Race 111 จอมบึงมาราธอน Darkness Running
จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งใจไว้ ก็ว่าจะวิ่งครั้งนี้ให้ต่ำกว่า 4 ชม. จนกระทั่งมีอาการบาดเจ็บขึ้นกระทันหัน จึงจำเป็นต้องเบนเป้าหมายมาเป็นวิ่งยังไงให้ถึง ต่ำกว่า สถิติครั้งก่อน และร่างกายไม่ให้บอบช้ำ
นี่คือปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง สำหรับการคำนวณแผนการวิ่งใหม่ จากยุทธภูมิที่เคยไปวิ่งที่นี่มาสองครั้งทำให้รู้ว่าตลอดระยะ 24 กม แรก เป็นทางวิ่งที่ค่อยๆ ขึ้นเนิน แต่ตอนที่เราวิ่งไม่รู้สึกตัวเพราะว่าเส้นทางที่มืดทำให้นักวิ่งไม่รู้ตัวว่าวิ่งขึ้นเนิน เคยอ่านบทความที่มีผู้ทดสอบให้คนปิดตาและวิ่งโดยมีคนนำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา ผู้วิ่งไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังวิ่งขึ้นเนิน สำหรับตัวข้าพเจ้า ก็รู้สึกเหมือนกันกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่ง ได้ขับรถมาสำรวจเส้นทางจึงรู้ว่าเป็นเนินจริง
ทำให้การกำหนดกลยุทธแรก โดย 24 กม แรก ต้องวิ่ง ช้ากว่า 18 กม.หลัง คือกลยุทธ์ที่ต้องการนำมาใช้จริงในวันนี้ ความเร็ว 24 กม แรก ตอนวางแผนตัดสินใจไม่ได้ เพราะเดิมทีตั้งใจวิ่ง 5.30 ตลอดเส้นทาง แต่เมื่อมีอาการเช่นนี้ จึงต้องอาศัยลองวิ่งจริงดูสัก 1-2 กม ก่อน ว่าจังหวะวิ่งแบบไหน ที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าเจ็บ
ส่วน 18 กม.หลัง ต้องเร็วกว่าครึ่งแรก แต่สังเกตุอาการห้ามรู้สึกถึงอาการเกร็ง มิเช่นนั้นตะคริวอาจจะมาอีกก็เป็นได้ เมื่อแผนการ เรียบร้อยแล้ว จึงเข้านอน ตั้งเวลาปลุกไว้ที่ 2.45 เพื่อมาเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ปรากฏว่าตื่นได้ตามแผนการณ์เป๊ะ แต่เข้าห้องน้ำแล้ว เอาไม่ออก "กลุ้มใจ ถ้ามากลางทางแบบริเวอร์แคว์ นี่เน่าสนิทเลย"
เพื่อนร่วมทางวันนี้ อาการไข้จากเมื่อวานยังไม่ดีขึ้น ได้ความว่า เมื่อคืนก็นอนไม่ได้ ไข้ขึ้น แต่ด้วยความที่รับปากไว้แล้ว จึงเดินทางมาร่วมวิ่งด้วยกัน ด้วยความรีบออกจากที่พักเพราะกลัวไม่ทัน ทำให้ลืมหยิบ heart Rate และถุงเสื้อสถาวรมา
เมื่อถึงสถานที่จึงเริ่มวอร์มได้เล็กน้อย อากาศวันนี้ถือว่าเป็นวันที่วิ่งแล้วอากาศเย็นที่สุด 17 องศา ดีนะที่ใส่เสื้อยืดมาด้วยไม่งั้นคงรู้สึกหนาวเป็นแน่แท้
แก้วโครงการ Green ที่ซื้อมา โดนยืดโดยน้องชาย เลยมีความจำเป็นที่จะต้องเอาขวดน้ำมาถือวิ่งแทน
ซึ่งต้องขอบคุณ ที่ทำให้เกิดทริคดีดีในการวิ่งครั้งนี้
4.01 การปล่อยตัวได้เริ่มขึ้น ปีนี้ ดูจากสายตาแล้ว ผู้ลงมาราธอนลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหายจากการคาดคะเนด้วยสายตา อาจจะเป็นเพราะว่างานนี้ไม่มีเงินรางวัล หรือว่าปีนี้ มีงานที่จัดชนกับงานนี้หลายงานเหมือนกัน แน่แน่ แต่เมื่อไปเช็คผลจากชิฟ ทำให้ทราบว่าลดลงในจำนวนไม่กี่สิบคนเท่านั้น
จากจุดปล่อยตัว และสถานที่จัดงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เส้นทางวิ่งมีทิศทางที่เหมาะมากไม่ต้องปล่อยตัววิ่งตามโค้งเหมือนครั้งเก่าๆ ซึ่งกลุ่มที่ทำเวลา ก็เร่งสปีดออกตัวไป สำหรับกลุ่มขามาราธอนที่ไม่แข่งขัน ก็วิ่งเยาะๆ ตามกันออกไป ตามจังหวะของตัวเอง
จังหวะการวิ่งที่ปล่อยออกมาทดสอบแล้วว่าวิ่งได้ไม่เร็วกว่า 6.30 ต่อ กม เพราะเมื่อเริ่มเร็วกว่า อาการขัดเข่าก็ส่งผล จึงต้องปรับจังหวะการวิ่งช้าลง เพื่อให้เกิดการรักษาสมดุลย์ วิ่งไปได้สัก 1 กม. หลังผ่านตัวมหาวิทยาลัย เข้าสู่ถนนตลาด ก็เริ่มมีกองเชียร์ ส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน แต่มาสะดุดกับเพลงเชียร์นี่แหละ ว่า "นักวิ่งเป็นตุ๊ด" ที่แรกก็ไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดหรือป่าว จนกระทั่งมีนักวิ่งที่ถ่ายคลิปมา จึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด แล้วก็ไม่ได้เป็นตุ๊ด ..... 5555+ แหมหมิ่นเหม่แบบนี้ ถ้าเจอนักวิ่งซีเรียส เข้าจะมีการเคืองแน่ๆ ก็วลีดังกล่าว
อีกฟากฝั่งถนนรถติด ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการปิดถนน หรือพวกเค้าต้องการจอดรถ เพื่อส่งเสียงเชียร์นักวิ่งก็ไม่ทราบ เพราะตอนนั้นหูอื้อ เพื่อนข้าพเจ้ามาเล่าให้ฟัง เห็นพี่นง มายืนเชียร์อยู่ _/\_
มาวิ่งจอมบึง 2 ครั้งที่มา พอผ่านตัวเมืองเข้าหมู่บ้านทุกครั้ง ก็ต้องวิ่งท่ามกลางความมืดมิด อาจจะเป็น Darkness marathon อีกแห่งหนึ่งเหมือนที่เคยเจอๆมา แต่ ทุกครั้งที่ผ่านมา ท่ามกลางความมืดมิด ก็มีมิตรเป็นทีมจักรยาน ที่คอยปั่น ให้แสงสว่างเป็นระยะตลอดมา ก็เลยรู้สึกอุ่นใจ กอปกับมาราธอนล่าสุดที่บ้านเพมาราธอน บรรยากาศเรียกว่าคืนเดือนมืด แต่มีจักรยานขับประกบ เป็นระยะๆ ดังเสมือนตัวเองเป็นแนวหน้าอย่างไรอย่างนั้น จึงทำให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจ โดยหารู้ไม่ว่า หายนะกำลังมาเืยือนกลุ่มนักวิ่งโดยไม่รู้ตัว
เมื่อวิ่งมาสุดถึงทางแยกแรกของถนน เลี้ยวแรกของวันนี้ได้เกิดขึ้น เป็นการเลี้ยวซ้าย เพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทาง ถนนจอมบึงมาราธอน ตรงนี้ ยังมีแสงสว่างจากไฟทางเป็นระยะ ๆ จึงทำให้รู้สึกวิ่งไม่ได้เดียวดายจนเกินไป เมื่อผ่านจุดให้น้ำ ก็หยุดเติมน้ำให้เต็มขวด ก่อนที่จะวิ่งออกจากโต๊ะให้น้ำออกไป
การถือขวดน้ำวิ่ง ในความคิดแรกเหมือนจะเป็นภาระในการวิ่งอย่างมาก เพราะปกติถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากถืออะไรไว้ทั้งนั้น เพราะมันดูเกะกะในแง่ความรู้สึก ที่นี้พอมาคิดมามองในมุมกลับกันบ้าง ในแง่ของความลำบาก ก็สามารถสร้างแสงสว่างขึ้นมาได้เหมือนกัน น้ำที่ทางจอมบึงจัดให้ทุก 2 กม บ้าง 1 กม บ้าง ทำให้รู้ว่าน้ำที่นี่ไม่ขาด วิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะอดน้ำตายเหมือนงานที่ผู้จัดรายหนึ่ง ชอบทำเสมอๆ
ข้าพเจ้าจับจังหวะการวิ่งแบบนี้ คือ ดื่มน้ำทุก 2 กม จากหน้าปัดนาฬิกา และหยุดเติมน้ำที่จุดเติมน้ำเมื่อรู้สึกว่าน้ำพร่องเกินครึ่งขวด อาศัยวิธีนี้ในการวิ่งตลอดทาง ถึงแม้จะเสียเวลาในการเติมน้ำ 3 แก้วต่อ 1 ขวดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการพัก และคลายกล้ามเนื้อไปในตัว
กม ที่ 5 เป็นการวิ่งผ่าน ถนนที่ทางแยกที่จะเข้าไปที่ ที่พักของข้าพเจ้าในครั้งนี้ คือ ภูพนารีสอร์ท ทำให้รู้ว่า เส้นทางนี้ ถ้าเลือกเส้นทางในการวิ่งไปที่ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ควร ไปเส้นทางที่เรากำลังจะผ่านไปดีกว่า เพราะระยะทาง ไม่ถึง 4 กม. จะถึงปลายทาง
เมื่อวิ่งมาถึง กม. ที่ 8 ที่แยกด่านทับตะโก เป็นเส้นทางที่ต้องเลี้ยวขวา มุ่งหน้าสู่ถนนเส้น 3274 เส้นทางแห่งความมืด ปีนี้ ถือเป็นปีที่ดีของการวิ่งสนามนี้ จากสภาพอากาศที่เย็นลง ทำให้สามารถวิ่งด้วยความสุข จากบรรยากาศกองเชียร์ที่อบอุ่น น้ำที่มีตลอดเส้นทาง บรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเองระหว่างทางของเพื่อนนักวิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป คือ จักรยานที่ขับประกบ ปีนี้ แทบจะไม่เห็นเลย ในเส้นทางที่ยังสว่างนั้นยังไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเข้าสู่เส้นทางแห่งความมืดนั้นความรู้สึกต่างๆ ประดังเข้ามาเป็นระยะ ถ้าล้มลงไป ใครจะเห็นเราไม๊น้า เพราะแค่ข้าพเ้จ้าวิ่งตามเพื่อนนักวิ่งแค่ 3-4 ก้าว ก็มองไม่เห็นแล้ว รถพยาบาลก็ไม่เห็นเลย ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า การจัดงานในปีนี้ประมาทและไม่ใส่ในใจในเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักวิ่งเลย ทางผู้จัดควรจะต้องหาวิธีการมาดำเนินการให้สมกับคำว่า จอมบึง 1 ในสนามมาราธอนที่ดีที่สุด เพราะเมื่อนำมาเทียบกับงานบ้านเพมาราธอน ที่ข้าพเจ้าไปวิ่งมาเมื่อปลายปี ข้าพเจ้าให้คะแนนเต็ม 10 ในเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักวิ่งตลอดเส้นทาง
การวิ่งในช่วงนี้ยังเป็นไปในจังหวะแรกอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนที่วางไว้ สิ่งที่คาดหวังไว้ตอนกลับตัวที่จะเร่งความเร็วยังเป็นปริศนาอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนการไปได้หรือไม่ ผ่าน 13 กม แรก ดูเหมือนสภาพร่างกาย เครื่องจะติด เมื่อวิ่งผ่านไป 1 กม จึงต้องเบรคความรู้สึกให้เบา ๆ ท่องไว้ "วิ่งช้าถึงเร็ว ถ้าวิ่งจะถึงช้า" ดังที่โฆษก ยุทธการ ประกาศก่อนปล่อยตัวมาราธอนวันนี้ เป็นการข่มความรู้สึกที่อยากปลดปล่อยพลัง เหมือนกับครั้งที่วิ่งมาราธอนที่บ้านเพ ที่วิ่งด้วยการข่มความรู้สึกอยากเร่ง ซึ่งสามารถทำได้และผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ
กม ที่ 15 เมื่อเลี้ยวเข้าสู่แยก เบิกไพร จึงได้พบ รถพยาบาล เป็นครั้งแรกของวันนี้ "เอ่อ ถ้าคนไปเจ็บกลางทาง เค้าต้องแบกร่างกลับมารักษาเองไม๊หนอ หรือว่าต้องไปเรียกเดนเด้ จากดาวนาแม็ก มาช่วยก็ไม่รู้" เอาว่ะ มีสักคันก็ยังดีกว่าไม่มี ใจคิดไปอย่างนั้นเพื่อสงบความโกรธาที่เกิดขึ้นชั่ววูบ หวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนักวิ่งที่โชกเลือด เหมือนเมื่อครั้งเขาชะโงก 53 นะ
ยิ่งวิ่งเข้าไปในส่วนถนนจอมบึงมาราธอน อากาศยิ่งเย็น ยังดีที่ว่าวันนี้ตัดสินใจใส่เสื้อยืดไว้ชั้นนึงก่อนเสื้อชมรม ทำให้ไม่รู้สึกเย็นจนเกินไป แต่หากมองในมุมกลับ ถ้าอากาศวันนี้ไม่เย็น คงเป็นการวิ่งที่ร้อนน่าดูเลย มนุษย์เรานี่ไม่มีความพอดีเลย อยากให้เป็นโน้น ให้เป็นนี่ ไปหมด
แปลกมาก วันนี้เพื่อนร่วมทาง บอย ซอยซีดส์ หายไปไหนไม่รู้ ไม่เห็นเลยหลังจากปล่อยตัว แว๊บเป็นนินจา ฤ ที่บอกว่าปล่อยจะเป็นกลยุทธ์มาทำให้เหยื่อตายใจ คิดในใจ เดี่ยวคงเจอตอนกลับตัวแน่ๆ
กม.ที่ 17 กลุ่มแนวหน้าผ่านไปแล้ว ด้วยความมืด เห็นแว๊บๆ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นน้องเบิรด์ แต่หลังจากนั้นมาคิดได้ว่า เมื่อคืนเห็นน้องเค้าออนเฟซ อยู่ที่สุราษฏร์อยู่เลย แล้ว เค้าคนนั้นคือใครกันแน่ เป็นที่ฉงนสงสัย (มารู้ความจริงเมื่อวิ่งเสร็จ คือพี่โอภาส ที่กลับมาวิ่งอีกครั้ง) จากนั้นก็เจอโชติ สิงหา ที่วิ่งผ่านไป โอ้วเราวิ่ง 17 กม แต่เทพทั้งหลาย ผ่าน 32 กม ไปแล้ว สงสัยข้าพเจ้าต้องไปฝึกอีกหลายชาติกว่าจะมีฝีเท้าจัดแบบนี้
กม ที่ 18-23 ยังต้องเป็นจังหวะวิ่งที่ยังต้องควบคุม ทั้งความเร็วและความอยากในจิตใจ ที่เห็นเพื่อนคนแล้วคนเล่า กลับตัวผ่านไป ในแสงไฟที่สลัว ที่เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง เป็นการข่มความรู้สึกในด้านลบอีกครั้งของงานนี้ ซึ่งสามารถควบคุมตัวเองได้เพียง กม.ที่ 22 ความอยากก็สามารถเอาชนะมุมมองด้านบวกของข้าพเจ้าลงอย่างพังทลาย
สิ่งที่กังวลก็ได้พบจนได้เมื่อพบนักวิ่งหลายคนมีเลือดไหลออกมาจากเข่าและหัวไหล่ เดาว่าน่าจะสะดุดแล้วล้ม นี่เค้าจะต้องทนวิ่งท่ามกลางเลือดไปจนถึงตรงแยกเบิกไพร ซึ่งห่างจากที่นี่อีก 8 กม เลยหรือ
พยายามข่มใจทำเป็นไม่เห็น เพื่อสงบจิตสงบใจและตั้งสมาธิในการวิ่งใหม่ โดยไม่สนใจสิ่งที่ได้เห็น การเร่งจังหวะขึ้นเพื่อดูความสามารถควบคุมจังหวะของตัวเองที่จะต้องวิ่งต่อไปอีก 20 กม. แต่แปลกใจ ยังไม่เจอ บอย อีกเลย จนกระทั่งเลย กม ที่ 24 และกลับตัวมาได้ 200 เมตร ก็เจอกับบอยจนได้ ที่วิ่งตามหลังมา ก็เลยประหลาดใจว่าข้าพเจ้าแซงมาตอนไหน แต่ยังไม่ทันได้ถาม ก็ได้คำตอบมาโดยพลัน "ขี้แตก ท้องเสีย แวะ กม ที่ 15 อยู่" เป็นคำตอบที่ทำให้แทบจะสำลักออกมา เพราะข้าพเจ้าก็เคยเป็นและยังกลัวอยู่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวในวันนี้ เพราะภาระกิจในตอนเช้าที่จะต้องทำเมื่อตอนเข้าห้องน้ำ ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง
แสงสว่างเริ่มรำไร เมื่อกลับตัวมา แสงแรกของวันช่างงดงามยิ่งนัก ยิ่งเมื่อมองผ่าน ไร่ สวน ของชาวบ้าน ผ่านช่องเขา ไป ที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังเริ่มเบ่งบาน ความสดใน บวกกับอากาศที่เย็นสบาย ถือว่าเป็นเช้าที่งดงามน่าจดจำอีกวันหนึ่งในชีวิต
จุดที่ประทับใจในวันนี้ ที่่ต้องกล่าวคำว่าขอบคุณแรงๆ ให้กับคุณยาย ที่นั่งรถเข็นออกมาเคาะรถ เชียร์นักวิ่งที่ผ่านหน้าบ้านของคุณยาย ทำให้รู้ว่า น้ำจิตน้ำใจของคนที่นี่ ไม่มีวันเหือดแห้งไปจริงๆ วิ่งผ่านไปอาจมีน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งคงไม่มีใครเห็น เพราะฟ้ายังสลัวๆ อยู่
ความเร็วหลังกลับตัวในวันนี้ อยู่ในช่วงค่าเฉลี่ย 5.35-5.45 ซึ่งเป็นความเร็วที่วิ่งแล้วไม่รู้สึกโหย ไม่รู้สึกเหนื่อย การกลับตัวและสามารถวิ่ง negative ได้ช่างเป็นอะไรที่สุขโดยแท้ หลังจากประสบการณ์ปีก่อนสอนให้รู้ว่า เร็วแต่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่อดทน สู้ช้าอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอไม่ได้
ปีก่อนหลังจากที่ตะคริวขึ้นที่ กม ที่ 37 แล้วต้องหยุดเพื่อเดิน โดยที่มีเพื่อนๆ วิ่งผ่านไปคนแล้วคนเล่า บ้างหันมาทัก บ้างหันมามอง มันช่างกัดกร่อนความรู้สึกในใจ เหมือนปมชีวิตที่เกิดขึ้น ที่จะต้องตัดปมนี้ออกไปให้ได้ในครั้งนี้
