไปด้วยต้นทุนความเร็วของแต่ละคนที่มีอยู่

ในงานวิ่งแต่ละงานถ้าหากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน หรือ ต้องการมาเพียงสัมผัสบรรยากาศงาน ข้าพเจ้ามักจะมองหานักวิ่งที่มีฝีเท้าใกล้เคียงกันเพื่อเทียบเวลาและแข่งขัน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ โจทย์ ข้าพเจ้ามีทั้งหญิงและชาย  แต่โดยส่วนใหญ่คู่เทียบของข้าพเจ้ามักจะเป็นนักวิ่งสาวๆ มากกว่า

สำหรับงานนี้ คู่เทียบที่มองๆ ไว้ มีหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนวิ่งตลอดกาล นายบอล ที่ถึงบอกว่าไม่แข่ง ก็แข่งอยู่ดี  นอกจากนี้ ยังมี พี่วิเชียร โจทย์ที่เคยฝากรอยแผลไว้ที่งานริเวอร์แคว์ กาญจนบุรี หรือ เพื่อนๆ คนอื่นๆ มีอีกคนที่ฝีเท้าใกล้เคียงกัน คือนักวิ่งหญิง รุ่นอายุ 40 ของชมรมวิ่งเพื่อชีวิตสมุทรสาคร  เท่าที่มองๆ วันนี้คู่เทียบเพียบ

หลังจากข้าพเจ้าก้าวผ่านจุดสตาร์ท ก็เริ่มเร่งเครื่องให้ได้จังหวะการวิ่งที่ได้ซ้อมไว้

กม. แรก เป็นการวิ่งตามฝูงชนที่ออกไปก่อนหน้า ซึ่งกว่าจะหลบหลีกผู้คนแต่ละช่วงได้ จึงต้องใช้ความเร็ว ในระดับต่ำกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนคนอื่นโดยไม่เจตนา ซึ่งใช้เวลาเมื่อผ่าน กม แรก ไปที่  5 นาที 46 วินาที จากนั้น จึงเร่งทำความเร็วในระดับสำหรับการแข่งขัน วันนี้วิ่งโดยใช้การจังหวะจากความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกจะแตกต่างจากการวิ่งมินิ  เพราะถ้าวิ่งมินิทุกฝีก้าวจะเหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง  ซึ่งถ้าเอาความรู้สึกนี้มาวิ่งระยะฮาล์ฟ วิญญาณคงถูกกระชากออกไปไม่กลับมาแน่

การวิ่งวันนี้ ใช้การจับความรู้สึกจากการหายใจเข้าออก หายใจเข้า 2 ครั้ง หายใจออก 1 ครั้ง ความรู้สึกต้องไม่รู้สึกเหนื่อยหอบเป็นไปอย่างสบายๆ

เมื่อสู่หลัก กม ที่ 2  จึงดูนาฬิกาเพื่อเทียบกับระยะ ก็ถือว่าใกล้เคียงกับระยะจริง เมื่อรับน้ำ จิบเล็กน้อย จึงโยนแก้วทิ้ง  พูดถึงเรื่องแก้ว ปัจจุบัน ก็เริ่มมีการรณรงค์จากหลายๆ ฝ่ายถึงการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และการรักษ์โลกมากขึ้น ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าถ้าเป็นระดับของนักวิ่งที่แข่งขัน คงทำได้ค่อนข้างยากจากปัจจัยการที่ต้องทำเวลา   แต่ถ้าเปลี่ยนมาจับกลุ่มผู้ที่วิ่งเพื่อสุขภาพ หรือผู้ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา น่าจะได้ผลมากกว่า  แต่วันนี้ ขอทำตัวตรงข้ามกับน้องเนยรักษ์โลก หน่อยนะครับ เพราะวันนี้ตั้งใจทำเวลาให้ดีซึ่งถ้ามัวแต่พะวงเรื่องรับน้ำคงเสียเวลาไปเหมือนกัน