จังหวะการวิ่งในครั้งนี้สามารถ เร่งแซงเพื่อนนักวิ่งคนแล้วคนเล่า แต่เราจะไม่ทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเป็นอันขาด จึงตัดสินใจไม่ทักใครเลย ถ้าเค้าไม่ทักเราก่อน ในช่วงที่วิ่งแซง ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกที่ดี ที่รู้สึกไม่ทำร้ายใคร และยังทำให้ยิ่งฮึกเหิมในการวิ่งมาก ยิ่งวิ่งแรงแต่ความเร็วไม่ตก รู้สึกมันส์มาก แต่ระหว่างวิ่งก็ยังไม่ลืม กม ที่ 37 จนกระทั่งผ่านจุดนั้นไปได้
นาทีนี้ รู้แล้วว่า วันนี้ ตะคริว ไม่มาแน่ การวิ่งยาวเมื่อเดือนธันวาคม ส่งผลให้เกิดความแข็งแรงในวันนี้ บวกกับทัศนคติในด้านบวก และการประมาณตน ทำให้เริ่มคำนวณระยะทางและเวลาที่เหลือทันที โดยเป้าหมายที่แวบเข้ามาอยู่ที่การทำ New PB มาราธอนครั้งนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้ Record ว่าวิ่งมาราธอนที่นี่ เวลาดีขึ้นทุกปี ระยะทาง 37 กม กับ เวลา 3:49:00 นาที เป็นเวลาที่เมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นเวลาที่แย่กว่ามากมาย 37 กม กับเวลา 3:37:00 นาที ซึ่งจริงๆแล้วปีที่แล้วเวลาควรน้อยกว่านี้อีก ถ้าไม่เบาเครื่องตรง กม ที่ 35 เพื่อยืดเมื่อเกิดอาการตึง ความต่างกันถึง 12 นาที
กลับมาที่ 5 กม ที่เหลือ กับ 30 นาที ถ้าเป็นครั้งก่อนในการวิ่งมาราธอน คงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในครั้งนี้ แรงยังเหลืออีกเยอะ จึงวิ่งคุมจังหวะที่ 5.50 ไป จน ถึง กมที่ 41 จึงเริ่มเร่งสปีดขึ้น เป้าหมายอยู่ที่สีเสื้อสีส้มดำ ซึ่งจำได้ว่าคือทีม สยามรันเนอร์ ทีมที่ซ้อมสนามเดียวกัน จึงเร่งๆ ๆ ไปจนทันเมื่อผ่าน กม ที่ 42 นิดๆ และสามารถแซงก่อนเข้าเส้นชัยได้อีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นพี่บุ้ม น้องสาวพี่ฉิม นี่ตรู ชนะผู้หญิงอีกแล้วหรือนี่ ก่อนเข้าเส้นจริงๆ เห็นหนุ่ยกับพี่น้อง นั่งถ่ายรูปรออยู่ เลยโยนขวดน้ำที่ถือวิ่งไปให้หนุ่ยเก็บไว้ เพราะอยากมีรูปที่ไม่มีขวดโฆษณาให้เค้าบ้างในงานนี้
4.21.16 คือเวลาจากนาฬิกาตัวเองที่จับได้ กับระยะ 42.60 กม. เป็นมาราธอนที่ดี อีกมาราธอนหนึ่ง ทั้งในแง่ความรู้สึก และ เวลาที่ออกมา ถึงแม้ว่าจะวิ่งสู้เพื่อนๆ อีกหลายคนไม่ได้ แต่เราสามารถทำ My Best Time ของตัวเองได้ก็ดีแล้ว
สิ่งที่ผิดพลาดในครั้งนี้ คือ เรื่องของนาฬิกา GPS เพราะหลังจากจะนำไปโหลดเข้า Garmin Connect ปรากฏว่าโหลดไม่ได้ มี workout error อยู่ ดีที่ว่าทุกการวิ่งมาราธอน เราไม่เคยประมาท เพราะใช้มือถือเปิด Endomondo เพื่อ Record ควบคุ่ ไปด้วยกันเสมอ แต่ติดที่ว่าระยะจากโทรศัพท์มัน 42.80 จึงต้องแก้ไขให้ตรง เพราะข้าพเจ้าเชื่อถือนาฬิกามากกว่า
เมื่อเข้าสู่เส้นชัย และรับเหรียญที่ระลึก ทองอร่าม มิได้เป็นพระ เฉกเช่นปีก่อน ก็เข้าไปสู่บริเวณโซน นักวิ่งมาราธอนที่แยกไว้ต่างหาก รับกล้วยไม้มาคล้องคอและเสื้อผู้พิชิตเรียบร้อย จะเข้าไปหาของกิน ปรากฏว่า "หมด" เวรกรรม แล้วจะแยกซุ้มไว้ทำไมหนอ ยังดีที่ได้น้ำมะพร้าว กับ น้ำส้ม และถ้วยเขียวหนึ่งถ้วยมาดับกระหาย
เพื่อนที่วิ่งมาราธอน ถามผมว่า หมูหันย่าง ยังมีอยู่ไม๊ ผมหันไปมอง แล้ว ตอบว่า มันมีด้วยเหรอ ก่อนที่จะต้องก้มหน้า แบกท้อง ออกไป เผื่อรอสมาชิก ที่กำลังจะเข้ามาก่อนที่จะต้องไปหาอะไรบริโภค เพื่อเติมสารอาหารให้แก่ร่างกายให้ได้ก่อน 2 ชม. ให้ได้
ว่าจะให้อภัยและลืมๆ ไป อยู่แล้วเชียว งานนี้ ดันตายทั้งตอนเย็นวันเสาร์ ตอนวิ่ง และตอนวิ่งเสร็จ จนได้ จอมบึง 56
ระยะจริง 42.60
ไช้ ใช้เวลา 4:21:16
บอย ใช้เวลา 4:4X:XX
ไช้ 17 บอย 25 ใกล้เข้ามาอีกนิด ถึงแม้เพื่อนจะป่วย ผมก็นับนะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาราธอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาราธอน แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Race 107 ระยอง ฮิ สั้น
Race 107 คลาสิค ระยองมาราธอน
จากแผนการและโปรแกรมที่วางไว้ สำหรับมาราธอนนี้ ล้มเหลวไม่เป็นท่า การซ้อมยาวไม่เคยถึง 30 โล แม้สักครั้ง จากเป้าหมายมาราธอน ต้องมองลงต่ำลงมาเหลือที่ ครึ่งมาราธอน สภาพขาจากอาการรองช้ำ ตั้งแต่ใส่รองเท้าบำบัดเหมือนจะดีขึ้น และแม้จะใกล้วันเข้ามา ก็ยังไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้
เช้าวันเสาร์ออกเดินทางตั้งแต่ 7.30 น เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ
แวะชิม อาหาร ณ ร้าน อร่อยริมทาง อาหารสไตล์มุสลิม
แวะชม เรื่อรบหลวงจักรีนฤเบศก์
แวะไหว้ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ แสมสาร
แวะทานอาหารที่ หน้าพิพิธภัณฑ์พันธ์สัตว์น้ำระยอง
เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน ตัวเองยังไม่ได้ทันตัดสินใจอะไร กลับมุ่งหน้าไปรับเบอร์ที่ได้รับฟรี ที่สมัครไว้ล่วงหน้าตั้งแต่งาน ชมภาพยนตร์ รัก 7 ปี ดี 7 หน ซะงั้น เลยกลายเป็นว่าตัดสินใจลงมาราธอน ณ ตอนนั้นเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะการลงมาราธอน จะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี มิเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ไม่พร้อมจะสะท้อนออกมาเมื่อลงสนามจริง
มาราธอนนี้ เป็นมาราธอนครั้งที่ 5 หลังจากที่เคยวิ่งที่จอมบึงปี 54 และ 55 สงกรานต์มาราธอนปี 54 กรุงเทพฯมาราธอน ปี54 วิ่งปี 55 ถือว่าเป็นมาราธอนที่ซ้อมน้อยที่สุด เพราะ 4 ครั้งแรก มีการเตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างหนัก ซึ่งผลที่ได้ออกมากลับกลายเป็นอย่างนี้
ครั้งแรกที่จอมบึงปี 54 เป็นมาราธอนแรก ตั้งใจวิ่งสลับเดิม พอวิ่งจริง 10 โลสุดท้ายคิดว่าแรงเหลือ ใส่ไป ตะคริวขึ้นเลยจบไม่สวย จบงาน เดินขึ้นบันไดไม่ได้ไปหลายวัน
ครั้งที่ 2 สงกรานต์มาราธอนปี 54 เป็นมาราธอนที่สองที่สามารถวิ่งติดต่อกันได้ 30 กม ที่เหลือเดินสลับคลานอีก 12 กม. เพราะตะคริวมาอีกแล้ว ประมาณ 5 รอบสวนลุม วิ่งจบ สลบไปหลายวัน ขึ้นบันได้ไม่ได้เช่นเคย
ครั้งที่ 3 จอมบึงปี 55 เป็นมาราธอนที่ซ้อมหนักที่สุด ทั้งซ้อมยาว ทั้งซ้อมเร็ว แต่โดนน้ำท่วมสะกัดไม่ต่อเนื่อง สามารถวิ่งได้ถึง 37 กม ในอัตราความเร็วต่ำกว่า 6 นาที 5 กม ที่เหลือ เดิน บวก คลาน เพราะตะคริวก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ วิ่งจบ ระบมไปทั้งตัว ขึ้นบันไดไม่ได้อีกครั้ง
ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯมาราธอน ปี 54 เป็นมาราธอนที่เดิมทีตั้งความหวังไว้ แต่การเลื่อนมา ทำให้แค่มาวิ่งเฉยๆ เพราะหลังจากจอมบึงไม่ได้ซ้อมยาวเลย เป็นมาราธอนที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว จึงวิ่งได้ 20 กม และ 22 กม ที่เหลือ วางแผนใหม่ เป็นการวิ่งสลับเดิน เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่เอาเวลามาเป็นตัวแปร วิ่งจบ ตะคริวไม่ถามหา แต่เวลาไม่ได้เรื่อง ระบมไปทั้งตัว อีกเช่นเคย คิดว่าพักจากงานมาราธอนก่อนไม่พอเลยทำให้เป็นแบบนี้
พอมาถึงครั้งนี้ เมื่อนำประวัติการวิ่งมาพิจารณาทำให้รู้ว่า การวิ่งมาราธอน ที่ไม่ใช่การแข่งขัน ต้องเป็นมาราธอนที่ประมาณตน จึงตั้งใจว่าในวันนี้จะวิ่งไม่ให้เร็วกว่า 6.30 โดยจะประคองวิ่งที่จังหวะ 7 นาที ต่อ กม. วิ่งไม่ให้รู้สึกเหนื่อย นี่คือแผนการก่อนการวิ่งครั้งนี้
เมื่อเดินทางมาถึงงานก็เหลือเวลาอีกเพียง 5-10 นาที จะปล่อยตัว จึงต้องรีบวิ่งเบาๆ ให้ตัวพออุ่นเข้าไปในงานและหาโอกาสยืดเหยียดเท่าที่มีโอกาส วันนี้ได้เจอพี่เยาว์ พี่ที่มาซ้อมด้วยกันที่สถาวรรันนิ่งด้วย พี่เค้าบอกว่าให้รอรอกันด้วย ผมคิดในใจว่าผมจะรอดหรือป่าวยังไม่รู้เลย อิอิ
ตี สี่ ตรง การปล่อยตัวก็เกิดขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ นักวิ่งต่างๆ เริ่มทยอยวิ่งกันออกไป แต่ข้าพเจ้าลืมไปว่า GPS ยังไม่ได้เปิด ซึ่งเสียเวลา อยู่เกือบ 10 วิ กับการเปิดและรอวิ่งออกไป ถือว่ายังดีที่ตอนวอร์มมีการเปิดสัญญาณไว้ มิเช่นนั้นคงใช้เวลาในการหาสัญญาณอีกนานแน่ๆ
เส้นทางออกจากตัวพิพิธภัณฑ์ มุ่งหน้าสู่หาดสวนสน ในเวลาตี 4 ช่วง 4 กม แรกนี่ก็ยังดีอยู่ เพราะเป็นการวิ่งผ่านชุมชน ผ่านตลาด และท่าเรือข้ามฟาก แต่เมื่อเข้าสู่อาณาเขตของหาดสวนสน ที่มีแนวสน ตั้งตระหง่านเป็นแนว อยู่ตลอดชายฝั่ง นั้น กลับเต็มไปด้วยความมืดมิด ความเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามา จังหวะการวิ่งของนักวิ่ง ส่งเสียงดังขึ้นสลับกับเสียงซัดจากเกลียวคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า
ภายใต้ความมืดมิดก็ยังมีแสงสว่าง ซึ่งได้มาจากทีมงานจักรยานและรถยนต์ที่ช่วยกำกับเส้นทาง ทำให้พอมีแสงไฟสำหรับการวิ่งในเส้นทางนี้ วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ กลุ่มแนวหน้ากลับตัวมาแล้วจากจุดกลับที่ กม 7 ในขณะที่เรายังอยู่ กม ที่4 นักวิ่งท่านแล้วท่านเล่า ทยอยแซงข้าพเจ้าไป และก็สวนทางลงมา ซึ่งรวมถึง เพื่อนคู่หูของข้าพเจ้าด้วย ในขณะที่เข้าเจ้าอยู่ที่เกือบถึง กม ที 6 เพื่อนข้าพเจ้าก็สวนกลับมา โดยวิ่งมากลับกลุ่มนักวิ่งจาก ชมรมบางขุนเทียน อยู่หลายคน ซึ่งอาจจะเป็นการวิ่งที่เพื่อนถนัดกับการวิ่งพร้อมคนอื่น ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถทำได้เลย เพราะวิ่งพร้อมคนอื่นที่ไร บรรลัยทุกที เพราะจังหวะเสียไปหมด
ในวันนี้ จากอากาศที่เย็นสบาย พร้อมลมโชยจากชายทะเล ทำให้การควบคุมจังหวะ ไม่ให้เหนื่อยสามารถทำได้ง่ายกว่าปกติ การวิ่งโดยดูต้นทุนของตัวเอง ไม่บ้าบิ่น ทำให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ยิ่งก้าว ยิ่งมั่นใจว่าวันนี้ จบสวยแน่ๆ หลังจากได้กลับตัวเหมือนคนอื่น และกลับมาเข้าสู่เส้นทางที่มีแสงสว่างดังเดิม เริ่มเห็นหน้านักวิ่งที่ผ่านมาและแซงไป (แซงไปเหอะ วันนี้ยอมให้)
เป็นการวิ่งย้อนเส้นทางเดิม แต่ด้วยเวลาที่แตกต่าง ก็ได้มองเห็นอะไรที่แตกต่างกัน ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งขาไป เป็นช่วงเวลาตี 4 กว่า ๆ ร้านค้าต่างๆ เพิ่งจะทยอยเตรียมตัวขายของ แต่เมื่อวิ่งกลับมา ก็เจอชาวบ้านมานั่งจิบกาแฟ สนทนากันอย่างคับขั่ง ในตลาดมีของขายส่งกลิ่นหอมยั่วยวนในขณะวิ่งอย่างมาก บางบ้าน ก็เพิ่มเปิดบ้าน บางบ้าน ก็มีเด็กนักเรียนเตรียมตัวใส่เสื้อผ้างานวิ่ง เตรียมขึ้นสองล้อเครื่อง ไปวิ่งที่งาน มีพระมาบิณฑบาต เป็นระยะ นับเป็นวิธีพุทธที่น่าสนใจและค้นหาอย่างยิ่ง
เมื่อวิ่งมาถึงจุดแยกที่ กม ที่ 14 ตามหลักฐาน ทางข้อมูลและโทรศัพท์ ที่วันนี้เปิด app Endomondo ควบคู่กับนาฬิกาการ์มิน เพราะเกรงปัญหาจากแบตเตอร์รี่นาฬิกาจะมาบ่อนทำลายสถิติการวิ่งยาวในวันนี้
ซึ่งระยะที่แสดงออกมาคือ 14 กม ซึ่งต่างจากหลักฐานที่ปักอยู่บริเวณถนน คือ กม ที่ 15
ใจคิดทันที มันจะไปปรับการเพี้ยนตรงไหน หรือว่า ระยะวันนี้จะไม่เต็ม แล้วถ้าไม่เต็มจริงจะเอาไงดี ใช้อุปกรณ์ตัวไหน จับระยะจริง และจะใช้อุปกรณ์ตัวไหนวิ่งต่อไปเพื่อให้ครบ 42.195 ทุกสิ่งพร่างพรูเข้ามาในหัวสมองอย่างฉับพลัน
หลังจากที่วิ่งเข้าเนินมาและเข้าสู่หาดแม่รำพึง นักวิ่งระยะฮาล์พทยอยกลับตัวมาแล้ว รวมถึงระยะมาราธอนด้วย (จะวิ่งเร็วไปไหนเนี้ย)
18 กม ผ่านไป ยังไม่มีทีท่าว่าเหนื่อย วันนี้ไม่มีหยุดเดิน มีเพียงแต่ชะลอเข้าไปรับน้ำ ผลไม้เท่านั้น พยายามประคองจังหวะนี้ ไปเรื่อยๆ แต่ทว่า หลัง กม ที่ 20 แดดเริ่มส่องแสง ดีที่ว่า ยังเป็นการหันหลังให้แดดอยู่ จึงยังไม่ได้รับรังสียูวีโดยตรง ซึ่งยังคิดในใจเลยว่าวันนี้ตัดสินใจได้ถูกต้องที่นำเสื้อแขนสั้นมาใส่วิ่ง แทนที่จะใส่เสื้อชมรม ไม่งั้นการเสียเหงื่อคงมากกว่านี้แน่นอน
เมื่อเกือบถึงจุดกลับตัว ตามระยะจริงที่ กม ที่27 ก็ได้เจอพี่ดาบจ้ำ ตะโกน บอก บอยอยู่ข้างหลัง และก็ได้เจอบอย เมื่อเราอยู่ที่ กม ที่ 26 กว่าๆ แต่บอยกลับตัวมาแล้ว ระยะห่างประมาณ 1 กม ซึ่งสามารถย่อระยะจากจุดกลัวตัวแรกมาได้ 1 กม แสดงว่าบอยเริ่มวิ่งตกลงอีกแล้ว แต่ใจยังห้ามตัวเองไว้ว่าวันนี้ลงมาราธอน ห้ามเร่ง ห้ามเหนื่อย ถ้าจะแซงได้ ก็แซงได้เองจึง ตัดอารมณ์การแข่งขันส่วนตัวออกไป
หลังจากได้กลับตัว ที่ป้าย กม ที่ 28 (ระยะจริง 27 กม) วิ่งพ้นโค้งมาสักพัก ก็มาตามนัด ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ตะคริว แต่เป็นแสงแดดที่ เริ่มเปล่งประกาย ความร้อนแรง เข้ากระทบกับโสตประสาท โดยผ่านช่องทางสายตา อย่างเป็นระยะ
จึงต้องหาหนทางแก้ไข โดยการวิ่งข้ามไปอีกฝั่งถนนนึ่ง ที่ยังมีร่มเงาต้นไม้ช่วยได้บ้าง ระหว่างประคองจังหวะวิ่ง ก็แวะ ทานมะละกอบ้าง เกลือแร่บ้าง และที่ลืมไม่ได้ช็อคโกแลตประจำกาย
วันนี้ได้เตรียมช็อคโกแลต ขนานใหญ่เอาไว้เพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งเริ่มทยอยหย่อนใส่ท้องทุก 5 กม ตั้งแต่ วิ่งครบ 10 กม. การเติมน้ำตาลจากช็อคโกแลต อาจทำให้มีพลังงานการวิ่งในวันนี้ อย่างไม่ตกหล่น การเติมก่อนที่จะรู้สึกโหย ทำให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่

มีคนถามว่าทำไมต้องกินช็อคโกแลต ทำไมไม่ไปซื้อพวกเพาวเวอร์เจล หรือบาร์ กิน ซึ่งข้าพเจ้าเป็นคนประหลาดที่เห็นว่า สิ่งเหล่านั้น ทำให้เราไม่ได้ใช้กำลังตัวเองในการวิ่ง ถึงแม้จะกินแล้วจะวิ่งดีขึ้น อึดขึ้น แต่เข้าพเจ้าก็ยังปฏิเสธมันมาตลอด
35 กม ผ่านไป ไม่มีอาการเหนื่อย ไม่มีความรู้สึกว่าตะคริวจะกิน บางครั้งอยากจะเร่ง แต่ก็ต้องคอยห้ามใจตัวเองอยู่ตลอด เพราะคำว่าประสบการณ์คำเดียว ช่วงที่แดดแรงที่สุดของวันนี้ก็น่าจะเป็นช่วงขึ้นเนินก่อนกลับเข้าสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ เนินสั้นๆ ระยะประมาณ 600 เมตร ถ้าเทียบกับเนินอื่นๆ คงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่สำหรับระยะมาราธอน เนินเพียงน้อยนิดก็อาจสร้างปัญหาได้
ครั้งนี้เป็นครั้งที่แตกต่างจากครั้งอื่่น เนินลูกนี้ไม่สามารถทำลายจังหวะการวิ่งในวันนี้ได้ ยังสามารถวิ่งด้วยจังหวะเดิมได้อยู่ แม้จะต้องตากแดดที่ร้อนกว่าจุดอื่นๆ และคิดอยู่กับระยะ 2 กม ว่าสามารถเร่งได้หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายก็ยังคิดว่ายังเสี่ยงอยู่ จึงไม่เร่ง และคิดจะเร่งแค่ 1 กม สุดท้ายเท่านั้น เพราะคิดว่าวันนี้ยังไงก็คงไล่บอยไม่ทันแล้ว เพราะถ้าบอยหมด คงจะต้องเจอแล้ว แต่วันนี้ไม่เห็นวี่แววว่าจะหล่นเลยสักนิด
จากเส้นทางใหม่สู่เส้นทางเดิม ที่บรรยากาศเปลี่ยนไป ณ สามแยก มีขบวนผีตาโขน ซึ่งตอนนั้นหมดสภาพจากแสงแดด กับชุดที่ร้อน นอนหงายเงิบอยู่อย่างหมดสภาพ ช่างน่าประทับใจหรือสงสารดีนี่กับเหตุการณ์นี้
ผ่านจุดนี้ได้ประมาณ 200 เมตร ก็พบกับกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาชับกล่อมดนตรีพร้อมเสียงเพลง กับ หางเครื่องเต็มวง กันอย่างสนุกสนาน ร้องไป เชียร์ไป ทำให้แรงมาจากไหนก็ไม่ทราบ เห็นว่า 200 เมตร เลยลองวิ่งแบบเด้งๆ ดู ตะคริวก็ยังไม่มา ดูนาฬิกาตอนแรกว่าจะอู้ให้เข้าเวลา 4.44.44 ซะหน่อย แต่สุดท้ายคนเยอะชะลอไม่ได้ ก็เลยจบมาราธอนนี้ที่ 4.44.02 กับระยะ 41.17 กม
พร้อมกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง
ไช้ 14 บอย 25
บอย ใช้เวลา 4.43.20
จากแผนการและโปรแกรมที่วางไว้ สำหรับมาราธอนนี้ ล้มเหลวไม่เป็นท่า การซ้อมยาวไม่เคยถึง 30 โล แม้สักครั้ง จากเป้าหมายมาราธอน ต้องมองลงต่ำลงมาเหลือที่ ครึ่งมาราธอน สภาพขาจากอาการรองช้ำ ตั้งแต่ใส่รองเท้าบำบัดเหมือนจะดีขึ้น และแม้จะใกล้วันเข้ามา ก็ยังไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้
เช้าวันเสาร์ออกเดินทางตั้งแต่ 7.30 น เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ
แวะชิม อาหาร ณ ร้าน อร่อยริมทาง อาหารสไตล์มุสลิม
แวะชม เรื่อรบหลวงจักรีนฤเบศก์
แวะไหว้ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ แสมสาร
แวะทานอาหารที่ หน้าพิพิธภัณฑ์พันธ์สัตว์น้ำระยอง
เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน ตัวเองยังไม่ได้ทันตัดสินใจอะไร กลับมุ่งหน้าไปรับเบอร์ที่ได้รับฟรี ที่สมัครไว้ล่วงหน้าตั้งแต่งาน ชมภาพยนตร์ รัก 7 ปี ดี 7 หน ซะงั้น เลยกลายเป็นว่าตัดสินใจลงมาราธอน ณ ตอนนั้นเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะการลงมาราธอน จะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี มิเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ไม่พร้อมจะสะท้อนออกมาเมื่อลงสนามจริง
มาราธอนนี้ เป็นมาราธอนครั้งที่ 5 หลังจากที่เคยวิ่งที่จอมบึงปี 54 และ 55 สงกรานต์มาราธอนปี 54 กรุงเทพฯมาราธอน ปี54 วิ่งปี 55 ถือว่าเป็นมาราธอนที่ซ้อมน้อยที่สุด เพราะ 4 ครั้งแรก มีการเตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างหนัก ซึ่งผลที่ได้ออกมากลับกลายเป็นอย่างนี้
ครั้งแรกที่จอมบึงปี 54 เป็นมาราธอนแรก ตั้งใจวิ่งสลับเดิม พอวิ่งจริง 10 โลสุดท้ายคิดว่าแรงเหลือ ใส่ไป ตะคริวขึ้นเลยจบไม่สวย จบงาน เดินขึ้นบันไดไม่ได้ไปหลายวัน
ครั้งที่ 2 สงกรานต์มาราธอนปี 54 เป็นมาราธอนที่สองที่สามารถวิ่งติดต่อกันได้ 30 กม ที่เหลือเดินสลับคลานอีก 12 กม. เพราะตะคริวมาอีกแล้ว ประมาณ 5 รอบสวนลุม วิ่งจบ สลบไปหลายวัน ขึ้นบันได้ไม่ได้เช่นเคย
ครั้งที่ 3 จอมบึงปี 55 เป็นมาราธอนที่ซ้อมหนักที่สุด ทั้งซ้อมยาว ทั้งซ้อมเร็ว แต่โดนน้ำท่วมสะกัดไม่ต่อเนื่อง สามารถวิ่งได้ถึง 37 กม ในอัตราความเร็วต่ำกว่า 6 นาที 5 กม ที่เหลือ เดิน บวก คลาน เพราะตะคริวก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ วิ่งจบ ระบมไปทั้งตัว ขึ้นบันไดไม่ได้อีกครั้ง
ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯมาราธอน ปี 54 เป็นมาราธอนที่เดิมทีตั้งความหวังไว้ แต่การเลื่อนมา ทำให้แค่มาวิ่งเฉยๆ เพราะหลังจากจอมบึงไม่ได้ซ้อมยาวเลย เป็นมาราธอนที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว จึงวิ่งได้ 20 กม และ 22 กม ที่เหลือ วางแผนใหม่ เป็นการวิ่งสลับเดิน เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่เอาเวลามาเป็นตัวแปร วิ่งจบ ตะคริวไม่ถามหา แต่เวลาไม่ได้เรื่อง ระบมไปทั้งตัว อีกเช่นเคย คิดว่าพักจากงานมาราธอนก่อนไม่พอเลยทำให้เป็นแบบนี้
พอมาถึงครั้งนี้ เมื่อนำประวัติการวิ่งมาพิจารณาทำให้รู้ว่า การวิ่งมาราธอน ที่ไม่ใช่การแข่งขัน ต้องเป็นมาราธอนที่ประมาณตน จึงตั้งใจว่าในวันนี้จะวิ่งไม่ให้เร็วกว่า 6.30 โดยจะประคองวิ่งที่จังหวะ 7 นาที ต่อ กม. วิ่งไม่ให้รู้สึกเหนื่อย นี่คือแผนการก่อนการวิ่งครั้งนี้
เมื่อเดินทางมาถึงงานก็เหลือเวลาอีกเพียง 5-10 นาที จะปล่อยตัว จึงต้องรีบวิ่งเบาๆ ให้ตัวพออุ่นเข้าไปในงานและหาโอกาสยืดเหยียดเท่าที่มีโอกาส วันนี้ได้เจอพี่เยาว์ พี่ที่มาซ้อมด้วยกันที่สถาวรรันนิ่งด้วย พี่เค้าบอกว่าให้รอรอกันด้วย ผมคิดในใจว่าผมจะรอดหรือป่าวยังไม่รู้เลย อิอิ
ตี สี่ ตรง การปล่อยตัวก็เกิดขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ นักวิ่งต่างๆ เริ่มทยอยวิ่งกันออกไป แต่ข้าพเจ้าลืมไปว่า GPS ยังไม่ได้เปิด ซึ่งเสียเวลา อยู่เกือบ 10 วิ กับการเปิดและรอวิ่งออกไป ถือว่ายังดีที่ตอนวอร์มมีการเปิดสัญญาณไว้ มิเช่นนั้นคงใช้เวลาในการหาสัญญาณอีกนานแน่ๆ
เส้นทางออกจากตัวพิพิธภัณฑ์ มุ่งหน้าสู่หาดสวนสน ในเวลาตี 4 ช่วง 4 กม แรกนี่ก็ยังดีอยู่ เพราะเป็นการวิ่งผ่านชุมชน ผ่านตลาด และท่าเรือข้ามฟาก แต่เมื่อเข้าสู่อาณาเขตของหาดสวนสน ที่มีแนวสน ตั้งตระหง่านเป็นแนว อยู่ตลอดชายฝั่ง นั้น กลับเต็มไปด้วยความมืดมิด ความเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามา จังหวะการวิ่งของนักวิ่ง ส่งเสียงดังขึ้นสลับกับเสียงซัดจากเกลียวคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า
ภายใต้ความมืดมิดก็ยังมีแสงสว่าง ซึ่งได้มาจากทีมงานจักรยานและรถยนต์ที่ช่วยกำกับเส้นทาง ทำให้พอมีแสงไฟสำหรับการวิ่งในเส้นทางนี้ วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ กลุ่มแนวหน้ากลับตัวมาแล้วจากจุดกลับที่ กม 7 ในขณะที่เรายังอยู่ กม ที่4 นักวิ่งท่านแล้วท่านเล่า ทยอยแซงข้าพเจ้าไป และก็สวนทางลงมา ซึ่งรวมถึง เพื่อนคู่หูของข้าพเจ้าด้วย ในขณะที่เข้าเจ้าอยู่ที่เกือบถึง กม ที 6 เพื่อนข้าพเจ้าก็สวนกลับมา โดยวิ่งมากลับกลุ่มนักวิ่งจาก ชมรมบางขุนเทียน อยู่หลายคน ซึ่งอาจจะเป็นการวิ่งที่เพื่อนถนัดกับการวิ่งพร้อมคนอื่น ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถทำได้เลย เพราะวิ่งพร้อมคนอื่นที่ไร บรรลัยทุกที เพราะจังหวะเสียไปหมด
ในวันนี้ จากอากาศที่เย็นสบาย พร้อมลมโชยจากชายทะเล ทำให้การควบคุมจังหวะ ไม่ให้เหนื่อยสามารถทำได้ง่ายกว่าปกติ การวิ่งโดยดูต้นทุนของตัวเอง ไม่บ้าบิ่น ทำให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ยิ่งก้าว ยิ่งมั่นใจว่าวันนี้ จบสวยแน่ๆ หลังจากได้กลับตัวเหมือนคนอื่น และกลับมาเข้าสู่เส้นทางที่มีแสงสว่างดังเดิม เริ่มเห็นหน้านักวิ่งที่ผ่านมาและแซงไป (แซงไปเหอะ วันนี้ยอมให้)
เป็นการวิ่งย้อนเส้นทางเดิม แต่ด้วยเวลาที่แตกต่าง ก็ได้มองเห็นอะไรที่แตกต่างกัน ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งขาไป เป็นช่วงเวลาตี 4 กว่า ๆ ร้านค้าต่างๆ เพิ่งจะทยอยเตรียมตัวขายของ แต่เมื่อวิ่งกลับมา ก็เจอชาวบ้านมานั่งจิบกาแฟ สนทนากันอย่างคับขั่ง ในตลาดมีของขายส่งกลิ่นหอมยั่วยวนในขณะวิ่งอย่างมาก บางบ้าน ก็เพิ่มเปิดบ้าน บางบ้าน ก็มีเด็กนักเรียนเตรียมตัวใส่เสื้อผ้างานวิ่ง เตรียมขึ้นสองล้อเครื่อง ไปวิ่งที่งาน มีพระมาบิณฑบาต เป็นระยะ นับเป็นวิธีพุทธที่น่าสนใจและค้นหาอย่างยิ่ง
เมื่อวิ่งมาถึงจุดแยกที่ กม ที่ 14 ตามหลักฐาน ทางข้อมูลและโทรศัพท์ ที่วันนี้เปิด app Endomondo ควบคู่กับนาฬิกาการ์มิน เพราะเกรงปัญหาจากแบตเตอร์รี่นาฬิกาจะมาบ่อนทำลายสถิติการวิ่งยาวในวันนี้
ซึ่งระยะที่แสดงออกมาคือ 14 กม ซึ่งต่างจากหลักฐานที่ปักอยู่บริเวณถนน คือ กม ที่ 15
ใจคิดทันที มันจะไปปรับการเพี้ยนตรงไหน หรือว่า ระยะวันนี้จะไม่เต็ม แล้วถ้าไม่เต็มจริงจะเอาไงดี ใช้อุปกรณ์ตัวไหน จับระยะจริง และจะใช้อุปกรณ์ตัวไหนวิ่งต่อไปเพื่อให้ครบ 42.195 ทุกสิ่งพร่างพรูเข้ามาในหัวสมองอย่างฉับพลัน
หลังจากที่วิ่งเข้าเนินมาและเข้าสู่หาดแม่รำพึง นักวิ่งระยะฮาล์พทยอยกลับตัวมาแล้ว รวมถึงระยะมาราธอนด้วย (จะวิ่งเร็วไปไหนเนี้ย)
18 กม ผ่านไป ยังไม่มีทีท่าว่าเหนื่อย วันนี้ไม่มีหยุดเดิน มีเพียงแต่ชะลอเข้าไปรับน้ำ ผลไม้เท่านั้น พยายามประคองจังหวะนี้ ไปเรื่อยๆ แต่ทว่า หลัง กม ที่ 20 แดดเริ่มส่องแสง ดีที่ว่า ยังเป็นการหันหลังให้แดดอยู่ จึงยังไม่ได้รับรังสียูวีโดยตรง ซึ่งยังคิดในใจเลยว่าวันนี้ตัดสินใจได้ถูกต้องที่นำเสื้อแขนสั้นมาใส่วิ่ง แทนที่จะใส่เสื้อชมรม ไม่งั้นการเสียเหงื่อคงมากกว่านี้แน่นอน
เมื่อเกือบถึงจุดกลับตัว ตามระยะจริงที่ กม ที่27 ก็ได้เจอพี่ดาบจ้ำ ตะโกน บอก บอยอยู่ข้างหลัง และก็ได้เจอบอย เมื่อเราอยู่ที่ กม ที่ 26 กว่าๆ แต่บอยกลับตัวมาแล้ว ระยะห่างประมาณ 1 กม ซึ่งสามารถย่อระยะจากจุดกลัวตัวแรกมาได้ 1 กม แสดงว่าบอยเริ่มวิ่งตกลงอีกแล้ว แต่ใจยังห้ามตัวเองไว้ว่าวันนี้ลงมาราธอน ห้ามเร่ง ห้ามเหนื่อย ถ้าจะแซงได้ ก็แซงได้เองจึง ตัดอารมณ์การแข่งขันส่วนตัวออกไป
หลังจากได้กลับตัว ที่ป้าย กม ที่ 28 (ระยะจริง 27 กม) วิ่งพ้นโค้งมาสักพัก ก็มาตามนัด ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ตะคริว แต่เป็นแสงแดดที่ เริ่มเปล่งประกาย ความร้อนแรง เข้ากระทบกับโสตประสาท โดยผ่านช่องทางสายตา อย่างเป็นระยะ
จึงต้องหาหนทางแก้ไข โดยการวิ่งข้ามไปอีกฝั่งถนนนึ่ง ที่ยังมีร่มเงาต้นไม้ช่วยได้บ้าง ระหว่างประคองจังหวะวิ่ง ก็แวะ ทานมะละกอบ้าง เกลือแร่บ้าง และที่ลืมไม่ได้ช็อคโกแลตประจำกาย
วันนี้ได้เตรียมช็อคโกแลต ขนานใหญ่เอาไว้เพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งเริ่มทยอยหย่อนใส่ท้องทุก 5 กม ตั้งแต่ วิ่งครบ 10 กม. การเติมน้ำตาลจากช็อคโกแลต อาจทำให้มีพลังงานการวิ่งในวันนี้ อย่างไม่ตกหล่น การเติมก่อนที่จะรู้สึกโหย ทำให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่

มีคนถามว่าทำไมต้องกินช็อคโกแลต ทำไมไม่ไปซื้อพวกเพาวเวอร์เจล หรือบาร์ กิน ซึ่งข้าพเจ้าเป็นคนประหลาดที่เห็นว่า สิ่งเหล่านั้น ทำให้เราไม่ได้ใช้กำลังตัวเองในการวิ่ง ถึงแม้จะกินแล้วจะวิ่งดีขึ้น อึดขึ้น แต่เข้าพเจ้าก็ยังปฏิเสธมันมาตลอด
35 กม ผ่านไป ไม่มีอาการเหนื่อย ไม่มีความรู้สึกว่าตะคริวจะกิน บางครั้งอยากจะเร่ง แต่ก็ต้องคอยห้ามใจตัวเองอยู่ตลอด เพราะคำว่าประสบการณ์คำเดียว ช่วงที่แดดแรงที่สุดของวันนี้ก็น่าจะเป็นช่วงขึ้นเนินก่อนกลับเข้าสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ เนินสั้นๆ ระยะประมาณ 600 เมตร ถ้าเทียบกับเนินอื่นๆ คงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่สำหรับระยะมาราธอน เนินเพียงน้อยนิดก็อาจสร้างปัญหาได้
ครั้งนี้เป็นครั้งที่แตกต่างจากครั้งอื่่น เนินลูกนี้ไม่สามารถทำลายจังหวะการวิ่งในวันนี้ได้ ยังสามารถวิ่งด้วยจังหวะเดิมได้อยู่ แม้จะต้องตากแดดที่ร้อนกว่าจุดอื่นๆ และคิดอยู่กับระยะ 2 กม ว่าสามารถเร่งได้หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายก็ยังคิดว่ายังเสี่ยงอยู่ จึงไม่เร่ง และคิดจะเร่งแค่ 1 กม สุดท้ายเท่านั้น เพราะคิดว่าวันนี้ยังไงก็คงไล่บอยไม่ทันแล้ว เพราะถ้าบอยหมด คงจะต้องเจอแล้ว แต่วันนี้ไม่เห็นวี่แววว่าจะหล่นเลยสักนิด
จากเส้นทางใหม่สู่เส้นทางเดิม ที่บรรยากาศเปลี่ยนไป ณ สามแยก มีขบวนผีตาโขน ซึ่งตอนนั้นหมดสภาพจากแสงแดด กับชุดที่ร้อน นอนหงายเงิบอยู่อย่างหมดสภาพ ช่างน่าประทับใจหรือสงสารดีนี่กับเหตุการณ์นี้
ผ่านจุดนี้ได้ประมาณ 200 เมตร ก็พบกับกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาชับกล่อมดนตรีพร้อมเสียงเพลง กับ หางเครื่องเต็มวง กันอย่างสนุกสนาน ร้องไป เชียร์ไป ทำให้แรงมาจากไหนก็ไม่ทราบ เห็นว่า 200 เมตร เลยลองวิ่งแบบเด้งๆ ดู ตะคริวก็ยังไม่มา ดูนาฬิกาตอนแรกว่าจะอู้ให้เข้าเวลา 4.44.44 ซะหน่อย แต่สุดท้ายคนเยอะชะลอไม่ได้ ก็เลยจบมาราธอนนี้ที่ 4.44.02 กับระยะ 41.17 กม
พร้อมกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง
ไช้ 14 บอย 25
บอย ใช้เวลา 4.43.20
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Race 84 กรุงเทพ มาราธอน 2011
Race 84 กรุงเทพ มาราธอน 2011
เมื่อชีวิตดลบรรดาลให้มาเป็นนักวิ่ง มีภูมิลำเนาบ้านเกิด อยู่ที่ กรุงเทพฯ งานวิ่งที่ผู้จัดบอกเป็นงานวิ่งนานาชาติแบบนี้ ข้าพเจ้าก็อยากมีส่วนเข้าไปสัมผัส สักครั้งในชีวิต ให้เป็นหนึ่งในความทรงจำ