คุ๋ปรับตลอดกาล นายบอย
เมื่อเข้าสู่หลัก กม ที่ 3 ก็วิ่งมาทัน กับพี่วิเชียร โจทย์เมื่อครั้ง ริเวอร์แคว จึงวิ่งไปด้วยกัน เริ่มแซง คู่ปรับตลอดกาล นายบอย  หนึ่งและพี่สมาน  แต่ที่ยังแซงไม่ได้คือน๊อต และอากู๋ จาก รพ.นครธนที่วันนี้ดูฟิตเปียะ วิ่งนำไม่หยุด  แต่พอเกาะกันกับพี่วิเชียรไปได้ประมาณ ช่วง กม 3 ถึง กม 4  รู้ว่าวิ่งคนละจังหวะกัน จึงบอกให้พี่เค้าไปก่อน เพราะเป็นการวิ่ง pace ที่ผมไม่เคยกล้าแตะเวลาวิ่ง Half เลยคือเวลา 5.07

โดยปกติ ทุกครั้งที่วิ่งฮาล์ฟ ไม่เคยมีความมั่นใจ ที่จะวิ่งให้เร็วกว่า pace 5.25 เลย  เลยไม่รู้ว่าเส้นบางๆ เส้นนี้เป็นตัวกั้นขวางการพัฒนา ให้ก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จหรือไม่  ตัวเลขนี้มันหลอน มาตลอดเพราะกลัวว่าวิ่งเลย pace นี้แล้ว แรงจะหมด แรงจะตก อะไรต่างๆ นาๆ ถาโถมเข้ามาใส่ ทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเลขใดใดนั้นก็ไม่สำคัญเลย ถ้าเราสามารถซ้อม ซ้อม ซ้อม ถึงจังหวะที่ควรจะเป็น

สิ่งที่เคยกังวลเมื่อก่อนมาวิ่งสนามเส้นนี้ ก็คือ ความมืด กับไฟในสนามวิ่ง เนื่องจากข้าพเจ้าสายตาไม่ดี แต่ไม่ชอบใส่แว่นวิ่ง จึงกังวลว่าถ้าไฟไม่สว่างกลัวว่าจะวิ่งไปสะดุดอะไรเข้ามา ซึ่งหลังจากวิ่งมาได้ 4 กม ก็รู้ว่า ถนนเส้นนี้ ไฟดีตลอดสาย ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องวิ่งเหมือนหลับตาวิ่ง

กม ที่ 5-6  เป็นการวิ่งจังหวะสบายๆ  มีวิ่งแซงเพื่อนบ้าง โดนแซงกลับบ้าง ในช่วงจังหวะวิ่งนี้ เป็นการทดสอบท่าวิ่ง ให้ไหลให้มากที่สุดในจังหวะสบายๆ ก่อนที่เครื่องจะติดใน อีกไม่กี่ กิโลข้างหน้า

หลังจากรับเช็คพอยต์ที่จุดแรก ก็รับมาใส่นิ้วไว้ แล้ววิ่งไปตามจังหวะเดิม คิดว่าคงจะมีแจกอีกทีตรงจุดกลับตัวฮาล์ฟ อีกแน่ๆ

หนึ่ง ธนกฤต


กม ที่ 7  ได้ยินเสียงนักวิ่งที่ข้างหู  "โหย กว่าจะตามทัน ทำไมวิ่งเร็วอย่างนี้"  หันไปดูเจอหนึ่ง เพื่อนที่ซ้อมที่สนามวิ่งเดียวกัน  ข้าพเจ้าก็ได้แต่หันไปยิ้มตอบ อย่างเดียว เพราะกำลังอยู่ในโลกของสมาธิอยู่ และเราก็เฟสตัวหนีเพื่อนหนึ่ง ออกไป เพราะเค้าจ้ำมาคงหมดแรงตามเรา