ถึงแม้ว่าจะได้รับการคัดค้าน จากหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย เรื่องของการต่อต้านการจัดงานที่มีราคาค่าสมัครแพงเกินไป แต่หาได้หยุดยั้งความตั้งใจของข้าพเจ้าได้ จากหลายๆ เหตุผล
วันนี้ มีงานอีกสนามที่จัดพร้อมกัน แต่ข้าพเจ้าตั้งปณิธานแล้วว่าจะไม่วิ่งระยะเกินกว่า 10 กม แล้่วที่สนามนั้น เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาได้ จากสภาพสนาม และสภาพภูมิประเทศ และ อากาศของงานนั้น
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลในการเปลี่ยนการตัดสินใจมาแข่งที่นี่
การวิ่งครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษ สำหรับผม แต่มีความพิเศษ สำหรับพี่ชายของผม เพราะว่านี่่จะเป็นมาราธอนแรกของพี่เค้า หลังจากซุ่มซ้อมมาหลายเดือน และทางสโมสร ได้มีการเตรียมทำเซอร์ไพรส์ให้กับพี่ย้ง วันนี้ พี่ย้ง ได้ pacer ฟ้าประทานมาวิ่งเช่นเคย ส่วนผมก็วิ่งกับ คู่ปรับ กับผม โดยทำการตกลงก่อนแข่งขันว่า วันนี้ไม่แข่ง ขอวิ่ง ให้จบระยะพอ
ซึ่งได้แจ้งบอยแล้วว่าวันนี้ขอวิ่ง ที่ pace 6 นาที ไปเรื่อยๆ ดูสิว่าจะทานได้ถึงครบระยะหรือป่าว จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วที่เร่งเกินไป ทำให้ ตอนหลังแป๊ก ตะคริวขึ้น ถ้าเราลดความเร็วลง อาจจะทำเวลาได้ดีขึ้นก็ได้
ซึ่งก่อนวิ่ง ก็ได้เข้าไปวิ่งวอร์มในสวนข้างๆ ซึ่งอากาศในวันนี้ ร้อนมาก ไม่มีลม เลย ในใจเลยคิดว่า ขนาดอากาศเย็นๆ ยังตะคริวขึ้น แล้วร้อนแบบนี้จะเหลือเหรอ
ตี สาม เป็นเวลาปล่อยตัวของกรุงเทพฯ มาราธอน เป็นเวลาปล่อยตัวที่เร็วที่สุด ตั้งแต่เริ่มวิ่งมา โดยไม่นับงานวิ่งเที่ยงคืนงานนั้น
เมื่อปล่อยตัว การวิ่งขึ้นสะพานปิ่นเกล้า ถือเป็นด่านทดสอบด่านแรกของนักวิ่งทั้งผู้ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน หรือ นักวิ่งหน้าใหม่ๆ ที่มาประเดิมสนามนี้เป็นสนามแรก การวิ่งที่ตกลงกันไว้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมจังหวะ ที่ 6 นาที ได้ดี เพราะเป็นการวิ่งที่ดูเวลาประคองไปตลอด พยายามเบรคคู่หูตลอดทางเมื่อเร็วเกินไป
การวิ่งบนทางยกระดับ นั้นมีข้อดี ข้อเสีย ปะปนกันไปขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ในส่วนตัว อากาศข้างบนนั้นดีกว่าข้างล่างมาก แต่การไม่เห็นทัศนีย์ภาพด้านล่าง มันก็ทำให้เบื่อ และวังเวง เหมือนกัน
เมื่อกลับตัวที่ กม ที่ 15 อาการแปลกๆ ที่ส้นเท้าขวาผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยังวิ่งได้ คงเป็นเพราะสารอะดิเนอลีน ที่พล่านอยู่ในร่างกาย ณ ขณะนั้น แต่เมื่อถึง กม ที่ 18 อาการก็หนักขึ้น จึงบอกบอยให้วิ่งไปเลย เพราะรู้สึกเจ็บฝ่าเท้า และส้นขึ้นมา ซึ่งก็เป็นจุดที่แยกย้ายกัน
พยายามลดสปีดลงเพื่อเช็คอาการ หยุดในจุดให้น้ำ เพื่อขอยานวดมาทา ครั้งนี้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำบ้าง เผื่อว่าจะได้ค้นพบสูตรอะไรใหม่ๆ มาพัฒนาตัวเอง
เลยกลายเป็นว่า หลังจาก กม ที่ 20 กลายเป็นว่าถ้าฝืนวิ่งคงไม่ได้ดีแน่ เพราะอาการเจ็บ จึงเปลี่ยนวิธีการวิ่งใหม่ เป็น เมื่อรับน้ำที่จุดให้น้ำ แล้ว เดินต่อ ไปอีกระยะ 500 เมตร แล้วค่อยวิ่งต่อไป 2 กม ทำแบบนี้สลับกันไปเหมือนการลงคอรท์
ซึ่งตอนนี้เราไม่สนใจเวลาแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
สำหรับเส้นทางที่ผ่านมา สังเกตุได้ว่าวันนี้ พี่ย้งและคุณชอง ทำได้ดีมาก ใช้เวลาเฉลี่ยในการวิ่ง ต่ำกว่า 5:45 และด้วยเห็นโปรแกรมของพี่ย้งที่ซ้อมมาตลอด ทำให้คิดว่า เผลอๆ วันนี้ ต่ำกว่า 4 ชม อาจเกิดขึ้นได้แน่นอน เลยทำให้เสียดายว่าถ้าพี่ย้ง ไปแข่งที่จอมบึง ที่อากาศดีกว่านี้ ทางเรียบกว่านี้ ผลลัพธ์จะต้องดีกว่านี้แน่นอน
สำหรับเส้นทาง บนทางยกระดับราชชนนี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าวิ่งสุดถนนตรงทางลงตลิ่งชัน จากการวิ่งทำให้รู้ว่า ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ทางราบอย่างที่เข้าใจกัน การวิ่งขึ้นเนิน ลงเนิน มีมาอยู่อย่างตลอด ถึงว่าทำไมรู้สึกว่ามันเหนื่อยกว่าจอมบึงมากนัก
กม ที่ 28 เป็นจุดที่ช่างภาพมารวมตัวกันที่สะพานพระราม 8 ซึ่งแน่นอนย่อมมีทีิมงานพี่ตุ้มอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน
แต่แปลกเป็นงานที่หารูปวิ่งตัวเองไม่ได้ เศร้าใจ
เมื่อสิ้นเส้นทาง บนสะพาน พระราม 8 ก็ถือว่าสิ้นสุดระยะ 30 กม แล้ว วันนี้ กับเวลา 3 ชัวโมง สี่สิบ
ทำให้คิดพี่ย้ง ว่าป่านนี้คงใกล้จะถึงจุดที่นัดหมายกับน้องม็อคไว้แล้วแน่เลย มาย้อนคิดอีกที ไม่น่ามาลงเต็มมาราธอนครั้งนี้เลย อดอยู่ในช่วงเวลาดีดีของพี่ย้งเลย เป็นความคิดที่พลาดจริงๆ
12 กม กับการวิ่งบนถนนด้านล่าง ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม เพราะเวลาที่เราวิ่งนี่คือเวลาของกลุ่มแนวกลางไปทางหลัง ทำให้ถนนบางเส้นเริ่มเปิิดการจราจร เริ่มมีการติดไฟแดง ของนักวิ่งแล้ว
กมที่ 38 ปีที่แล้วที่ทำเอานักวิ่งมินิ หลงทาง ปีนี้ ก็ยังเป็นอีกเช่นเดิมครับ เป็นจุดที่นักวิ่งกลุ่ม ฮาล์ฟและมาราธอนต้องเลี้ยวขวา เพื่อไปเข้าสู่เส้นทางถนนพระอาทิตย์
นักวิ่งมินิ ตอนนี้ที่ต้องเริ่มวิ่งบนฟุตบาทแล้ว ได้เลี้ยวขวาตาม นักวิ่งมาราธอนมาหลายคน ซึ่งหลายคนรู้ทัน และยังกลับตัว บางคนไม่รู้ ก็วิ่งเลยตามเลยไป ซึ่งหลานข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในการหลง ซึ่งได้รับระยะในการแถมเพิ่มไปอีก 2 กม โดยไม่รู้ตัว
เมื่อถึง กม ที่ 40 ข้าพเจ้าสามารถวิ่งมาทันคุณน้อง ที่มาวิ่งในระยะมินิ ข้าพเจ้าพยายามเร่งเพื่อหนีให้ได้ แต่การเร่งของข้าพเจ้า สุดความสามารถ ทำได้เพียง 7 กม ต่อนาทีเท่านั้น ซึ่งการเดินไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป จึงเริ่มเร่งและเข้าเส้นชัย ด้วยเวลา 4:50:10 ระยะทาง 42.42 กม
ครั้งแรกที่ไม่มีอาการตะคริวขึ้น การวิ่งสลับเดิน นั้นช่วยได้จริงๆ ซึ่งถือว่าได้ประสบการณ์ที่จะนำมาใช้วางแผนในการวิ่งมาราธอนปลายปีนี้อีกต่อไป
ซึ่งหลังจากเข้าเส้นชัย ก็หมดสภาพอยากนอนเป็นที่สุด เพราะความร้อนแรงของอากาศ
อ้อ ขอแสดงความยินดี กับพี่ย้ง กับมาราธอนแรก ที่ประสบความสำเร็จ กว่าที่ตั้งใจไว้
ไช้
12 กุมภาพันธ์ 2012
เมื่อชีวิตดลบรรดาลให้มาเป็นนักวิ่ง มีภูมิลำเนาบ้านเกิด อยู่ที่ กรุงเทพฯ งานวิ่งที่ผู้จัดบอกเป็นงานวิ่งนานาชาติแบบนี้ ข้าพเจ้าก็อยากมีส่วนเข้าไปสัมผัส สักครั้งในชีวิต ให้เป็นหนึ่งในความทรงจำ
ถึงแม้ว่าจะได้รับการคัดค้าน จากหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย เรื่องของการต่อต้านการจัดงานที่มีราคาค่าสมัครแพงเกินไป แต่หาได้หยุดยั้งความตั้งใจของข้าพเจ้าได้ จากหลายๆ เหตุผล
วันนี้ มีงานอีกสนามที่จัดพร้อมกัน แต่ข้าพเจ้าตั้งปณิธานแล้วว่าจะไม่วิ่งระยะเกินกว่า 10 กม แล้่วที่สนามนั้น เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาได้ จากสภาพสนาม และสภาพภูมิประเทศ และ อากาศของงานนั้น
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลในการเปลี่ยนการตัดสินใจมาแข่งที่นี่
การวิ่งครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษ สำหรับผม แต่มีความพิเศษ สำหรับพี่ชายของผม เพราะว่านี่่จะเป็นมาราธอนแรกของพี่เค้า หลังจากซุ่มซ้อมมาหลายเดือน และทางสโมสร ได้มีการเตรียมทำเซอร์ไพรส์ให้กับพี่ย้ง วันนี้ พี่ย้ง ได้ pacer ฟ้าประทานมาวิ่งเช่นเคย ส่วนผมก็วิ่งกับ คู่ปรับ กับผม โดยทำการตกลงก่อนแข่งขันว่า วันนี้ไม่แข่ง ขอวิ่ง ให้จบระยะพอ
ซึ่งได้แจ้งบอยแล้วว่าวันนี้ขอวิ่ง ที่ pace 6 นาที ไปเรื่อยๆ ดูสิว่าจะทานได้ถึงครบระยะหรือป่าว จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วที่เร่งเกินไป ทำให้ ตอนหลังแป๊ก ตะคริวขึ้น ถ้าเราลดความเร็วลง อาจจะทำเวลาได้ดีขึ้นก็ได้
ซึ่งก่อนวิ่ง ก็ได้เข้าไปวิ่งวอร์มในสวนข้างๆ ซึ่งอากาศในวันนี้ ร้อนมาก ไม่มีลม เลย ในใจเลยคิดว่า ขนาดอากาศเย็นๆ ยังตะคริวขึ้น แล้วร้อนแบบนี้จะเหลือเหรอ
ตี สาม เป็นเวลาปล่อยตัวของกรุงเทพฯ มาราธอน เป็นเวลาปล่อยตัวที่เร็วที่สุด ตั้งแต่เริ่มวิ่งมา โดยไม่นับงานวิ่งเที่ยงคืนงานนั้น
เมื่อปล่อยตัว การวิ่งขึ้นสะพานปิ่นเกล้า ถือเป็นด่านทดสอบด่านแรกของนักวิ่งทั้งผู้ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน หรือ นักวิ่งหน้าใหม่ๆ ที่มาประเดิมสนามนี้เป็นสนามแรก การวิ่งที่ตกลงกันไว้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมจังหวะ ที่ 6 นาที ได้ดี เพราะเป็นการวิ่งที่ดูเวลาประคองไปตลอด พยายามเบรคคู่หูตลอดทางเมื่อเร็วเกินไป
การวิ่งบนทางยกระดับ นั้นมีข้อดี ข้อเสีย ปะปนกันไปขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ในส่วนตัว อากาศข้างบนนั้นดีกว่าข้างล่างมาก แต่การไม่เห็นทัศนีย์ภาพด้านล่าง มันก็ทำให้เบื่อ และวังเวง เหมือนกัน
เมื่อกลับตัวที่ กม ที่ 15 อาการแปลกๆ ที่ส้นเท้าขวาผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยังวิ่งได้ คงเป็นเพราะสารอะดิเนอลีน ที่พล่านอยู่ในร่างกาย ณ ขณะนั้น แต่เมื่อถึง กม ที่ 18 อาการก็หนักขึ้น จึงบอกบอยให้วิ่งไปเลย เพราะรู้สึกเจ็บฝ่าเท้า และส้นขึ้นมา ซึ่งก็เป็นจุดที่แยกย้ายกัน
พยายามลดสปีดลงเพื่อเช็คอาการ หยุดในจุดให้น้ำ เพื่อขอยานวดมาทา ครั้งนี้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำบ้าง เผื่อว่าจะได้ค้นพบสูตรอะไรใหม่ๆ มาพัฒนาตัวเอง
เลยกลายเป็นว่า หลังจาก กม ที่ 20 กลายเป็นว่าถ้าฝืนวิ่งคงไม่ได้ดีแน่ เพราะอาการเจ็บ จึงเปลี่ยนวิธีการวิ่งใหม่ เป็น เมื่อรับน้ำที่จุดให้น้ำ แล้ว เดินต่อ ไปอีกระยะ 500 เมตร แล้วค่อยวิ่งต่อไป 2 กม ทำแบบนี้สลับกันไปเหมือนการลงคอรท์
ซึ่งตอนนี้เราไม่สนใจเวลาแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
สำหรับเส้นทางที่ผ่านมา สังเกตุได้ว่าวันนี้ พี่ย้งและคุณชอง ทำได้ดีมาก ใช้เวลาเฉลี่ยในการวิ่ง ต่ำกว่า 5:45 และด้วยเห็นโปรแกรมของพี่ย้งที่ซ้อมมาตลอด ทำให้คิดว่า เผลอๆ วันนี้ ต่ำกว่า 4 ชม อาจเกิดขึ้นได้แน่นอน เลยทำให้เสียดายว่าถ้าพี่ย้ง ไปแข่งที่จอมบึง ที่อากาศดีกว่านี้ ทางเรียบกว่านี้ ผลลัพธ์จะต้องดีกว่านี้แน่นอน
สำหรับเส้นทาง บนทางยกระดับราชชนนี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าวิ่งสุดถนนตรงทางลงตลิ่งชัน จากการวิ่งทำให้รู้ว่า ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ทางราบอย่างที่เข้าใจกัน การวิ่งขึ้นเนิน ลงเนิน มีมาอยู่อย่างตลอด ถึงว่าทำไมรู้สึกว่ามันเหนื่อยกว่าจอมบึงมากนัก
กม ที่ 28 เป็นจุดที่ช่างภาพมารวมตัวกันที่สะพานพระราม 8 ซึ่งแน่นอนย่อมมีทีิมงานพี่ตุ้มอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน
แต่แปลกเป็นงานที่หารูปวิ่งตัวเองไม่ได้ เศร้าใจ
เมื่อสิ้นเส้นทาง บนสะพาน พระราม 8 ก็ถือว่าสิ้นสุดระยะ 30 กม แล้ว วันนี้ กับเวลา 3 ชัวโมง สี่สิบ
ทำให้คิดพี่ย้ง ว่าป่านนี้คงใกล้จะถึงจุดที่นัดหมายกับน้องม็อคไว้แล้วแน่เลย มาย้อนคิดอีกที ไม่น่ามาลงเต็มมาราธอนครั้งนี้เลย อดอยู่ในช่วงเวลาดีดีของพี่ย้งเลย เป็นความคิดที่พลาดจริงๆ
12 กม กับการวิ่งบนถนนด้านล่าง ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม เพราะเวลาที่เราวิ่งนี่คือเวลาของกลุ่มแนวกลางไปทางหลัง ทำให้ถนนบางเส้นเริ่มเปิิดการจราจร เริ่มมีการติดไฟแดง ของนักวิ่งแล้ว
กมที่ 38 ปีที่แล้วที่ทำเอานักวิ่งมินิ หลงทาง ปีนี้ ก็ยังเป็นอีกเช่นเดิมครับ เป็นจุดที่นักวิ่งกลุ่ม ฮาล์ฟและมาราธอนต้องเลี้ยวขวา เพื่อไปเข้าสู่เส้นทางถนนพระอาทิตย์
นักวิ่งมินิ ตอนนี้ที่ต้องเริ่มวิ่งบนฟุตบาทแล้ว ได้เลี้ยวขวาตาม นักวิ่งมาราธอนมาหลายคน ซึ่งหลายคนรู้ทัน และยังกลับตัว บางคนไม่รู้ ก็วิ่งเลยตามเลยไป ซึ่งหลานข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในการหลง ซึ่งได้รับระยะในการแถมเพิ่มไปอีก 2 กม โดยไม่รู้ตัว
เมื่อถึง กม ที่ 40 ข้าพเจ้าสามารถวิ่งมาทันคุณน้อง ที่มาวิ่งในระยะมินิ ข้าพเจ้าพยายามเร่งเพื่อหนีให้ได้ แต่การเร่งของข้าพเจ้า สุดความสามารถ ทำได้เพียง 7 กม ต่อนาทีเท่านั้น ซึ่งการเดินไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป จึงเริ่มเร่งและเข้าเส้นชัย ด้วยเวลา 4:50:10 ระยะทาง 42.42 กม
ครั้งแรกที่ไม่มีอาการตะคริวขึ้น การวิ่งสลับเดิน นั้นช่วยได้จริงๆ ซึ่งถือว่าได้ประสบการณ์ที่จะนำมาใช้วางแผนในการวิ่งมาราธอนปลายปีนี้อีกต่อไป
ซึ่งหลังจากเข้าเส้นชัย ก็หมดสภาพอยากนอนเป็นที่สุด เพราะความร้อนแรงของอากาศ
อ้อ ขอแสดงความยินดี กับพี่ย้ง กับมาราธอนแรก ที่ประสบความสำเร็จ กว่าที่ตั้งใจไว้
ไช้
12 กุมภาพันธ์ 2012
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555
Race 81 มาราธอนกับการล็อคเวลา
Race 81 จอมบึงมาราธอน
ตอนที่ 1
อารัมบท
ตอนที่ 2
อาหารเสริมพลัง
ตอนที่ 3
วางแผนเฉพาะกิจ
10 กม แรก วิ่งที่ pace 5:47 +- ไม่เกิน 0:05 ด้วยท่าวิ่งปกติ
10 กม ถัดมา วิ่งที่ pace 5:47 + เวลาห้ามเกิน 6:10 ลองเอนตัววิ่งไปข้างหน้า
10 กม ถัดมา วิ่งที่ pace 5:45 ด้วยท่าที่คิดว่าสบายที่สุด หลังจากลอง 2 ท่าแรก และทำยังไงก็ได้ให้ได้ New PB ที่ 30 กม.