ตอนนี้เริ่มหาเป้าหมายในการวิ่งเกาะที่ละขั้น เพื่อควบคุมความเร็วของเราไม่ให้ตกลง ซึ่งมองไปไกลๆ เจอ อากู๋ นครธนแล้ว วันนี้เฮียแกลงวิ่งฮาล์ฟ และสปีดต้นแรงพอดู จึงล็อคเป้าหมายในการวิ่งจังหวะไปให้ทัน จาก 200 เมตร ที่ห่าง ลดลงจน 100 เมตร และเหลือเพียง  50 เมตร ข้าพเจ้าจึงประคอง เพื่อรักษาระดับความเหนื่อย และ เป็นการเคาะเพื่อฟื้นสภาพ ให้พร้อมที่จะเร่งอีกหลายๆ ครั้ง



อากู๋ นครธน

กม ที่ 8  เป็น กม.ที่วิ่งไล่มาทันและแซงอากู๋ที่วันนี้ออกตัวแรง ได้ หลังจากการปรับจังหวะวิ่งให้เร็วขึ้นเล็กน้อย ผ่านมาได้ไม่ถึง 200 เมตร ก็เจอเป้าหมายที่คิดจะต้องล็อค ต่อไป คือน้องน๊อต ซึ่งดูไม่
เหมือนน๊อตคนเดิมที่เจอก่อนหน้านี้  เป็นการวิ่งแซงไปอย่างง่ายดาย  ข้าพเจ้าเลยเดาไปว่า ต้องมีอาการผิดปกติ อะไรแน่ๆ กับน้อง เพราะ ปกติไม่ได้วิ่งแบบนี้ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งวันนี้

เมื่อวิ่งผ่าน สน. เทียนทะเล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำได้ว่า หลังจากวิ่ง ผ่านร้านอาหารทะเลชาวบ้าน ร้าน ป้าอิ้ว  ที่เราเป็นลูกค้ามาอุดหนุนประจำ  จะเป็นเส้นทางที่ถนนแข็ง  แต่จากการขับรถไปสำรวจมาเมื่อวันเสาร์ ทำให้รู้ว่าถนนถูกปรับให้เป็นลาดยางตลอดทั้งเส้นแล้ว จึงวิ่งด้วยความสบายใจ

ในใจตอนนี้ มีข้อสงสัยอย่างเดียวคือ มันจะไปกลับตัวตรงไหน เพื่อให้ได้ระยะฮาล์ฟมาราธอน มาตอนนี้เริ่มเจอกลุ่มนักวิ่งแนวหน้า กลับตัวกันมาแล้ว คนแรกที่เจอคือ เป้า อุ้มยศ  (เราอยู่ กม ที่ 8   เค้าวิ่งมาแล้ว 12 กม  ห่างกัน 4 โล โอ้วแพะเจ้า)  จากนั้น ก็วิ่งไปเรื่อยๆ เห็นเพื่อนๆ ที่กลับตัวมาเรื่อยๆ

ในกลุ่มคนที่รู้จักกัน ก็มี  พี่รงค์  ที่วิ่งเกาะกับน้องยุทธ  วิ่งมาเป็นกลุ่มแรก   จากนั้นก็ตามมาด้วยพี่หนา คุณน้อย  คุณหลอด  พี่กบ  วิ่งตามมาเป็นกลุ่มที่สอง เมื่อข้าพเจ้าวิ่งมาถึง กม ที่ 9  (ห่างกัน 2 กิโล 555)

เมื่อมาถึงสุดทางถนนเทียนทะเล เส้นทางกำหนดให้เลี้ยวขวา วิ่งผ่าน โรงเรียน พิทยาลงกรณ์ (สถานที่จัดงานบางขุนเทียนครั้งก่อน)  ก็เจอ กลุ่มที่ 3 ที่รู้จักกัน  มี น้องเต๋อ  คุณไก่ จากพยัคฆ์ดำ  และโจทย์คนสำคัญ พี่วิเชียร  ตอนนี้ไม่ได้คิดว่าจะไล่ใครในกลุ่มที่ 1 และ 2 ทัน  แต่เริ่มกังวลและว่าระยะจะไม่ถึง เพราะมองไปไกลๆ เห็นกลุ่มนักวิ่งกลับตัวกันแล้ว

ถึงจุดกลับตัว แล้วจึงรับเช็คพอยต์ในจุดที่ 2  ที่  10.25 กม คือระยะกลับตัวที่ได้รับเมื่อก้มลงไปมองที่นาฬิกา  ด้วยความเซ็งอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าถนนเส้นนี้จะไปต่อไปอีกไม่ได้ เพราะถนนเส้นนี้เป็นถนนที่วิ่งไปเชื่อมกับทางไปวัดพันท้าย ซึ่งยังไปได้อีกเยอะ เลยสงสัยว่า คนจัดงานใช้อะไรจับระยะ  ข้าพเจ้าเป็นคนพูดอยู่เสมอว่า ไม่อยากให้จัดงานวิ่งแบบระยะทางขาด เพราะมันบันทึกเป็นสถิติไม่ได้  การจัดงานวิ่งแล้วระยะทางขาด เสมือนว่า ไม่ได้มาวิ่ง

สำหรับการจัดงานวิ่งระยะเกิน นั้นหลายคนชอบ และอีกหลายคนไม่ชอบ แต่โดยส่วนตัว ระยะเกินไม่ว่ากันแต่ขอให้บอกความจริงว่าเท่าไหร่ จะได้เกลี่ยพลังงานถูก

จากโจทย์ข้อนี้ ระยะที่ขาดไป ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร เมื่อถ้าวิ่งไปจะถึงแล้วมีแววว่าจะทำลายสถิติที่ใกล้จะบรรจุเป็นโบราณวัตถุในระยะฮาล์ฟ ที่ค้างมา ปีกว่าๆ ที่ 1.54 ลงได้  โดยมีตัวเลือกให้เลือกคือ

1. วิ่งออกมาแล้ววิ่งให้ครบ 21.1 กม
หรือ 2. ซัดให้หมดแล้วปล่อยเลยตามเลย

ซึ่ง อีก 10 กม. จะเป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกข้อไหน

มาถึงตอนนี้ แสงอาทิตย์เริ่มทอแสงออกมาแล้ว วินาทีติดเครื่องเริ่มขึ้น ความรู้สึกการวิ่งที่เหมือนไหล ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นโดยจังหวะการก้าวที่ลงตัว รวมกับคุณสมบัติของรองเท้ามิซูโนที่ใส่วันนี้ ที่เด้งรับกับจังหวะการวิ่ง เป็นสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

การลดช่องว่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้น้อยลง จำต้องใช้ระยะทางการวิ่งที่มากขึ้นเป็นตัวกำหนด จะใช้ความรู้สึกวิ่งไล่ให้ทันจากระยะสั้นๆ คงทำไม่ได้  เมื่อคิดได้ดังนั้น คอร์ท 4K ที่ฝึกซ้อมมาจึงเป็นกลยุทธแรกที่นำมาใช้ลดช่องว่าง

ความเร็วที่ใช้ ช้ากว่าตอนซ้อม ที่จะวิ่งอยู่ที่ 4.45  ปรับลดมาเหลือ 5.05 เพื่อให้การวิ่งสามารถวิ่งได้ตลอดรอดฝั่ง  ซึ่งเมื่อวิ่งครบคอร์ทแล้ว ก็ยังไม่สามารถไล่ใครได้ทันเหมือนเดิม จนจบ กมที่ 14

มาถึงตอนนี้อุณหภูมิในร่างกาย โดยเฉพาะที่ศรีษะเริ่มร้อนแรงขึ้น จากแสงอาทิตย์รวมกับการปรับจังหวะการวิ่งที่เค้นพลังงานมากขึ้น  จึงต้องดับความร้อนด้วย น้ำหนึ่งแก้วจากจุดให้น้ำ

หลังจากราดลดลง ความรู้สึกโล่งหัว ก็เกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่ค้างคาในสมอง พร้อมที่จะทำงานตามแผนในขั้นตอนต่อไป

มองออกไปไกลๆ เริ่มเห็นเป้าหมายที่กล่าวถึงแล้วหลายคน คำนวณจากการวิ่ง 4K คงสามารถลดช่องว่างไปได้พอสมควร  จึงปรับการวิ่ง 4K หลังนี่ใหม่อยู่ที่จังหวะ 5.15K เพื่อรักษาระดับหายใจ ก่อนจะใช้กลยุทธ์สุดท้าย คือการเร่งให้หมดใน 2 กม สุดท้าย