5 กม ถัดมา ปรับลด ลงมาวิ่งที่ 6:15 เพื่อให้ยืนระยะให้ได้นานที่สุด
7 กม สุดท้าย ตัวใคร ตัวมัน แล้วแต่ดวง
ตอนที่ 5
ปรากฏการณ์ที่คาดถึง และคาดไม่ถึง
ตอนที่ 6 ตอนจบ
5 กม. ที่ไกลที่สุดในโลก
"จะบ้าหรือป่าว มีสติหรือป่าว อยู่ดีดี มาตากแดด มาทรมาน"
"เลิกเหอะ เดี๋ยวรถมาก็ขึ้นรถกลับไปเลยดีกว่า"
"เอ็งไม่เห็นเหรอ ตอน 35 โล นักวิ่งกองกันเพียบ อยากเป็นแบบนั้นเหรอ เลิกหารถนั่งกลับเหอะ"
"ตั้งใจฝึกมาตั้งนาน จะมาทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้เหรอ"
อารัมบท
ความตั้งใจแรก ในการลงวิ่งมาราธอนในครั้งนี้ จะเป็นการทดสอบจริง หลังจากได้ลองประเดิมงานกรุงเทพฯ มาราธอน ตอนปลายปี แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ไปหมด สืบเนื่องจาก สภาวะการณ์อุทกภัยในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงนั้น และ ชีวิตในการทำงานที่เปลี่ยนแปลง จากการถูกโยกย้ายหน้าที่และความรับผิดชอบ
![]() |
| หลังจากส่งเสียงโวยวาย ก็จะเข้าเส้นชัยแล้ว |
ซึ่งทำให้การซ้อมยาว ตามตารางที่ อ. สถาวร จัดให้ ถูกยุติการซ้อมยาว อยู่ที่ 32 กม ณ ต้นเดือน ตุลาคม 54 ที่ผ่านมา และในช่วงสภาวะอุทกภัยนั้น สภาวะจิตใจ ที่มุ่งมั่นในการซ้อมมาตลอด 3 เดือน กับงานประจำที่ยุ่งเหยิ งกลับเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย จนกระทั่งเลิกซ้อมในที่สุด
ซึ่งจากเหตุนี้ จึงเกิดเหตุของการทิ้งช่วงของการซ้อมที่มีระยะเวลายาวนาน สิ่งที่ได้เรียนรู้และสะสมมา เหมือนกับว่าจะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ แต่ในระหว่างที่ผมเกิดสภาวะถดถอยทางด้านความคิด ก็มีอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เราเกิดแรงที่จะฮึดกลับมาซ้อม ก็คือ พี่ย้ง และ ป้อม ซึ่ง ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น ความมุ่งมั่นของทั้งสอง ที่มี ธงปัก ไว้ ถึงแม้ว่าสุดท้าย ธงที่ปักไว้ จะเหลือ พี่ย้ง เพียงคนเดียว ในภายหลัง
ซึ่งสิ่งนี้ เอง ทำให้ผมเริ่มกลับมาซ้อม ถึงแม้จะซ้อมบ้างไม่ซ้อมบ้าง ตามเวลาที่เอื้ออำนวย แต่ก็มีความรู้สึกที่กระหายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่กว่าจะได้สิ่งนี้คืนกลับมา ก็ต้องบิ้วท์ กันหลายรอบ ไปลงสนามแข่ง ทุกอาทิตย์ ตั้งแต่น้ำลด ซึ่งทำให้รู้เลยว่า เวลาที่หยุดไป เป็นการเสียโอกาส โดยแท้ เพราะสภาพความฟิต ความสมบูรณ์ ความรู้สึกในการจับจังหวะหายไปเกือบหมดเกลี้ยง
ตารางการซ้อม ก็ ไม่กล้าโทรไปขอที่อาจารย์ เนื่องจากรู้ตัวดีว่า ยังไม่สามารถเข้าโปรแกรมได้ ถ้าหากยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจขึ้นมาใหม่ให้ได้ ก็เลยตั้งใจใช้สนามแข่งมินิ และ ฮาลฟ์เป็นสนามซ้อมให้เกิดความกระหายที่จะลงมาราธอน พร้อม ปักธง จอมบึง เป็นสนามมาราธอน จริงอีกครั้ง
โดยระหว่างที่เริ่มกลับมาซ้อม เดือนธันวาคม ก็มีแผนการซ้อมยาว โน้นนี่ ที่วางไว้ ตามโครงสร้างเดิมที่อาจารย์ให้ไว้ แต่สุดท้าย ไม่ได้วิ่งสักวัน 5555 เพราะว่าจะต้องตื่นมาซ้อมตอนเช้า ซึ่งพับผ่าซิ เดือนนี้ อากาศหนาวเฉยเลย ทำให้เกิดอาการไม่อยากตื่นซะงั้น สุดท้ายก็มาได้รายการที่ คลองสูบน้ำ ชลหารพิจิตร มาเป็นรายการซ้อมยาวที่สุดก่อนลงมาราธอน คือ 21.59 กม แล้วได้ New PB ด้วย 555
จากนั้นก็ซ้อม กระเตาะกระแตะ มาตลอด 10 โล บ้าง 15 โลบ้าง จนโค๊ช ส่งโปรแกรมมาให้ซ้อมในช่วงสิ้นปี ซึ่งก็ไม่ได้บอกโค๊ชไปว่าจะลงจอมบึง มาราธอน ซึ่งปรากฏว่า ซ้อมตามตารางได้แค่ 1 วัน วันอื่นก็ไม่สามารถซ้อมได้ เพราะติดเรื่องงานที่สิ้นปีจะต้องปิดบัญชี ทำให้ไม่เกิดการซ้อมตามตาราง แต่สิ้นปีก็ยังเสร่อไปวิ่งงาน ยูเอ็นที่สนามหลวงจนได้ รู้ถึงสภาพการหายใจ จังหวะตัวเองที่ยังไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย เลยตั้งใจว่าในช่วงวันหยุดยาวนี้ จะต้องซ้อมให้ต่อเนื่องให้ได้ ไม่งั้น ไปจอมบึง งวดนี้ กลายเป็นหมูถูกเชือดแน่นอน
ซึ่งก็เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ที่สามารถ ซ้อมติดต่อกันได้ถึง 4 วันติด คือ วันที่ 1-4 จากนั้นก็ติดเรื่องงานไม่ได้ซ้อมอีกจนได้ จนมาถึงวันที่ 7/1/12 ซึ่งเป็นวันแรกที่กลับไปซ้อมกับโค๊ช เลยบอกว่าจะไปลงมาราธอนที่จอมบึง แกขยับแว่น แล้วเงยหน้ามองผมครั้งนึงแบบอื้งๆ ผมเดาว่า อาจารย์คงคิดในใจ ว่า ไอ้นี่ ไม่รู้คำว่านรกมีจริง ซ้อมก็ไม่ซ้อม ดันอยากจัดหนัก
จากนั้นก็นั่งดูคนอื่นซ้อมกัน ตัวเองก็เขินๆ เดินไปถามอาจารย์ ว่า วันนี้ให้ผมซ้อมอะไรดีครับ (ในใจคิดว่า 200 jog 100 แน่ๆ หวานหมู 555) ปรากฏว่า ความจริง กับความฝัน ห่างกันแค่เส้นยาแดง เพราะว่า โปรแกรมที่ได้คือ 400 jog 200 ซึ่งยังไม่เคยได้รับ อาจารย์บอกว่าถ้าจะไป ลงมาราธอนจริงๆ ก็ให้ซ้อมโปรแกรมนี้ เพราะระยะเวลามันเหลือน้อย ให้ซ้อมยาวหน่อย จะได้......... (จำไม่ได้) สรุปวันนั้นก็ซ้อมตามตารางที่ได้รับ
ขอบอกว่า ถ้าซ้อมเองนะ ผมเลิกไปนานแล้ว เพราะอากาศ ตอน 8-9 โมง มันร้อนมาก แทบจะสุก ซึ่งจากโปรแกรมนี้ ทำให้ผมจับจังหวะตัวเองได้มากขึ้น จังหวะหายใจดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่เป็นเด็กเกเร โดดซ้อม กลับถึงบ้านแทบสลบ เพราะแดดและคอรท์ นึกขึ้นได้ว่าวันรุ่งขึ้นรับปากเพื่อนๆ ว่าจะไปวิ่งที่พันท้าย ด้วยกัน บร่ะแล้ว ผมรู้ได้ในทันทีว่า วิ่งไม่ไหวแน่นอน เพราะความล้าในวันนี้ จึงตั้งใจว่าจะไปเดินพอ จะได้ไม่เสียคำพูดที่รับปากเพื่อนๆไว้
ตอนที่ 2
อาหารเสริมพลัง
พอหลังจากจบงานนี้ ก็เลยตั้งใจว่าจะหยุดซ้อม เพื่อให้ร่างกายสดที่สุด ตามประสาคนซ้อมน้อย ก็เลยหยุดซ้อม (เรื่องจริง งานเยอะ จนไม่มีเวลาซ้อมด้วย) จนแล้วจนรอดไม่แน่ใจตัวเอง กับแนวคิดการวางแผนแบบนี้ เช้าวันศุกร์ก็เลยไปวิ่งจ็อคๆ คลายเส้นสักหน่อย เส้นจะได้ไม่ยืด (เคยได้ยินอาจารย์บอกนักวิ่งแนวหน้า ว่า ก่อนวันวิ่งจริง ให้ไปซ้อม 200 จ็อก 100 ให้กล้ามเนื้อตื่นตัว..... แต่ไม่รู้ว่าจำผิดหรือหูฝาด) ก็เลยลักจำมาใช้ ระหว่างออกไปซ้อมวิ่งรู้สึกติดๆ ขัดๆ ยังไงชอบกล เสียงเพลงที่เปิดขับกล่อมระหว่างวิ่งไม่ได้ช่วยให้เกิดความสุนทรีย์เลย ระหว่างวิ่งก็คิดอยู่ในใจว่า อาทิตย์นี้ตูจะรอดไม๊เนี้ย แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง ในช่วงที่กำลังสับสนอยู่ ฝนจากทวีปไหนก็ไม่รู้ ก็ได้พร่างพรูลงมาฉโลมกาย
| ลืมอาการตะคริวกินโดยสิ้นเชิง เมื่อเจอกระบอกข้าวหลาม |
ซึ่งทำให้ต้องเกิดอาการวิ่งหนีฝน เพราะมือถือไม่มีอะไรกัน ซึ่งระหว่างวิ่งหนีนั้นก็ได้เกิดความรู้สึก แปล๊บแปล๊บขึ้นมาที่หัวเข่าขวา ร้านประจำ รู้สึกมันแปล๊บ มันขัด เลยต้องเบาความเร็วลงในที่สุด และเมื่อถึงที่ที่พัก มันก็หยุดตกตาม เอากับมันสิ หลังจากวันนั้น ก็เริ่มหลอน เลยต้องถามหาบทสวด เพื่อให้มีร่างกายรอดปลอดภัย จากการวิ่งครั้งนี้ โวทาเร็นอีมัลเจลเจนขนาดใหญ่ สเปรย์ น้ำแข็ง ถูกขนมา เพื่อใช้ในการนี้ เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็ไม่อยากใส่ที่รัดเข่าวิ่งด้วย เพราะว่ามันเสียลุคส์
เช้าวันที่ 14 ก็ได้เดินทาง ออกจาก กทม ณ เวลา 9.09 น อ่ะไม่ใช่ล้อเล่น 9 โมงกว่าๆ นี่แหละ โดยจุดมุ่งหมายในการเดินทางวันนี้ หาใช่การวิ่งไม่ เพราะตลอดทางคิดไว้ว่า เราจะไปเที่ยวที่ไหนดี ใส่เสื้อหงส์ด้วยวันนี้ สีแดงแปร๊ด (ขืนรอพรุ่งนี้หมดสิทธิไปไหนทั้งนั้น555) สุดท้ายก็ได้ไปเลี้ยงแกะที่สวนผึ้ง จากคำแนะนำของเพื่อนบอย อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน เหมาะกับการอบซาวน่า เป็นอย่างยิ่ง ก็เป็นบรรยากาศที่สนุกดี มีสาวๆน่ารักหลายคนเดินผ่านไปผ่านมาในงาน จนต้องเหลียวมองตลอดทาง จนลืมเรื่องวิ่งวันพรุ่งนี้ไปเลย ไปเสียตังค์นิดหน่อยกับกิจกรรมงานวัดในนั้น ไม่ว่าจะยิงปืน หรือ ปาลูกเทนนิสพูดถึงปาลูกเทนนิส ถ้าผมเอาลูกเทนนิส ไปเองรับรอง ผมปากระจายแน่ เพราะลูกเทนนิสในงาน มันเบี้ยว ไม่ได้ศูนย์ หลังจากออกจากสวนผึ้งก็เดินทางต่อไปที่ถ้ำจอมพล ซึ่งปรากฏว่าคำนวณเวลาแล้วไม่น่าจะขึ้นลงได้ทัน เพราะปิด 4.30 น แต่เวลา ณ ขณะนั้น มัน 4 โมงตรง แล้วอีกอย่างกลัวเสียของด้วย ความรู้สึกว่าจะต้องวิ่งพรุ่งนี้กลับมาทำทันทีทันใด มองหน้า กับบอย แล้วบอกว่าใครอยากขึ้นมาพรุ่งนี้ล่ะกันนะ วันนี้ไม่ทันจริงๆ (สุดท้ายวันรุ่งขึ้นก็ไม่ได้มาที่ถ้ำนี้)
จากนั้นก็ไปที่สถานที่จัดงาน เพื่อไปรับเบอร์ รับชิพ ก็เกิดภาวะวุ่นวายขึ้นนิดหน่อย เมื่อเพื่อนหลายคน ชื่อหาย ชื่อตกหล่น สมัครอย่างได้อีกอย่าง ก็เลยเสียเวลายกใหญ่ในการเข้าไปดำเนินการแก้ไข แต่ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี มาเรื่องอาหารการกินตอนเย็นที่เจ้าภาพจัดให้ ปีนี้ผมว่าเค้าทำกับข้าวเผ็ดมาก ซึ่งทำให้กินไม่ได้ ผ่านไปเรื่องนี้ ไปหาของอย่างอื่นแก้ขัดแทน ซึ่งทุกครั้งที่ผมจะวิ่งมาราธอน ผมจะซัดข้าวเหนียวตลอด ซึ่งไม่รู้อุปทานไปเองหรือป่าว เพราะทำให้ ผมรู้สึกอึดขึ้น
ซึ่งก็ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการวิ่งฮาลฟ์ที่เขื่อนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เวลาดีขึ้น มาคราวนี้ เย็นวันศุกร์ผม ก็อัดข้าวเหนียวไปแล้ว 1 ชุด กลางวัน วันเสาร์ ก็อัดไปอีก 1 ชุด เพื่อความมั่นใจ ตอนเย็นวันเสาร์ ผมเลยอัด ข้าวหลามไปอีก 1 กระบอก เพื่อความอึดในวันพรุ่งนี้ (แต่ผมไม่รู้ว่าสูตรนี้จะเอาไปประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นได้หรือป่าว 555) จากนั้นก็เข้านอนเพื่อเตรียมตัว ผจญกับสิ่งที่ท้าท้ายอีกครั้ง ในเวลาต่ำกว่า 5 ชมที่ตั้งใจไว้ สถิติครั้งก่อนที่วิ่งมาราธอนครั้งแรกที่นี่ คือ 5:25:23
ตอนที่ 3
วางแผนเฉพาะกิจ
นอนไม่หลับเว้ยเฮ้ย เข้านอนตอน 3 ทุ่มกะว่าวันนี้เพลียจัด หัวถึงหมอนคงหลับเลย แต่ปรากฏว่า วิ้ง ครับ อะไรไม่รู้วิ่งเข้ามาในหัวสมองเต็มไปหมด ข่มตาเท่าไหร่ ก็เอาไม่ลง เอาว่ะ ระหว่างนอนไม่ได้ ขอวางแผนการณ์พิฆาต ขั้นสุดท้าย พรุ่งนี้ดีกว่า นึกถึงพี่ย้งเป็นคนแรก เลย เป้าหมาแก 4:20 ที่จะวิ่งฉลองอายุครบรอบแซยิด ของแก นั่งคำนวณ ต้องวิ่งเท่าไหร่ / กม หว่า ถึงจะโป๊ะเชะ ก็สรุปว่า 6 นาที ต่อ กม ยังไงก็เข้า 4:15 แน่นอน
| คู่ปรับตลอดกาล |
แต่ทว่า มาราธอน ไม่ใช่สูตรคูณมาตรฐาน ที่คิดจะขีดเขียน เท่าไหร่ แล้วผลลัพธ์จะออกมาตามที่เราปรารถนา โดยปราศจากการฝึกซ้อมที่ดี ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็เลยกลับมานอนก่ายหน้าผากตัวเอง ทบทวนอีกครั้ง ว่าจะวิ่งยังไงดี วิ่งตามที่เคยซ้อม หรือว่าใช้เวลาที่ดีที่สุดของมินิ เราวิ่งได้ 4:45 ที่งาน กฟภ ถ้าเราจะวิ่งมาราธอนให้จบ ควรวิ่งให้ช้ากว่ามินิ 1 นาทีดีไม๊ เพราะถ้าย้อนกลับไปตอนซ้อมยาวทุกครั้งเราพยายามก็ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6 นาที ต่อ กม. มาตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้วเราวิ่งได้เร็วกว่านั้น
สรุปสุดท้าย ก็เลยหยิบเลขาส่วนตัวในการวิ่ง เรียกเจ้าหล่อน Garmin เข้ามาบรรจุ คำสั่ง Virtual Partner ที่ Pace 5:47 ทบทวนแผนครั้งสุดท้ายเว้ยเฮ้ยยย จะได้หลับตาลงเสียที
10 กม แรก วิ่งที่ pace 5:47 +- ไม่เกิน 0:05 ด้วยท่าวิ่งปกติ
10 กม ถัดมา วิ่งที่ pace 5:47 + เวลาห้ามเกิน 6:10 ลองเอนตัววิ่งไปข้างหน้า
10 กม ถัดมา วิ่งที่ pace 5:45 ด้วยท่าที่คิดว่าสบายที่สุด หลังจากลอง 2 ท่าแรก และทำยังไงก็ได้ให้ได้ New PB ที่ 30 กม.
5 กม ถัดมา ปรับลด ลงมาวิ่งที่ 6:15 เพื่อให้ยืนระยะให้ได้นานที่สุด
7 กม สุดท้าย ตัวใคร ตัวมัน แล้วแต่ดวง
แค่นี้ ก็น่าจะเพียงพอ กับ 4:20 ของพี่ย้งแน่ เอาว่ะ! เสียงอุทานในใจ ยังไง ก็ต้องลองดู ถ้าทำไม่ได้ ก็มีกรุงเทพ มาราธอน รออยู่ จะเป็นไรไป แล้วก็หยิบนาฬิการขึ้นมาดูเวลา บร่ะแล้วตู ถ้า 4 ทุ่ม ไม่หลับนี่งานเข้าเลยนะ ก็เลยข่มตา จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็ ตี 2:30 แล้ว ก็เลยรีบขึ้นมาทำธุระส่วนตัว ให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ซ้ำรอย ริเวอร์แคว์ ที่วิ่งไปจับก้นไปตั้งแต่ กม แรก ยัน กม.15 ขอข้ามขั้นตอนในส่วนนี้ไปครับ
ลืมบอกไป คืนนี้ เราพักกันที่ ค่ายทหาร ที่บูรฉัตร ซึ่งเงียบสงบดี ถึงแม้จะไกลจากงานถึง 20 กม ก็ตาม แต่ว่าระดับฝีเท้าอย่างเรา เนี้ย เหยียบแป๊ปเดียว เดี๋ยวก็ถึง ดีกว่าอยู่ใกล้ แต่ทำตัวเหมือนอยู่ไกล จิตใจไม่ได้พักผ่อน ล้อไม่ได้เริ่มหมุนที่ 3:00 นาฬิกา ตามที่ได้ตกหล่นกันไว้ เพราะกะทาชาย นามว่าหนุ่ย มัวแต่ปล่อยทุ่นอยู่ ทำให้เวลาฤกษ์ในการ เคลื่อนทัพ ได้เลื่อนออกไป ที่เวลา 3:03 ซึ่งก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ แต่ นายบอย ลงไปรอที่รถ ตั้งแต่ 2:45 ดีนะอากาศไม่หนาว ไม่งั้นเพื่อนโกรธแน่เลย
และเมื่อไปถึงที่งานหลังจากที่จัดแจงหาที่จอดรถ ก็ได้รีบมุ่งหน้าเข้าสู่งาน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับงานในวันนี้ แต่ก็ไม่วายระแวงเข่าตัวเอง เลยต้องยืม เรียกว่าขอดีกว่า ขอสเปรย์ จากบอย มาพ่นที่เข่า เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บเข่า สูตรนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้ว เมื่อครั้งที่ริเวอร์แควร์ ไม่มีอาการเจ็บมาเยือนเลย
พอจะเริ่มวอร์ม คุณพี่โฆษก ก็เรียกรวมตัวเข้าคอกอยู่ตลอดเวลา เราก็ทำเป็นหูทวนลม จ็อค เบาๆ อยู่กับที่ สักพัก ก็เริ่มจะยืดเหยียด สงสัยเค้าจะรำคาญ เลยเดินมาต้อน ให้ กลุ่มมาราธอน ไปอยู่ที่โซนเช็คพอยต์ ซึ่งก็จำเป็น ต้องเดินตามคนอื่นไป อย่างเสียไม่ได้ ก็ไปปักหลักอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ เริ่มหมุนแขน ยืดเหยียดเท่าที่พอจะทำได้กับสถานที่ตรงนั้น (มันเป็นดิน นั่งยืดเหยียดไม่ได้เดี๋ยวกางเกงเลอะ) ผมมัวแต่ห่วงเรื่องลุคส์มากไปหน่อย เลยทำให้การยืดเหยียด ในท่าที่จำเป็น ไม่ได้ทำ
ป
เพราะการยืดเหยียดที่ดีและเพียงพอ จะช่วยทำให้การวิ่งวันนั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นก็ได้ไปยืดพื้นที่ด้านกลางออกไปแนวหลังฝั่งซ้าย เป็นจุดปล่อยตัว และแล้ว เวลาที่รอคอย มา 1 ปี ก็มาถึง ความหวังที่จะลบสถิติของการวิ่งครั้งแรกที่อ่อนประสบการณ์ ได้ดังขึ้น ความท้าท้ายครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว วู้นนนนนนนนส์ เมื่อสิ้นเสียงดังลง บรรจง ออกตัว พร้อมกด Garmin คู่กาย และออกทยานไปข้างหน้าทันที
ตอนที่ 4
เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เมื่อออกตัว พอเริ่มเลี้ยวซ้ายออกจาก บริเวณจุดปล่อยตัว ก็เริ่มใช้ความเร็วตามแผน ซึ่งการวิ่งในตอนเริ่มต้นนี้ ไม่สามารถดำเนินการ เป็นเส้นตรงได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ นักวิ่งจะออกตัวช้ากันเป็นส่วนใหญ่ วิ่งไปทักทายกันไป เป็นที่สนุกสนานเฮฮา บรรยากาศบริเวณ โดยรอบ สว่าง เพราะเป็นการวิ่งผ่านเมืองในช่วง 2 กมแรก ส่วนผมเพื่อรักษาระยะความเร็วจึงต้องซิกแซกเพื่อให้ความเร็วไม่ตกไปกว่าที่ตั้งใจไว้
ระหว่างวิ่ง ก็เจอ เพื่อนๆ ที่รู้จักกันใน Facebook บ้าง รู้จักตามสนามวิ่งบ้าง ตลอดทาง ชวนให้วิ่งด้วยกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆ ที่ชมรมเอง พี่หนิด กับพี่ปุ๊ก ที่วิ่งด้วยกัน หรือพี่อู๊ด สวนพฤกษ์ เอ้ย บางขุนเทียน พี่อู๊ด ก็ชวนวิ่งด้วย ก็วิ่งไปแค่ระยะสั้นๆ รู้ว่าพี่เค้าวิ่งเร็วกว่าที่เราตั้งใจไว้ เลยบอกพี่เค้าว่าให้ไปก่อนเลย ผมวิ่งช้า ซึ่งก็แยกย้ายกันไป หลังจากที่ผ่านความสว่างมาที่ตัวเมืองก็เริ่มเข้าสู่บรรยากาศแบบเก่าๆ คือ ความมืด
| มาด้วยใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องซ้อมด้วยครับ |
ผมว่ามันคือเสน่ห์เลยอ่ะ เพราะผมสายตาไม่ดี จะใส่แว่นวิ่งก็เกะกะ เลยจำเป็นต้องวิ่งตามตูด หรือรองเท้านักวิ่ง ที่จะพอจะมองเห็น ในความมืดระดับนั้น สิ่งที่แตกต่างจากปีก่อนก็คือ ภาพบรรยากาศที่เด็กๆ ที่ออกมาเป็นกำลังใจ ส่งน้ำ ส่งเสียงเชียร์ เสียงดัง ปีนี้ ไม่มีภาพกองเชียร์ นั่งผิงไฟ ให้เห็นแม่แต่จุดเดียว เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ซึ่งผมคิดในใจเลยว่า วันนี้ มีคนยางแตกเยอะแน่ๆ
สิ่งที่แตกต่างจากงานวิ่งในระดับชาติ ของงานวิ่งที่จอมบึง ก็คือ จุดให้น้ำที่ไม่มีมาตรฐาน ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนี้ จะไม่ให้พูดได้อย่างไร ในเมื่อชาวบ้านแถวนี้ มีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้ หรือ ทุกๆ ครั้งมาก เพราะน้ำที่ตั้งโต๊ะ เรียกได้ว่า มีทุก 1 กม นี่ยังไม่รวม หน้าบ้านใครอีกหลายต่อหลายหลัง คิดแล้วก็คิดถึงเต้าฮวย นมสด ที่ได้รับการหยิบยื่นให้จาก ชาวบ้าน แถวนั้นในช่วงสภาวะร่างกายถดถอยถึงขีดสุด เต้าฮวย ถ้วยนั้น ยังจดจำบุญคุณได้ถึงวันนี้
ผมบอกเพื่อนหลายคนว่า ถ้าจะลองมาราธอนแรก ให้มาลองที่นี่
เพราะ ที่นี่มันมีอะไรมากกว่าที่ ที่อื่นมี เผลอแป๊ปเดียว วิ่งมาครบ 10 โลล่ะ อากาศก็เริ่มเย็นลง เพราะเข้ามาที่ถนนในหมู่บ้านแล้ว รู้สึกขามันหน่วงๆ หนักๆ เลยทดสอบลองเปลี่ยนวิธีการวิ่ง มาเป็นการโน้มตัว ไปข้างหน้า เพื่อที่จะลดการใช้แรงที่ขา ซึ่งก็โอเค ความเร็วเท่าๆ เดิม ไม่ต้องออกแรง แต่ท่าวิ่ง ไม่รู้ว่าจะใช้ท่าที่พี่ย้งกับป้อม กล่าวขานกันหรือไป
แต่ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมวิ่งสบาย ระหว่างวิ่งก็จินตนาการท่าวิ่งในคลิป ตลอดทาง ถูกหรือป่าวก็ไม่รู้ ก็วิ่งไปเรื่อยๆ แต่เอ๊ะ ทำไม เราไม่เจอเพื่อนบอยเลย เราแซงไปตอนไหนหรือป่าวหว่า เพราะเพื่อนบอกจะวิ่งที่ race 7:00 ต่อ กม. ซึ่งมันก็มืดๆ ก็ชักไม่แน่ใจ แต่ไม่เป็นไร วิ่งไปเรื่อยๆ เล่นกับเด็กที่มาเชียร์ข้างทางบ้าง โบกไม้โบกมือ กับชาวบ้านบ้าง
โอ้ว มันช่างเป็นกันเอง น่าซาบซึ่งใจมาก จะไปหางานไหนที่เป็นแบบนี้บ้างหน้า วิ่งในกรุงเทพฯ เจอแต่คนอวยพร ให้ตลอดทาง มาเจอแบบนี้ยิ่งหลงรักที่นี่ไปมากกว่าเดิม
การวิ่งในครั้งนี้ เนื่องจากร่างกายไม่พร้อม เลยต้องติดอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม เพื่อเช็คสภาพตัวเองตลอด ก็คือ Heart Rate ที่มาพร้อมกับน้อง Garmin ซึ่งระหว่างการวิ่งก็ดูหน้าปัดแทบจะทุกจุดก่อนให้น้ำ หรือเมื่อรู้สึกสภาวะร่างกายเปลี่ยนไป ที่ทำเช่นนี้ เพื่อประคองไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป
จนกระทั่งวิ่งมาถึง กม.ที่ 20 มองไปข้างหน้าเห็นเค้าลาง มนุษย์ร่างกำยำ + กับท่าวิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนผมเองครับ เพื่อนบอย ผมก็วิ่งตามไปข้างหลังเรื่อยๆ ไม่ให้เค้ารู้ตัว แต่ดูจากอาการวิ่ง ดูแล้วเหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง เพราะเป็นมาราธอนแรกของเพื่อนเหมือนกัน (ผมเดาว่า เค้าวิ่งเร็วเกินไปใน race ของมาราธอน) ผมก็เลยวิ่งตามไปเรื่อยๆ จึงสังเกตุ พบว่า ความเร็วของเค้าเริ่มตกลงเรื่อยๆ ผมก็เลยต้องแซงเพราะว่าผมวิ่งตามแผน ก่อนแซงผมก็วิ่ง เข้าไปใกล้ๆ กระเซ้าสักหน่อย โดยการวิ่งแบบหอบหายใจแรงๆ ใกล้ๆ จนเค้ามามอง แล้วก็ไล่ผม ไปก่อนเลยนะ เอ๊ะ คำพูดนี้ เหมือนที่ผมบอกคนอื่นเลยนิหว่า
เรียนตามตรงเมื่อปีก่อน สำหรับเส้นทางวิ่ง เป็นอย่างไร ผมจำได้ แต่ผมจำไม่ได้ว่ากลับตัวที่ กม. ที่เท่าไหรเฉยเลย แต่รู้ว่าต้องได้พบพระ เพื่อรดน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล แต่เอ๊ย 21 โล แล้ว ทำไมยังไม่พบพระ อยากได้น้ำมนต์มาเสริมแรงหน่อย ทำไม่ยังไม่มีจุดกลับตัว พอถึงจุดให้น้ำก็เลยถามกองเชียร์ ก็บอกว่าอีก โล สองโล เอง แล้วกลับมาเจอกันใหม่ วิ่งไป ถึงโลที่ 22 อ้าวทำไม ยังไม่กลับตัว
สงสัยจะกลับตัว โล 23 แน่ๆ เพราะเค้าบอกว่า โล 2 โล ก็วิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งไปคำนวณเวลาไป เอ๊ะ เรากำไร อยู่เท่าไหร่หนอ ท้ายๆ จะได้ชิวๆ วิ่งเล่น ตอนนี้ ต่ำกว่า 5 ชม ที่คิดไว้เมื่อวันศุกร์ ตัดทิ้งไปได้เลย เพราะทำได้แน่นอน ถ้าไม่กลิ้งคาสนามสักก่อน 4:20 ของที่จะนำไปฝากพี่ย้ง เพื่อเป็นเคส Scenario นั้น น่าจะทำได้ไม่ยาก หรือว่าจะทำให้ดีกว่า กดดันพี่ย้ง เล่นๆ ดีหนอ
ใจคิดไปต่างๆนาๆ แต่ก็ไม่ลืม เรื่อง 10 โล สุดท้าย ของตัวเองที่ยังควบคุมไม่ได้อยู่ 24 กม คือจุดกลับตัว แล้วทำไม เค้าบอก โล สองโล มานั่งนึกที่หลัง โล สองโล ก็ 3 โล นิหว่า 555 โดนเลย
เมื่อเริ่มกลับตัว ผ่านจุดเช็คชิพ ก็เริ่มเห็นแสงสว่าง อันนี้ไม่ใช่ความสำเร็จนะครับ หมายถึงแสงอาทิตย์จริงๆ ก็เริ่มจะเห็นหน้านักวิ่งที่วิ่งมากลับตัวเป็นระยะ ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก มีแซวมีทักทายกันตลอดทาง มาเจอพี่ๆ ที่ชมรมเดียวกันหลายคน ทำไมเรานำห่างจัง ยังคิดในใจ หรือว่าเราเร็วเกินไปอ่ะ ไม่เป็นไร เราวิ่งไปตามแผน แต่ตอนนี้ หน้าอาจารย์ ขึ้นมาเต็มสมองเลย
"อย่าทำอะไรที่ไม่เคยทำ ระหว่างซ้อม" บร่ะแล้ว ทำไปตั้งหลายๆ อย่างแนะ ใจก็คิดว่า ไม่เป็นไรมั้ง มันก็วิ่งได้ เปลี่ยนท่าไป เปลี่ยนท่ามา วิ่งไม่เหนื่อยด้วย ชิวๆ
กลับมาสู่เส้นทางวิ่งต่อ ระหว่างทางก็นึกหน้าโค๊ชไปบ้าง ตอนตะโกน "จ็อคๆๆๆๆ" ก็บิ้วท์อารมณ์ให้วิ่งเพิ่มขึ้น จนเผลอแป๊ปเดียว มาถึงที่กม ที่ 27 วิญญาณนักคณิตศาสตร์ เข้าสิง อีกครั้ง +- เรียบร้อย ถ้าเร่งอีกหน่อย สถิติ 30K ของพี่ย้ง ต้องโดนเราบี้แน่นอน คิดเสร็จไม่พูดพร่ำทำเพลง บรรจงหยิบแตงโมขึ้นมาหนึ่งกำมือ ปรับองศาการวิ่ง เอ็นไปข้างหน้าปรับความเร็วขึ้นอีก 20 วิ เพื่อ ทำ New PB ที่ 30 กม. ซึ่งเป็นความเหนื่อยที่เราทนได้อยู่แล้ว เพราะ เจอ 400 Jog 200 วันก่อน เหนื่อยกว่าเยอะ ลองมองย้อนกลับไป
ก็เห็นว่าคอร์ททุกคอร์ท ที่โค๊ชมอบให้ มันมีความหมายในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือค้นพบมันหรือไม่ ศรัทธาก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เรา Can Do. ใช้ระยะเวลาไม่นานในการทำลายสถิติ 30 KM ของตัวเองและของพี่ย้งลงได้ อย่างสบายๆ รู้สึกว่าทำไมตัวเอง วิ่งมาตั้ง 30 โล แรงยังเหลืออีกเยอะ ไม่เห็นเหมือนงาน มิซูโน่ แม่น้ำแคว ที่ครบ 30 โล ของเก่า แทบจะออกมาหมด ทั้งนี้ทั้งนั้น น่าจะมาจากผลการซ้อมที่มีการปูพื้นฐานที่ดี ถึงแม้ว่า ตัวคนฝึกจะกะโหลกกะลา เกเรตลอด สรุป New PB ที่ 30 กม อยู่ที่ 2:53:28
ปรากฏการณ์ที่คาดถึง และคาดไม่ถึง
สิ่งที่แปลกของงานนี้ ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะแบ่งแยก ก็คือเรื่องของเช็คพอยต์ เนื่องจากระยะฮาลฟ์กับมาราธอน มีชิฟ เป็นหลักฐานอยู่แล้ว ก็เลยงงมากว่าจะมีทำไม ซึ่งถ้าคิดในแง่ดี ก็คือ เส้นทางมินิ เป็นเส้นทางเดียวกัน ถ้าไม่ให้พอยต์ หรือมาให้น้องที่แจกเลือกว่าจะแจกให้ใครดีหนอ ก็อาจจะให้ทำงานยากขึ้น
| เห็นหลังก็รู้แล้วว่าใคร |
และอีกอย่าง นิสัย คนไทย ไม่แจก ก็จะเอา อาจมีเยอะ เลยตัดปัญหาไปไอ้เรื่องหนังยาง เช็คพอยต์ เนี้ย ผมรู้สึกไม่ชอบเลยสักงาน คนจัดจะรู้ไม๊ว่ามันรัดทำให้เจ็บมาก แล้วก็ไม่ค่อยสะดวก ต้องมาพะวังกับมันตลอด ถ้าจะมีเป็นที่ยางรัดผมของผู้หญิงก็ยังดี เพราะมันนุ่มกว่ากัน พูดถึงเรื่องหนังยางเช็คพอยต์ แล้วคิดถึงงาน มาราธอนที่ 2 ของผม ที่สวนลุม ที่แจกเป็นยางผูกด้วยริบบิ้น งานนั้นกำ กันมือเหนียวเลย ทั้งเยอะ ทั้งใหญ่ คิดดู 17 รอบ 17 เส้น วันหลังถ้ายังไม่ปรับปรุงและยังกล้าที่จะไปวิ่งที่นั้นอีก อาจจะต้องยืดอก พกถุง ไปใส่หนังยางด้วย
ผมเห็นบางคนเอามารัดแขน ริ้บบิ้นพริ้วเลย ทำให้นึกถึงหนังเรื่องไอ้มดเอ็กซ์ วี 6 อเมซอน ไปซะงั้น กลับมาถึงเรื่องยางเช็คพอยต์ของจอมบึง ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ น้อย แต่ผมเรียนตามตรงว่าไม่แน่ใจว่าเป็นสาเหตุ ของสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้หรือป่าว
เนื่องจากพอเข้าระยะที่ กมที่ 31 นั้นผมรู้สึกชาที่แขนขวาอย่างมาก มันชาแบบไม่รู้สึก ไม่รู้ว่าเกิดจากท่าการแกว่งแขนที่มันเกร็ง (หรือป่าวไม่รู้) หรือว่าเกิดจากหนังยางเช็คพอยต์ เพราะว่าผมเอาหนังยางมารัดนิ้วไว้เลยไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องกันหรือป่าว กลายเป็นตอนนี้วิ่งไป ต้องคอยบริหารแขนขวาไป หมุนไปเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกชา เจอน้ำก็เอาน้ำราด นี่คือปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึง และอยากค้นหาคำตอบ ว่ามันเกิดจากอะไรจริงๆ
เมื่อวิ่งมาถึง ระยะทางที่ กม. 32 แสงสว่างเริ่มขึ้นเต็มท้องฟ้า แต่ยังไม่มีแดดลงมาเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว คิดว่า อีกไม่เกิน 20 นาที ต่อนาที ต่อจากนี้ คงต้องเจอ แดดเต็มๆ แน่ ซึ่งก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย ทำให้ย้อนกลับไป คิดถึงการซ้อมกลางแดดที่ผ่านมา คิดแล้วพาลจะเป็นลม เพราะ แดดแรงๆ มันทำให้ร่างกายเราอ่อนล้า ลงไปทันตา แล้ว ไม่มี อ. มาตะโกน จ็อคๆๆๆ ด้วย
แต่ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป เพราะเรามีกำแพงที่ต้องผ่านให้ได้ 3 ชั้น
ชั้นแรก 30 กม ผ่านไปได้แล้ว ด่าน 4:30 ก็น่าจะทำได้
กำแพงด่านสุดท้ายที่ตั้งไว้ คือ ต่ำกว่า 4 ชม อันนี้ คิดเรื่อยเปื่อยไป ในขณะวิ่งอยู่อย่างลำพอง 5555 ระหว่างระยะทางวิ่ง กม ที่ 32 มาก็เริ่มเจอนักวิ่งระยะฮาลฟ์ บางปะปราย ซึ่งทำให้นักวิ่งเพิ่มขึ้นในสนามขึ้นมาอีกหน่อย มาถึงตอนนี้ ก็เปลี่ยนท่าวิ่ง ไปท่าวิ่งมา เพื่อไม่ให้จำเจ บวกกับต้องลดความเร็ว เพื่อหมุนแขน ให้หายชา
และแล้วการนัดหมายของผมก็มาถึง เมื่อมาถึงระยะที่ 35 กม. ตะคริว กระตุกขึ้นมาที่น่องขาซ้าย ทำให้ผมต้องชะลอความเร็วลงทันที และหยุดวิ่งเพื่อทำการยืดเหยียด ให้คลายความตึงตัวไป ใช้เวลาไม่นานประมาณ 1 นาที จึงออกวิ่งต่อ ซึ่งรู้เลยว่า กำลังไม่ได้ตก แต่ไม่สามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่ เพราะเมื่อจะกลับไปใช้ความเร็วเดิม ก้อนตะคริวก็จะขึ้นมาตลอด
ทำให้ กม.ที่ 35-37 ต้องปรับความเร็วลงมา ในระดับที่ร่างกายเรารับได้ และก็คิดในใจ ไม่เป็นไร วันนี้กำไร มาเยอะแล้ว จ่ายคืนบ้างนิดหน่อย ก็คงไม่เป็นไร ถ้าแบบนี้ ตีประคองไป เวลาก็ยังโอเคอยู่ แต่สุดท้ายความอดทนของกล้ามเนื้อ ก็สิ้นสุดจอดไม่รอดที่ กมที่ 37
ซึ่งเป็นระยะที่เกินกว่ากล้ามเนื้อของเราเคยรับได้ ซึ่งพอย้อนกลับมานั่งนึกถึง การซ้อมของตัวเองที่แช่เย็น การซ้อมระยะมาราธอน ที่ 30 กม. ไม่กี่ครั้ง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อยังไม่ได้ถูกพัฒนา ไปสู่ระดับที่จะต้องแบกรับภาระมากกว่านั้น ประกอบการซ้อมที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเท่าที่ควร การโหนระดับ ขึ้นมาทนได้ ถึงระดับ 37 กม นี่ก็ถือว่า สร้างความพึงพอใจให้กับตัวเองในระดับหนึ่ง ที่คิดว่า 35 มาแน่ แต่ก็ยัง "เอาอยู่" ถึง 37 กม
ตอนที่ 6 ตอนจบ
5 กม. ที่ไกลที่สุดในโลก
เมื่อลองมาทบทวน คำนวณตัวเลขเล่นๆ ไม่น่าเชื่อว่า 37 โล แรก ค่าเฉลี่ย เราสามารถที่จะวิ่งได้ต่ำกว่า 6 นาที ต่อ กม. แต่ความผิดพลาด ก็คือความผิดพลาด ซึ่งจะต้องถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น มิใช่มามัวแต่พร่ำพรรณนา โดยมิได้คิดจะปรับปรุง
42 -37 คือ 5 โล ที่จะพิสูจน์ สติ สมาธิ และสภาพจิตใจ หลังจากคิดแล้วถ้าฝืนวิ่งอีกต่อไปจบไม่สวยแน่ ณ ตอนนั้น สติ เป็นสิ่ง ที่เราเรียกกลับมา ในตอนนั้น เพื่อให้กับสู่โลกปัจจุบัน มิใช่โลกแห่งการจินตนาการ การปรับจากการวิ่งมาเดินเพื่อประคองอาการตะคริวกิน เกิดขึ้นทันที พร้อมกับสมองที่ต้องเริ่มสั่งการ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ว่าในโลกของสติ ก็มักมีมาร มาผจญเสมอ เพราะหลังจากเริ่มเดิน และเริ่มจะคิดวางแผน คำนวณเวลาใหม่ ว่าจะเอาอย่างไร ก็มีความคิดในด้านลบแว๊บเข้ามาในสมองทันที
"จะบ้าหรือป่าว มีสติหรือป่าว อยู่ดีดี มาตากแดด มาทรมาน"
"เลิกเหอะ เดี๋ยวรถมาก็ขึ้นรถกลับไปเลยดีกว่า"
"เอ็งไม่เห็นเหรอ ตอน 35 โล นักวิ่งกองกันเพียบ อยากเป็นแบบนั้นเหรอ เลิกหารถนั่งกลับเหอะ"
แต่แล้วความคิดอีกด้าน ก็เข้ามาแทนที่ "อย่าฟุ้งซ่าน"
"ตั้งใจฝึกมาตั้งนาน จะมาทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้เหรอ"
| พีเวช ผู้อินดี้ ที่สมัยก่อนผมเข้าใจผิดว่ามีฝาแฝด |
สุดท้ายก็ยินเสียงแว่วในโสตประสาท มาแต่ไกล "จ็อคๆๆๆๆ ๆๆๆๆ"
ไม่น่าเชื่อว่าเสียงนี้จะเรียกสติผมกลับมา จากจิตใจที่ฟุ้งซ่าน เริ่มกลับมาตั้งสติ คิดวางแผนใหม่ ทำยังไงก็ได้ให้วิ่งให้ถึง โดยบรรลุเป้าหมาย และไม่เสียลุคส์ แผนการถูกนำมาขยายผลทันที 3 ชั่วโมง 37 นาที คือเวลา ณ ขณะนั้น คงต้องเดิน สัก 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ขอที่ระยะ สัก 3 กม. แล้วที่เหลือค่อยจ็อค ต่อให้เข้าเส้นชัย
จึงเริ่มปฏิบัติการกู้วิกฤต โดยเริ่มเดิน ให้คล้ายวิธีเดินทน เดินเร็ว ซึ่งดูนาฬิกาคร่าวๆ แล้ว ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10 นาที ต่อ กม. แต่ความเป็นจริงรู้เลยว่าเป็นการเดินที่ค่อนข้างทรมานมาก เพราะกล้ามเนื้อมันระบมไปหมด ตอนแรกๆ แม้แต่การวางเท้า ยังสะท้านขึ้นมารู้สึกเจ็บปวดมาก จึงต้องค่อยๆ เดิน เพื่อปรับจังหวะ คิดดู ยังช้า กว่าเฮียฮ้อ ของฟอร์รันเนอร์ เขยกเลย