กม ที่ 14-18 การวิ่งจังหวะที่เบาลง เหมือนกับการ recharge พลังงานในร่างกายให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สังเกตุได้ว่ากลุ่มที่ออกนำไปตอนแรก แรงเริ่มตกลง เพราะช่องว่างที่มีอยู่ลดลงไปในระดับที่ข้าพเจ้าสามารถวิ่งแซงได้แล้ว  แต่เพื่อเป็นการรักษาแผนการณ์จึงวิ่งตามจังหวะเดิมต่อไป

ประธานเซ็นทรัล พระราม 2 ประธานสุเทพ

เมื่อเริ่มต้นที่ กม.ที่ 16  จึงไล่มาทัน น้องเต๋อ ที่แรงตกลงไป (คาดว่าจากการที่ติดภาระกิจไม่ค่อยได้ซ้อมยาว เลยหมดแรง) ถือเป็นงานแรกที่สามารถแซงเต๋อได้ หลังจากวิ่งด้วยกันมา 3 ปี  และก็ยังสามารถแซง คุณไก่จากพยัคฆ์ดำ ได้  (แซงผู้หญิงอีกแล้ว 5555) และก็วิ่งผ่านเจอประธานสุเทพ ที่วันนี้มาลงระยะมินิ ได้ ซึ่งวันนี้สีหน้าแกไม่สู้ดีเท่าใดนัก


เริ่มต้นกม ที่ 18 จากการเปลี่ยนสปีด มาเป็น 4.50 ทำให้ความมันส์ในการวิ่งเกิดขึ้น เพราะตอนนี้เริ่มวิ่งมาทันกลุ่มมินิ ที่วิ่งกันมา  ก็คิดอยู่ว่าวันนี้จะเจอใครบ้างและวิ่งทันใครบ้าง  สำหรับกลุ่มวิ่งมินิที่เร็วกว่า 1 ชม คงไล่ไม่ทันแน่ๆ  จึงตั้งเป้ามาหาคนไล่ ในกลุ่มที่ วิ่งมากกว่า 1 ชม  ซึ่งก็จะเจอคนแรก คือพี่อิ๊ด จากสมันน้อย  ตามด้วยพี่แอร์  ทำให้แรงฮึดเราเริ่มเกิดขึ้นอีก เหมือนยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา คำนวณแล้ว ถ้าใส่ 2 กม สุดท้ายนี่หมด ต่อด้วยไปว่าที่วิ่งให้ครบระยะฮาล์ฟ ยังไงก็ New PB แน่นอน จึงกัดฟันวิ่งเพื่อทำลายกำแพงนี่ลงให้ได้



แต่ก่อนที่จะไล่ใส่ไปมากกว่านี้ แอคชั่นแรก กับรูปถ่ายที่จุดแรก จากโปรรุจน์ ซะหน่อย 2 ภาพ เพื่อความเป็นสิริมงคล   หลังจากใส่มาก็เห็น พี่หลอดที่เริ่มแผ่วปลายอีกแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่งเป้าหมายคือการแซงด้วยอารมณ์และความรู้สึกว่า ถ้าสามารถแซงและฉีกหนีออกไปได้ ถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จที่สามารถลดระยะจาก 2 กม ที่ห่างกันลงมาได้


พี่หลอด

และที่สำนักงานที่ดิน ก็เป็นจุดที่สามารถแซงพี่หลอดลงได้จริงๆ  น่าเสียดายจริงๆ เพราะปกติพี่เค้าซ้อมดีมากๆ ซ้อมสั้น ซ้อมเร็วใช้ได้ และ เวลา ซ้อมยาว ก็ว้อมทีละ 3-4 ชม  เสียดายที่เวลาวิ่งจริงไปวิ่งตามจังหวะคนอื่นไม่วิ่งตามจังหวะที่ซ้อม เลยทำให้แผ่วปลายทุกงาน