บรรยากาศรอบข้าง ช่างไม่สวยหรู เหมือนในตอนแรกที่วิ่งเลย ความรู้สึกว่า ทำไม 5 โล นี่มันช่างยาวไกล กว่าจะเจอจุดให้น้ำแต่ละ กิโล มันช่างยาวไกลเสียนี่กระไร เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที ระหว่างทางรถ Ambulance ก็ไล่เก็บนักวิ่งขึ้นรถไปทีละคนสองคน จนมาจอดที่ข้างๆผม เพราะด้านหน้าผม มีนักวิ่งตะคริวกินและล้มลงไปกองอยู่กับพื้นทันที ซึ่งเพื่อนๆ กำลังประคองอยู่ ซึ่งถือเป็นโชคดีที่รถมาอยู่ใกล้ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดอันตรายต่อนักวิ่งท่านนั้น เพราะลำพังนักวิ่งด้วยกัน ผมคิดว่าในสภาพที่ทุกคนสะบักสะบอม กันทั้งนั้นการก้มลงไปช่วยประคองใครในเวลานั้น คงเป็นเรื่องที่ยากมาก
ซึ่งหลังจากนักวิ่งท่านนั้นขึ้นรถไปรวมกับหลายๆ ท่านที่พักอยู่บนรถ ผมก็เริ่มเดินให้เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้ผิดแผนที่คิดขึ้นมาแทนที่มาถึงตอนนี้ นักวิ่งที่ผมแซงมาตั้งแต่แรก ๆ ก็เริ่มทยอย หันมาส่งยิ้มให้ ผมก็ยิ้มตอบแบบเฟื่อนๆ มากันหมด ไม่ว่าจะเป็น พี่กบดาบจั้มป์ พี่ไก่ พี่สมาน พี่หนา เซ็นทรัลพระราม2 คนแล้วคนเล่าแซงกลับไปหมด ซึ่งมีอีกหลายท่านที่รู้จักหน้า ทักทายกัน แต่ไม่รู้จักชื่อ ใจก็คิดไปพลางว่า อารมณ์ ตอนแซงคนอื่นตอนท้ายๆ ก็ได้มาเยอะแล้ว มาลองสัมผัสความรู้สึกที่โดนแซง และได้รับรอยยิ้มที่เพื่อนๆ มอบให้ว่าจะรู้สึกอย่างไร ใครไม่เคยเจอ ต้องมาเจอเองครับ
บอกได้เลยครับว่ามันจี๊ด 55555
จะไม่ให้จิ๊ดได้ยังไง เพราะวันนี้ ผมวิ่งแซงพี่ที่เซ็นทรัลมาหมด กะว่าวันนี้ ขอได้ที่ 1 ของชมรม สักหน่อย เพราะวิ่งทีไร ถ้าไม่กลางก็บ๊วยมาตลอด พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็เซ็งไปชั่วขณะ
ก้าวแล้วก้าวเล่า ทำไมมันช่างยาวไกล อะไรจะขนาดนั้น เดินเท่าไหร่ ก็เหมือนระยะทางมันเพิ่มช้า กว่าเวลาที่เดินไปช่างไม่มีสัมพันธภาพเลย ชีวิตในช่วงเวลานี้ แสงแดด ก็ช่างเป็นใจ เสียนี่กระไร ส่องแสงจ้า รับอรุณอย่างเบิกบานซึ่งต่างจากมนุษย์คนนี้ ที่ไม่มีความต้องการแสงแดดเลยในช่วงนั้น
ในที่สุดเราก็เดินมาได้ 3 โล จนได้ จนมาเริ่มเลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งตัดถนนข้ามไปอีกฝั่ง ซึ่งเราจำได้ดี เมื่อปีที่แล้ว ที่เราได้รับน้ำใจเป็นน้ำเต้าฮวยนมสด ที่ช่วยประคอง ให้วิ่งถึงเส้นชัยเมื่อปีก่อน
แต่ปีนี้ กลับไม่พบ โต๊ะที่มาตั้งเพื่อแจกนักวิ่ง ก็ผิดหวังเล็กน้อย แต่ย้อนคิดคำพูดของป้าเมื่อปีก่อนจำได้ดีว่า วันนี้ป้าไม่มีเวลาเข้าไปช่วยงาน เลยมาแจกช่วงนี้ที่หน้าบ้านตัวเอง ซึ่งปีก่อนผมวิ่งอยู่ที่ 5 ชม. กว่า ๆ ซึ่งยังไม่ใช่เวลาที่ป้าจะมาแจก คิดไปนั่น ที่เสียดายไม่ใช่ตะกละ หรืออะไรหรอก เพียงแต่อยากคุยกับป้า เพื่อขอบคุณน้ำใจเมื่อปีก่อนที่ทำให้ผมมีแรงวิ่งต่อไปจนถึงจุดหมาย
กม ที่ 40 ผ่านไป กำลังย่างก้าน สู่ระยะ 41 กม เลยทดสอบจ็อก ดูปรากฏว่า วิ่งไปได้สักระยะเริ่มมีอาการ ก็เลยเบาลงอีกเพื่อให้ร่างกายกระตุ้นให้พร้อมสำหรับการทำงานหนักครั้งสุดท้าย ซึ่งปรากฏว่า ยังไม่ทันที่จะเริ่มเบาลงที่สุด เหลือบไปเห็น พี่รุจน์ กำลังบรรจงถ่ายรูปนักวิ่งก่อนหน้า อยู่หลายท่าน นาทีนี้ เสียลุคส์ ไม่ได้ ก็เลยลองทดสอบวิ่งดูปรากฏว่า วิ่งได้เหมือนมีปาฏิหารย์ กล้องมีผลต่อชีวิตผมซะงั้น 5555 พี่รุจน์ ก็ส่งสัญญาณ ให้ออกมา ให้โฟกัส กับกล้อง แน่นอน ผมไม่รอช้า จัดไปเต็ม ๆ จนมือไม้พันกันมั่วไปหมดไม่รู้ท่าไหนต่อท่าไหน (ตะคริวที่แขน หายไปตอนไหนหว่า นึกขึ้นได้ ขำขึ้นมาซะงั้น)
หลังจากนั้น ก็เริ่มเร่งสปีด เพราะเริ่มวิ่งได้แล้ว ก็มาเจอ กับพี่ตุ้มที่กำลังเก็บภาพอยู่ พี่เค้าแซวอะไรประมาณเหลืออีก 2 กม ประมาณนี้ ให้วิ่งให้เร็วหน่อย ผมร้องจ๊ากทันที เพราะผมไม่รู้ระยะจริงของงานว่าเท่าไหร่ เพราะจากจุดตรงนั้นถ้าให้เป็นมาตรฐานก็ควรเหลือแค่ กิโลเดียว ซึ่งถ้ามากกว่านี้ ผมคิดว่า แป๊กแน่ ซึ่งมาถึงตอนนี้ เด็กๆ ที่มาเดินก็เยอะมาก จะให้ผมวิ่งหลบก็คงไม่สามารถจะทำได้แน่นอน
การเรียกพลังเสียง จึงต้องนำออกมาใช้ใน กิโลเมตรสุดท้าย ผมตะโกนโหวกเหวก อย่างบ้าคลั่ง โอ้ววๆๆๆๆ ผมส่งเสียงให้น้องๆ ที่เดินทอดน่องหน้ากระดานเรียงเดียวอย่างสบายใจ ให้รู้ว่ารถถังมาแล้วจะได้หลบหลีกให้ จ็อคๆๆๆๆๆ ส่งเสียงเอง เพื่อบิ้วท์ อารมณ์ งานนี้ขนออกมาหมดแม๊กซ์ เพื่อให้ผ่อนคลายให้มากที่สุด
ในที่สุด ก็มาถึงจุดที่สตาร์ท จนได้ ก็มาเข้าหลักการที่คุณลุงสับปะรด กล่าวไว้ ว่า มันจะให้ตูเข้า พรมสีไหนว่ะ ขึ้นมาจนได้ไม่เห็นหรอกว่าเค้ามีเขียนระยะไว้ ขอบอกตามตรง ตามันลาย มาเห็นว่าเค้าบอกก็ไอ้ตอนมาดูรูปตอนหลังนี่แหละ ใครพูดอะไรตอนนั้นก็ไม่ได้ยิน หรอกว่าให้เข้าพรมสีอะไร หูมันอื้อ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ เพราะเสียงพิธีกรพูดกลบหมดเลย 555 สุดท้ายก็เห็นที่นาฬิกา ที่เป็นเวลาของมาราธอน ซึ่งในที่สุดก็เลือก เข้าพรมสีแดง ตามเบอร์ที่หน้าอกด้วยเวลา 4:23:30 ซึ่งเป็นระยะที่จับได้จากนาฬิกาตัวเองและตรวจสอบกับ Chip แล้ว เป็นเวลาที่ตรงกันเป๊ะ
สุดท้าย มาราธอนแรกของปีนี้ ก็จบลงไปได้ด้วยดี ด้วยการทุบสถิติของตัวเอง ทั้ง 30k และ มาราธอน
ผมบอกแล้วไง ว่า นักกีฬา "ชอบทำลายสถิติ"
| มาราธอนที่ดีที่สุด |
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ อ.สถาวร ที่เป็นครูในเรื่องวิ่งคนแรก ที่ถ่ายทอดสิ่งดีๆ และความห่วงใย ให้เสมอมา
ขอบคุณสมาชิกเซ็นทรัลพระราม 2 และ SathavornRunningClub
ขอบคุณเพื่อนๆ นักวิ่งที่วิ่งด้วยกัน
ขอบคุณสองขา ที่พาไปให้พบสิ่งที่ยัง Unseen อีกหลายอย่าง
ขอบคุณช่างภาพทุกท่าน จากทุกสำนัก ที่ช่วยบันทึกประสบการณ์และความทรงจำให้กับชีวิตผม
แล้วพบกันใหม่ จอมบึงมาราธอน
เขียนบันทึก ณ วันครู ปี 2555
ไช้
15 มกราคม 2012
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ออกยาว เพื่อ มาราธอน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน กับสภาวะน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นทางตอนบน ของกรุงเทพฯ นั้นทำให้หลายชีวิตต้องอพยพ โยกย้ายที่อยู่กันอย่างอลม่าน ณ ตอนนี้ กรุงเทพฯ ถูกข้าศึกประชิดเมืองแล้ว ซึ่งสำหรับการซ้อม ก็ยังคงต้องมีต่อไป เพราะยังไม่มีการประกาศเลื่อนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทุกฝ่ายกำลังลุ้น และ ก็ลุ้น สำหรับ กระแส น้ำว่าจะเป็นเช่นไรต่อไป
สำหรับการซ้อมในวันนี้ เป้าหมายการซ้อม คือ ย้ำระยะที่ 30 กม โดยก่อนวิ่งได้สำรวจและคำนวณเส้นทางการวิ่งไว้แล้ว ซึ่งถ้าวันนี้ผ่านไปได้ ก็จะได้ฤกษ์ เพิ่มระยะไปที่ 35 อีก 2 ครั้ง คงทันแข่งมาราธอนที่กรุงเทพฯ พอดี
ตั้งนาฬิกาไว้ที่ 4 แต่กว่าจะงัดทั้งตัวเองและน้องชาย ขึ้นมาได้ก็เกือบตี 5 สำหรับการซ้อมในครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องชายในการปั่นจักรยานนำและส่งน้ำให้ตลอดเส้นทาง
ในการซ้อมวันนี้ตั้งใจจะให้จบ 30 กม ภายใน 3 ชม เหมือนกับการไปวิ่งที่กาญจนบุรี
การวิ่งในช่วงแรกเนื่องจากยังมีความสดอยู่จึงสามารถประคองความเร็วได้ไม่เกิน 6 นาที ต่อ กม.
ซึ่งสามารถทำได้ 15 นาที เริ่มเกิดอาการจึงผ่อนความเร็วลง ทำให้วิ่งเกิน 6 นาทีตลอดไปจนจบเป้าหมายที่ 30 กม ด้วยเวลา 3 ชม 5 นาที ซึ่งเกินเป้าหมายไปเล็กน้อย ในการวิ่งครั้งนี้ทำให้รู้อีกอย่างว่าเวลาที่เราเหนื่อยๆ น้ำมะพร้าวสักลูก ช่วยสร้างความสดชื่นได้ดีทีเดียว
ขากลับที่จุดกลับตัวที่ซื้อมะพร้าว กิน ยังได้ซื้อกลับบ้านอีก 4 ลูก โดยให้หนุ่ยแขวนไว้ที่แฮนด์จักรยานกลับบ้าน ด้วย สงสัยจะอร่อยมากเลยติดอกติดใจ
ขอบคุณน้องชาย ที่ทำให้ผ่านวันที่ยากไปได้อีกวันหนึ่ง
ไช้
2 ตุลาคม 2011
สำหรับการซ้อมในวันนี้ เป้าหมายการซ้อม คือ ย้ำระยะที่ 30 กม โดยก่อนวิ่งได้สำรวจและคำนวณเส้นทางการวิ่งไว้แล้ว ซึ่งถ้าวันนี้ผ่านไปได้ ก็จะได้ฤกษ์ เพิ่มระยะไปที่ 35 อีก 2 ครั้ง คงทันแข่งมาราธอนที่กรุงเทพฯ พอดี
ตั้งนาฬิกาไว้ที่ 4 แต่กว่าจะงัดทั้งตัวเองและน้องชาย ขึ้นมาได้ก็เกือบตี 5 สำหรับการซ้อมในครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องชายในการปั่นจักรยานนำและส่งน้ำให้ตลอดเส้นทาง
ในการซ้อมวันนี้ตั้งใจจะให้จบ 30 กม ภายใน 3 ชม เหมือนกับการไปวิ่งที่กาญจนบุรี
การวิ่งในช่วงแรกเนื่องจากยังมีความสดอยู่จึงสามารถประคองความเร็วได้ไม่เกิน 6 นาที ต่อ กม.
ซึ่งสามารถทำได้ 15 นาที เริ่มเกิดอาการจึงผ่อนความเร็วลง ทำให้วิ่งเกิน 6 นาทีตลอดไปจนจบเป้าหมายที่ 30 กม ด้วยเวลา 3 ชม 5 นาที ซึ่งเกินเป้าหมายไปเล็กน้อย ในการวิ่งครั้งนี้ทำให้รู้อีกอย่างว่าเวลาที่เราเหนื่อยๆ น้ำมะพร้าวสักลูก ช่วยสร้างความสดชื่นได้ดีทีเดียว
ขากลับที่จุดกลับตัวที่ซื้อมะพร้าว กิน ยังได้ซื้อกลับบ้านอีก 4 ลูก โดยให้หนุ่ยแขวนไว้ที่แฮนด์จักรยานกลับบ้าน ด้วย สงสัยจะอร่อยมากเลยติดอกติดใจ
ขอบคุณน้องชาย ที่ทำให้ผ่านวันที่ยากไปได้อีกวันหนึ่ง
ไช้
2 ตุลาคม 2011
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Race 56 ฤา ว่า อัลตร้าเหมาะกับคนบ้าเท่านั้น
ดังที่กล่าวไว้ในหลายตอนก่อน ว่า มาราธอน ถ้าให้เหมาะลงปีนึงไม่เกิน 2 ครั้ง เหมือนดังโฆษณาสรรพคุณ เครื่องดื่มชูกำลังอะไรอย่างนั้น
ในที่อาจอนุโลม รายการนี้ไว้ เพราะไม่ใช่มาราธอน
![]() |
| น้ำที่เจิ่งนอง คงบ่งบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ |
ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน วนอยู่หลายรอบ กว่าจะหาสถานที่จัดงานเจอ ก็เล่นเอาเหงื่อตกไม่ต้องวอร์มกันซะทีเดียว
ก้าวแรกที่เข้ามาที่สวนพฤกษ์ นั่นไม่น่าเชื่อว่า อยากจะบอกว่า ................................................ ................................................ ................................................
................................................
................................................
????????????????????????????
"พี่ครับ ห้องน้ำอยู่ไหนครับ" มันจะมาอะไรตอนนี้ครับท่าน หลังจากจัดแจงธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ได้เวลากลับไปหาเบอร์และชิพ กับพี่ๆ ที่ล่วงหน้าไปก่อน จัดแจงติดเบอร์ รัดชิพ ไม่ให้มันหาย เพราะถ้าชิบหาย ต้องจ่าย 500
![]() |
| เร่งเเต่งตัว เปลี่ยนผู้แข่งขันตามกำหนดเดิม |
สำหรับ การวิ่งเดี่ยว แต่ตอนนี้มีเรื่องที่ต้องลุ้นสำหรับทีม ที่จะลงผลัด เนื่องจากไม้หนึ่ง น้องยุ้ย ยังเดินมาไม่ถึง จึงต้องรีบเปลี่ยนแผนการส่งคุณเมย์ลงไม้หนึ่งแทน
ซึ่งระหว่างรอการปล่อยตัว น้องยุ้ยก็มาถึง การเปลี่ยนตัวคืนก็เกิดขึ้นในตอนนั้นทันที
เรียกว่าเสี้ยววินาที ทุกคนช่วยกันเข้าไปติดเบอร์ ติดชิฟ ผมก็เกือบคล้อยตามไปช่วยน้องเค้าติดเบอร์แล้ว 55+
![]() |
| หลังฝนผ่านไป เริ่มจับกลุ่มวิ่งเป็นชมรม เป็นที่สนุกสนาน |
งานวิ่งนี้ ผมเตรียมกางเกง เสื้อ ถุงเท้า และรองเท้ามาเปลี่ยน เต็มที่
เพราะการวิ่งในสภาพที่ตัวแห้งย่อมดีกว่า เปียกเหงื่อแล้ววิ่งเป็นแน่
สนามสวนพฤกษ์ รอบละ 800 เมตร เป็นเส้นทางลาดยางที่ค่อนข้างโอเค กับการวิ่งระยะไกล ร่มไม้ที่ประดับประดา ข้างทาง ช่วยบังแสงแดดได้เป็นอย่างดี อุปกรณ์ต่างๆ วันนี้ มีชมรมมา ไม่ต้องหอบมาวิ่ง สามารถวางไว้ที่เต็นท์ที่ทางเจ้าภาพจัดไว้ให้ เพราะมีเพื่อนที่มาวิ่งผลัด คอยเฝ้าของให้
![]() |
| สภาพขณะฝนตก ช่างภาพก็ไม่ย้อท้อ หาวิธีถ่ายจนได้ |
เมื่อฝนตกก็ได้เห็นอะไรหลายอย่าง อย่างแรกคือ หาถุงครับ หาถุงจริงครับ เพราะต้องมาใส่โทรศัพท์ที่จับ GPS อยู่ โทรศัพท์รอดการเจ๋งไปได้อีกคราหนึ่ง
สิ่งที่สองที่ได้เห็น คือความเตรียมพร้อม เชื่อหรือไม่ครับ มีนักวิ่ง เตรียมเสื้อกันฝนมาวิ่งด้วย บางคนเตรียมร่มมา วิ่งไปกางไป เป็นที่เฮฮา ซึ่งฝนนี่ทำให้อุณหภููมิร่างกายเราลดลง ทำให้วิ่งได้ดีขึ้นจริงๆ ถ้าไม่เชื่อ ท่านลองไปวิ่งตากฝนดูกันครับ
ซึ่งตามแผนการณ์ เราก็ควรจะเปลี่ยนเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาตอนนี้คือเครื่องติด และวิ่งกันเป็นกลุ่มจะถอนตัวออกมาก็เกรงใจ และตอนนี้ ในใจอยากวิ่งให้จบระยะมาราธอนรวดเดียวเลย แล้วค่อยหยุดพัก กินข้าวแล้วค่อยมาวิ่งต่อ
เลยฝืนวิ่งทั้งเปียกๆ ไป โดยลืมคิดถึงผลที่จะตามมาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
งานนี้เป็นงานที่ชอบอีกงานเพราะใช้ชิพ เป็นตัวเช็ครอบ ไม่ใช่ เช็คพอยน์ เหมือนงานนั่นที่กล่าวถึง ซึ่งทำให้ตัดภาระรอบกายไปได้เยอะมาก
30 กม ผ่านไป กลุ่มก็แตกจนได้ เพราะข้าพเจ้านั่นแหละ ที่วิ่งตามไม่ไหว เล็บที่หายไปเริ่มส่งสัญญาณ ความเจ็บปวด
น้ำที่ขังในห้องเท้า เสื้อผ้าที่เปียก ผ้าเช็ดหน้าที่คอยเช็ดน้ำตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างส่งผลออกมาแล้ว ณ กม แห่งนี้
เท้าพองน้ำครับ หน้าไหม้จากผ้าเช็ดหน้าที่หยิบขึ้นมาเช็ดตลอดทาง
ทุกคน ยกเว้น ผม วิ่งเข้าเต้นท์ เพื่อเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป้าหมายของผมคือวิ่งให้ครบมาราธอนแล้วค่อยหยุด ยังตามหลอกหลอนอยู่ ซึ่งแผนนี้คือแผนในภาวะปกติ
แต่นี่ฝนตก ไย ผมไม่ปรับแผนตามสภาพภูมิิอากาศ
การฝืนนั้นส่งผลทำให้ การวิ่งไม่สนุกเลย เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องบรรจุไว้ในพจนานุกรม ประสบการณ์ของข้าพเจ้า อีกคำรบหนึ่ง
ฝืนวิ่งจนกระทั่งไม่ไหว ต้องหยุดแล้วเดินให้ครบมาราธอน
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วยังไงต้องเอาให้จบก่อนแล้วค่อยว่าักัน
นั่นคือสิ่งที่คิดระหว่างการวิ่งตอนนี้ 4:44:03 ตอนนี้วิ่งไปได้ 40 กว่ารอบแล้ว เรียกได้ว่า ถ้าเป็นกล้วย ก็งอมสุก แทบจะเละแล้ว
ผมไม่สร้างภาพครับงานนี้ ผมเดิน ไม่สนใจใครทั้งสิ้น ใครจะถ่ายรูป ใครจะแซว งานนี้ไม่มีสนใจครับ
เพราะทุกรอบที่วิ่ง มักจะสนุกกับบริเวณจุดสตาร์ท ของเหล่ากองเชียรที่ใส่กันสุดฤทธิ์
และที่สำคัญกลิ่นของกระเพราไก่ ที่หอมยั่วยวนมาก จะไม่หอมได้ยังไง มันใกล้เที่ยงเต็มทีแล้ว
สุดท้ายก็พยายามวิ่งจนครบมาราธอนจนได้ เห้อ เราจะได้พักแล้วครับ ตะคริวไม่กินครับวันนี้ แต่เท้าเละ
เมื่อครบระยะมาราธอนก็ได้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าและอุปกรณ์ทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายอะไรไม่รู้ดลใจอยากให้การวิ่งนี้จบไปเร็วๆ เลยเลือกที่จะเปลี่ยนแค่ถุงเท้าและรองเท้าเท่านั้น
จากนั้นก็ถืงเวลากินมาราธอน ซัดกระเพราไก่ ไข่ต้ม ไปสองจานพูน ๆ พลังงานพร้อม ที่จะออกไปเดินให้ครบระยะ 48 กม ภายใน 10 ชม แล้ว