จากนั้นจึงกัดฟันวิ่งต่อโดยเป้าหมายจริงๆ คือทำสถิติ แต่พอดีสายตาสั้นๆ ก็เหลือบไปเห็น พี่วิเชียร ที่ห่างอยู่ประมาณ 200 เมตร จึงเริ่มเร่งเพื่อให้ทัน ตอนนี้คือเริ่มโถมและใส่ไม่ยั้งจริงๆ จากระยะ 200 เมตร ลดลงมาเหลือประมาณ 20-30 เมตร จนคิดว่าถ้ามีโอกาสจะพยายามแซงให้ได้

ซึ่งตอนนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการถ่ายรูปแล้วเพราะ เป้าหมายคือเจอพยัคฆ์อยู่ด้านหน้า สมันน้อยอย่างเราต้องไล่ให้ทัน จาก 30 เมตร ลดลงเหลือ 20 เมตร แต่เหมือนเจ้าตัวจะรู้อยู่ว่าโดนไล่ จึงเร่งความเร็วเพื่อรักษาระยะห่าง ซึ่งสุดท้ายพี่วิเชียรที่วิ่งอย่างเหลือๆ ก็สามารถประคองเข้าเส้นชัยไปก่อน โดยปล่อยให้ข้าพเจ้าไล่ไม่ทัน และต้องกลับไปทำการบ้านมาใหม่ ในงานหน้า


แต่ ภาระกิจในวันนี้ของข้าพเจ้ายังไม่จบ เพราะเมื่อวิ่งเข้าเส้นชัย รับเหรียญเรียบร้อย เช็คเวลาที่นาฬิกา ได้ 1.46.46 โดยที่พี่ทนงศักดิ์ ที่วันนี้เป็นพิธีกร ทักทาย ข้าพเจ้าก็ยังมึนๆ ทักตอบไปแบบมึนๆ เพราะตอนนั้นสติตั้งเป้าอย่างเดียว จะออกจากรูหลังวิ่งยังไงเพื่อไปวิ่งต่อ อีก 600 เมตร เพื่อให้ครบ ถึงแม้สถิติที่ควรจะดีกว่าดีนี้ ถ้าวิ่งไหลไปเรื่อยๆ  แต่การออกมาวิ่งให้ครบ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ค้างคาใจไปแบบนี้


600 เมตรที่เหลือ กว่าจะออกมาได้และหาทางวิ่งเพื่อไม่ให้ชนกับนักวิ่งที่กำลังเข้ามาเป็นไปอย่างยากเย็น

ซึ่งต้องวิ่งเผื่อให้เลยไปอีก จนเมื่อวิ่งจบและมาเช็คผลของวันนี้ที่ระยะนี้ สามารถจบได้ที่เวลา 1.49.26  ถือว่าภาระกิจวันนี้บรรลุเป้าหมายลงไปได้
กระชากครั้งสุดท้าย ก่อนไล่ไม่ทัน
ยังเสียดายไม่ให้กับระยะที่หายไปของการจัดงาน  กับน้ำ จุดที่ กม ที่ 18 ที่หมดลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหวังว่าจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งต่อๆไป เพราะเสียดายกับสนามที่ดีดี สนามนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางจุดที่ไม่สามารถควบคุมการจราจร เพราะมีรถบางคันที่เริ่มหงุดหงิดที่ปิดถนนบางส่วนสำหรับการวิ่งในวันนี้ หวังว่าในอนาคตถ้าจัดบ่อยๆ ทุกคนที่ใช้การจราจรในย่านนี้จะเข้าใจ เพราะเป็นการส่งเสริมธุรกิจในนี้ให้คึกคักขึ้นด้วย แต่ถ้าจะให้ดี ถ้ามีแข่ง ร้านอาหารควรเลื่อนเปิดจาก 10.00 น มาเป็น 9.00 น จะได้กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยคนเลยทีเดียว


พบกันใหม่ที่ จอมบึงมาราธอน 
น้องและเพื่อนสนิท ที่ไปวิ่งด้วยกันตลอด
ไช้ 17   บอย 25