เมื่อมานึกย้อนแผนตัวเอง ในครั้งนี้ บอกได้เลย ว่าเป็นแผนที่ห่วยแตกมาก เพราะถ้าเราทยอยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ พักไปเรื่อยๆ ในเวลา 10 ชม ยังไงก็พิชิตได้ มิหนำซ้ำอาจจะวิ่งได้ถึง 60 กม ก็เป็นได้
แต่นี่คือการวิ่งในสไตล์ของเรา ที่ต้องรับผิดชอบแผนการวิ่งเอง
กินข้าวเสร็จแรงมา รองเท้าใหม่ เลยฉลองด้วยการวิ่ง แอ็คชั่นซะหน่อย
มาถึงตอนนี้ แดดเริ่มมาแล้วครับ วิ่งไปได้สักพักเีดียว ก็กลับมาเร่งเดิน ในสปีด 12 นาที ต่อ กม
เพื่อให้จบการแข่งขัน ให้เร็วที่สุด
จะได้ออกมาเชียร์เพื่อนๆที่แข่งวิ่งผลัดกันอยู่
และในที่สุดการเดินของผม ก็เสร็จสิ้นภาระกิจ
วิ่งอย่างไรให้ได้ 48 กม ภายใน 10 ชมเสียที
ภาพบรรยากาศ 6 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน
ปิดท้าย ด้วยภาพ รวม Endomondo ทีม
![]() |
| ไช้ ป้อม โก |
![]() |
| ถ้วยแรกในชีวิต แต่ไม่ได้จากการแข่งขัน เพราะเค้าแจกทุกคนที่วิ่งระยะถึงกำหนด |
ไช้
วันแรงงานแห่งชาติ 2011
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
Race 53 สงกรานต์ที่สวนลุม
Race 53 สงกรานต์มาราธอน
ไม่เคยนึกไม่เคยฝัน ว่าจะต้องมาตกละกรรมลำบากเยี่ยงนี้้ วลีนี้ จะไม่ถูกนำมาใช้เลย ถ้าไม่ทำอะไรเกินตัว เกินกำลังตัวเอง
จากการลงมาราธอนครั้งแรกเมื่อตอนต้นปี ไปที่จอมบึง ก็ไม่ได้คิดที่จะลงที่ไหนอีกจนกว่าจะปลายปี
เพราะว่า การลงมาราธอนมากกว่า 2 ครั้งต่อปี ใน pace ของการแข่งขันกับเวลา จะทำให้สุขภาพเราทรุดโทรมเกินไป ประโยคนี้ เป็นประโยคที่ทั้งได้ยิน และได้อ่าน ตามหน้าเว็บต่างๆ
แต่ทำไมเราเห็นนักวิ่งบางคน วิ่งมาราธอนแทบทุกสนามที่มีการแข่งขัน เค้าเป็นยอดมนุษย์หรือว่าทฤษฏีที่เราได้ยินได้อ่านมา เป็นเพียงเรื่องเล่า เรื่องขู่ นักวิ่งหน้าใหม่อย่างเรา
แต่จากการสมัครวิ่งอัลตร้า มาราธอน ไปแล้ว ซึ่งได้ตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะลงวิ่งเดี่ยว เพื่อที่จะได้มีการวิ่งที่เป็นอิสระไม่เป็นภาระใคร จึงทำให้ต้องซ้อมยาว ยาว ยาว และยาวยิ่งขึ้นไป เพื่อเสริมสร้างสภาพร่างกายให้มีความแข็งแรง และ อดทน พอในช่วงการแข่งขัน การฝึกทนแดด ทนฝน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เสริมสร้าง
![]() |
| ออกจากจุดปล่อยตัวเกือบคนสุดท้าย เพราะมัวแต่รอสัญญาณ GPS |
ซึ่งมองซ้าย มองขวา ในช่วงเมษายน แบบนี้ การแข่งขันมาราธอนที่แทบจะมีน้อยหรือไม่มีเลย กลับมีการจัดการแข่งขันที่เป็นประเพณีมาช้านานรายการหนึ่ง นั่นคือ รายการ "สงกรานต์มาราธอน"
![]() |
| ชูสองนิ้วหมายความว่าเพิ่งวิ่งไปสองรอบ |
เสน่ห์ของรายการนี้คือ จะจัดการแข่งขันอยู่ในช่วงเดือนสงกรานต์ ซึ่งจัดโดย สปอร์ตวิชั่น นอกจากจะมีการแข่งขันในระยะเต็มมาราธอนแล้ว ยังมีการจัดแข่งขันผลัดมาราธอนรายการนี้อีกด้วย
ธีมของงานคือการใช้ผ้าขาวม้าในการเปลี่ยนผลัด สาดน้ำ ปะแป้ง ในระหว่างวิ่งแต่ละรอบ
นี่คือสิ่งที่่ได้อ่านและได้ยินนักวิ่งเก่าๆ เล่าให้ฟัง
จึงได้ตัดสินใจสมัครวิ่งรายการนี้ เพื่อเป็นการซ้อมยาวให้ถึง 35 กม ก่อนรายการอัลตร้ามาราธอนจะเกิดขึ้น
กลยุทธ์ในการซ้อมครั้งนี้ คือ วิ่งอย่างไร ให้ได้ 35 กม คือ 14 รอบสวนลุม
ที่เหลือ เดิน หรือวิ่งเบาๆ จนกว่าจะครบ
และเมื่อเช้าวันงานมาถึง การเดินทางเข้าสู่สนาม เพื่อเตรียมเข้าแข่งขัน ก็พบอุปสรรคหลายอย่าง คือ อย่างแรกทางผู้จัดไม่ได้ประสานงานกับทางสวนลุม ทำให้ประตูสวนที่เปิด ตีสี่ครึ่ง ยังต้องเปิดเวลาเดิม
![]() |
| รอบ 7 ผ่านไป เหลืออีก 10 รอบ |
ซึ่งทำให้การเตรียมการจัดการแข่งขันดูแล้วไม่น่าจะจัดทัน เพราะเวลาปล่อยตัวตามกำหนดของระยะมาราธอน คือ ตีห้าครึ่ง ณ เวลาปล่อยตัว ยังมีนักวิ่งทยอยเข้ามาสมัครอยู่อย่างต่อเนื่อง
ผู้จัดจึงแจ้งขอเลื่อนเวลาการปล่อยตัวออกไปที่ 6 โมงเช้า (มีแต่คนบอกว่าหนาวแน่แบบนี้ แต่ข้าพเจ้าอยากบอกว่าคุณปล่อยตัวช้าไปเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็ยิ่งร้อนเท่านั้น)
วันนี้ การเตรียมพร้อมในการวิ่งของข้าพเจ้าถือว่าสอบตก เพราะคิดว่าการวิ่งในสวนสาธารณะปิดเยี่ยงนี้ ไม่จำเป็นต้องพกสตางค์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่อยากจะเล่าให้ฟังอีกครั้ง
ในครั้งนี้ การเตรียมอุปกรณ์สำหรับวิ่งของผมนั้นประกอบไปด้วย
โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง สำหรับ ฟังเพลง และจับระยะทาง
หูฟัง สำหรับฟังเพลง หมวกสำหรับกันแดด นาฬิกาเรือนละร้อย
กระเป๋าคาดเอว สำหรับบรรจุ ผลิตภัณฑ์ ช็อคโกแลต และลูกอม
รองเท้า เอสิค คาลิเบอร์ ที่เพิ่งไปถอยมาใหม่ เพื่อใช้วิ่งมาราธอน สดๆ ร้อนๆ เนื่องจาก เอสิค คายาโน่ นั่นหนักเกินไปสำหรับการวิ่งมาราธอน จริงๆ ซึ่งการตัดสินใจซื้อคือวันเสาร์ก่อนวิ่ง (T_T) พร้อมทั้งไม่ได้รับส่วนลดใดๆ จากการซื้อครั้งนี้
![]() |
| 12 รอบผ่านไป ใจเริ่มล่องลอย |
ซึ่งการกระทำเยี่ยงนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นสำหรับนักวิ่งจริงๆ เพราะการซื้อรองเท้าใหม่ แล้วนำมาวิ่งเลย นั้นอันตรายอย่างยิ่ง
เพราะการซื้อรองเท้าใหม่ ก็เหมือนซื้อรถใหม่ คนขับ คนใส่ จะต้องรู้จัก Run in รองเท้า หรือ รถ ในช่วงแรกก่อน เพราะความไม่คุ้นเคย ความใหม่ของมัน อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใส่ ได้ทันที
การเตรียมตัวก่อนการวิ่ง ก็เริ่มมีการอบอุ่นร่างกาย ยืดเหยียด เพื่อรอเวลาปล่อยตัว ได้เริ่มขึ้น
มีการตรวจสอบความพร้อมของ GPS ในโทรศัพท์ว่าสามารถจับสัญญาณได้หรือยัง
เลือก list เพลงเพื่อใช้สำหรับฟังในการวิ่ง
จิบน้ำทีละน้อย บ่อยๆ ครั้ง เพื่อให้ร่างกายพร้อมกับการซ้อมวิ่งในวันนี้
ในวันนี้ ทางเซ็นทรัลพระราม2 มาลงมาราธอนกันสองคนคือข้าพเจ้า กับ คุณเมย์ ที่เหลือ บอย ไข่นุ้ย และพี่กี้ มาลงระยะ 10 กม กันหมด
![]() |
| ยังไหวไม๊ครับ |
การปล่อยตัวเริ่มขึ้นที่ หกนาฬิกา ซึ่งจุดให้น้ำจากการสังเกตุโดยการวิ่งรอบแรกจะมีอยู่สองจุด จุดแรกอยู่ที่จุดปล่อยตัว ตรงลานตะวันยิ้ม และจุดที่สองอยู่ตรง ริมรั้วฝั่ง รพ จุฬา
เมื่อวิ่งไปเกือบครบรอบ ก็มีเจ้าหน้าที่แจกเช็คอิน เป็นริบบิ้นสี ผูกกับหน้งยาง ซึ่งข้าพเจ้้าจะต้องเอามารัดไว้ที่แขน
สองรอบแรกผ่านไปด้วยภาวะปกติ หมวกที่เตรียมไว้ยังผูกไว้ที่เอว และหวังว่าวันนี้จะมีเมฆมาก และไม่ได้ใช้มัน
ซึ่งตอนนี้ เริ่มมีการตั้งโต๊ะแจกเกลือแร่ และโต๊ะอาหารจากซุ้มชมรมวิ่งต่างๆ ที่มากันเป็นชมรม ซึ่งวันนี้ เหมือนมาคนเดียวไม่กล้าสบตามองใคร วิ่งต่อไปทาเคชิ
ตั๊ปๆๆๆๆๆ เสียงนี่ยิ่งวิ่งหนี ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เป้นเสียงฝีเท้าที่คุ้นหู มากซึ่งถ้าจะบอกว่ารู้ว่าเป็นใคร คงไม่ใช่สิ่งที่เกินความจริง
บอย วันนี้ซึ่งลงวิ่ง 10 กม ซัดเข้ารอบที่ 4 แล้ว ในขณะที่เรายังวิ่งรอบ 3 อยู่เลย อนิจจา บอยหันมาบอกว่า วันนี้มีธุระต้องไปทำงานต่อ ขอรีบวิ่ง รีบไปนะ
วันนี้เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ แดดไม่แรงอย่างที่คิด การวิ่งก็วิ่งไปเรื่อยๆ จิบน้ำทุกรอบ เกลือแร่จิบ รอบเว้นรอบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
กลับมาพูดถึงเรื่องรองเท้า เป็นอะไรที่บังเอิญมากที่วันนี้ในกลุ่ม Endomondo มีการเปลี่ยนรองเท้าใหม่ ถึง 3 คน คือข้าพเจ้า คุณย้ง และ คุณป้อม ซึ่งเหตุการณ์ในวันนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเอง มีหน้าที่วิ่ง ก็วิ่งต่อไป จนกว่าจะหมดภาะกิจ
7 รอบผ่านไป ภาระที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่เริ่มส่งผล หนังยางเช็คอินเริ่มรัดมือแดง พยายามเปลี่ยนซ้ายบ้างขวาบ้างหลายรอบ
จนอยากเขวี้ยงทิ้งเพราะอึดอัดเหลือเกิน
แดดเริ่มมา จนต้องหยิบหมวกมากัน ซึ่งกันได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มี
กลับมาพูดถึงเรื่องรองเท้า เป็นอะไรที่บังเอิญมากที่วันนี้ในกลุ่ม Endomondo มีการเปลี่ยนรองเท้าใหม่ ถึง 3 คน คือข้าพเจ้า คุณย้ง และ คุณป้อม ซึ่งเหตุการณ์ในวันนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเอง มีหน้าที่วิ่ง ก็วิ่งต่อไป จนกว่าจะหมดภาะกิจ
7 รอบผ่านไป ภาระที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่เริ่มส่งผล หนังยางเช็คอินเริ่มรัดมือแดง พยายามเปลี่ยนซ้ายบ้างขวาบ้างหลายรอบ
จนอยากเขวี้ยงทิ้งเพราะอึดอัดเหลือเกิน
แดดเริ่มมา จนต้องหยิบหมวกมากัน ซึ่งกันได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มี
10 รอบผ่านไป กับ ระยะ 25.143 กม ขาเริ่มตึง หูเริ่มชา เอ้ยไม่ใช่ ขาเริ่มชา หูชักตึง วิ่งไปแล้วทำไมรู้สึกปวดนิ้วเท้าฝั่งซ้ายมากก็ไม่รู้
มันตุ๊บๆๆ ตลอด ทำเป็นลืมๆ มันไปซะ กินช็อคโกแลตเดี่ยวกว่า เริ่มหิวแล้ว
ตอนนี้ ระหว่างข้าพเจ้าวิ่ง นักวิ่งผลัก ก็ผลัดกันโกยเอาๆ วิ่งกันอย่างมันส์สะใจ ทำไม ข้าพเจ้าไม่สะใจเหมือนอย่างนั้นเลยหนอ
คิดในใจ เหลืออีกตั้ง 7 รอบ จะไหวไม๊เนี้ย หรือแค่ไหน แค่นั้น ไม่ไหวก็เดินออกกลับบ้าน
ความคิดต่างๆ นาๆ เริ่มเข้ามาในหัวสมอง
ยิ่งวิ่งยิ่งช้าลง วิ่งจนจำรอบไม่ได้แล้ว จึงหยิบนาฬิกามาเช็คระยะ โอ้ว บร่ะเจ้า สัญญาณหลุดไปตั้งแต่ตอนไหนเนี้ย ไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว จับนาฬิกา จับเวลาใหม่ พร้อมทั้งวิ่งไปนับไปว่ามียางกี่เส้น ซึ่งกว่าจะรู้ว่ามี 12 เส้น ก็ใช้เวลาไปพอสมควร
ซึ่งนับเสร็จก็เป็นดรื่อง ตะคริวกิน ครับ กม ที่ 30 ฝืนได้ถึง รอบที่ 13 วิ่งไม่ได้อีกแล้ว
มาราธอนครั้งก่อน ยังวิ่งได้ ถึง กม ที่ 35 ทำไมครั้งนี้แย่กว่าคราวก่อน ซึ่งมาย้อนอีกทีว่าวิธีการแผนการวิ่งต่างกัน คราวก่อน วิ่งสลับเดิน ทำให้กล้ามเนื้อคลายไม่มีแรงกดดัน คราวนี้ วิ่งอย่างเดียวไม่มีพัก ถึงจะช้าก็เถอะแต่มันสร้างแรงกดดันให้กับกล้ามเนื้อเกินต้นทุนที่เรามีเกินไป
เดิน เดิน และก็เดิน จุดมุ่งหมายการเดิน อีก หนึ่งมินิมาราธอน แปลกความรู้สึกที่เคยคิดว่าจะถอนตัวกลับไม่มีอยู่เลยในช่วงนั้น เลือดนักสู้ หรือสปิริตเกิดขึ้นมาในมนุษย์คนนี้แล้วหรือ
ระหว่างเดิน อายมาก เจอแต่คนรู้จัก แซวกันไป แทบอยากจะเอาปี๊ปคลุมหน้าเดิน แต่ก็คิดได้ว่าศักยภาพเรามีแค่นี้ ทำได้แค่นี้ แต่ก็ยังสู้ และคิดจะสู้จนจบ แล้วเราจะอายทำไม
ระหว่างอาจสร้างภาพบ้างเมื่อเจอตากล้อง ถ่ายรูปเสร็จก็เดินต่อ ทำอย่างนี้ ไปได้ 2 รอบสวนลุม
เหลืออีก 2 รอบเอง มาราธอนโหด วันนี้ ก็จะจบลงแล้ว
เจอพี่รุจน์ ยิ้มให้กำลังใจ ขณะเดินออกจากสวนลุม แต่อยากจะบอกพี่ว่า เพราะพี่นั่นแหละทำให้ผมต้องมาลำบากวันนี้ 555+
เมื่อเข้าจุดรับน้ำรอบก่อนรองสุดท้าย โอ้วววว น้ำหมด เกลือแร่หมดดดด ทำไงดีหว่า การวิ่งที่คิดว่าวิ่งในสวนไม่ต้องใช้ตังค์ แวบเข้ามาในหัวสมองในบัดดล "แม่งเอ้ย"
ด้านได้อายอด สุภาษิตนี้ ยังใช้ได้ดีเสมอ ปฏิบัติการขอเค้ากิน ได้เริ่มขึ้น เมื่อวิ่งผ่านซุ้มชมรมต่างๆ งานนี้ เค้าเตรียมไว้ในสมาชิกเค้าเอง แต่ผมอยากได้ ผมขอนะครับ ไม่ไหวแล้ว ได้แตงโมมาหนึ่งชิ้น น้ำมาหนึ่งแก้ว พอประทังชีวิตไปอีกรอบ
พอสิ้นรอบนี้ มีเจ้าหน้าที่บอกพอได้แล้วไม่ต้องวิ่งแล้ว เฮ้ยพูดยังงี้ได้ยังไง ผมมาซ้อมมาราธอน ก็ต้องวิ่งให้ครบสิ ฝากไปยังผู้จัดด้วยนะครับ ควรอบรมให้ความรู้คนมาช่วยจัดงานด้วยครับ เสียความรู้สึกครับ
ดูนาฬิกาแล้ว คำนวณเวลาแล้ว อีกระยะ 2.5 กม ถ้าขืนยังเดินแบบนี้ มันจะเป็นมาราธอนที่ห่วยแตกมากกว่าครั้งแรกแน่นอน ซึ่งเราต้องเป้าหมายเอาไว้แล้ว ว่า ใน 5 มาราธอนที่เราจะวิ่งต่อจากนี้เวลาต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แต่นี่ครั้งแรกก็ทำให้ศรัทธาในตัวเองหมดไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น 17 นาที กับ 1 รอบสวนลุมเพื่อคงสถิติเดิมไว้ ก็เกิดขึ้น ถ้าเป็นภาวะปกติ เวลาขนาดนี้นี่สบายๆ แต่ในขณะที่ร่างกายอ่อนล้าเหลือกำลังแบบนี้ เป็นอะไรที่เหมือนแบกครกขึ้นภูเขาอย่างมาก
เมื่อสิ้นความคิด การเริ่มออกเดินทางครั้งใหม่ก็ได้เกิดขึ้น จังหวะการก้าวที่สม่ำเสมอ แต่เอ๊ะทำไมเรายังวิ่งไม่เสร็จ และยังมีหลายคนมากมายที่ยังวิ่งไม่เสร็จอีกหลายสิบคนอยู่
ทำไมเจ้าหน้าที่เก็บของ เจ้าหน้าที่เช็คอินหายหมด มาดูอีกที เค้าหลบแดดกันอยู่โน้นนน
กว่าจะเอาเช็คอินมาให้ เสียเวลาไปอีกหลายวินาที (รู้มั้ยมันมีค่าสำหรับผม)
สปีด เท่าที่มีแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่ เหลืออีกนิดเดียว ถึงโค้งตาหวานแล้ว เวลาเหลืออีก 4 นาที กับสถิติเดิม
"ทำลายได้แน่ๆ " จึงค่อยๆ วิ่งไปจนจบที่เส้นชัย
พี่จิมเดินมาดู แล้วถามว่าครบหรือยัง แล้วเช็ครุ่นเหมือนจะติดถ้วย ตะโกนไปถามเจ้าหน้าที่
หน้าแดงด้วยความดีใจ เห้ยติดด้วยเหรอว่ะ
สิ้นเสียงตะโกนกลับ ได้แต่เดินคอตกกลับไปอย่างเหงา ๆ เพื่อหาข้าวกิน
"หมดแล้วค่ะ" เห้ย ทำไมพูดแบบนี้ ผมเหนื่อย ผมหิว ทำไมไม่มีอะไรให้ผมกินเลย น้ำก็ไม่มี ข้าวต้มก็ไม่มี ระหว่างวิ่ง 17 รอบ เห็นของกินเยอะแยะ
แล้วทำไมผมไม่มี
คำว่า "หมดแล้วค่ะ" หมายถึงทั้งถ้วยรางวัลและถ้วยข้าวต้ม นี่เป็นงานวิ่งแรกที่ผมไม่ติดถ้วย เป็นงานวิ่งที่เสียความรู้สึก ในทางส่วนตัวมากมาย และตั้งปณิธาณ แบบไม่ให้ผู้จัดแก้ตัวแล้วว่า
" กรูไม่วิ่งแล้ว งานห่วยแตกแบบนี้" แต่นั้นคือการบันดาลโทสะ ณ ขณะนั้น หลังจากสงบจิตสงบใจได้แล้ว ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า "ช่างมันเหอะ"
ระยะ 42.20 ใช้เวลา 5:22:31
แถมด้วยเล็บหลุดไปหนึ่งข้าง T_T
มันตุ๊บๆๆ ตลอด ทำเป็นลืมๆ มันไปซะ กินช็อคโกแลตเดี่ยวกว่า เริ่มหิวแล้ว
ตอนนี้ ระหว่างข้าพเจ้าวิ่ง นักวิ่งผลัก ก็ผลัดกันโกยเอาๆ วิ่งกันอย่างมันส์สะใจ ทำไม ข้าพเจ้าไม่สะใจเหมือนอย่างนั้นเลยหนอ
คิดในใจ เหลืออีกตั้ง 7 รอบ จะไหวไม๊เนี้ย หรือแค่ไหน แค่นั้น ไม่ไหวก็เดินออกกลับบ้าน
ความคิดต่างๆ นาๆ เริ่มเข้ามาในหัวสมอง
ยิ่งวิ่งยิ่งช้าลง วิ่งจนจำรอบไม่ได้แล้ว จึงหยิบนาฬิกามาเช็คระยะ โอ้ว บร่ะเจ้า สัญญาณหลุดไปตั้งแต่ตอนไหนเนี้ย ไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว จับนาฬิกา จับเวลาใหม่ พร้อมทั้งวิ่งไปนับไปว่ามียางกี่เส้น ซึ่งกว่าจะรู้ว่ามี 12 เส้น ก็ใช้เวลาไปพอสมควร
ซึ่งนับเสร็จก็เป็นดรื่อง ตะคริวกิน ครับ กม ที่ 30 ฝืนได้ถึง รอบที่ 13 วิ่งไม่ได้อีกแล้ว
มาราธอนครั้งก่อน ยังวิ่งได้ ถึง กม ที่ 35 ทำไมครั้งนี้แย่กว่าคราวก่อน ซึ่งมาย้อนอีกทีว่าวิธีการแผนการวิ่งต่างกัน คราวก่อน วิ่งสลับเดิน ทำให้กล้ามเนื้อคลายไม่มีแรงกดดัน คราวนี้ วิ่งอย่างเดียวไม่มีพัก ถึงจะช้าก็เถอะแต่มันสร้างแรงกดดันให้กับกล้ามเนื้อเกินต้นทุนที่เรามีเกินไป
เดิน เดิน และก็เดิน จุดมุ่งหมายการเดิน อีก หนึ่งมินิมาราธอน แปลกความรู้สึกที่เคยคิดว่าจะถอนตัวกลับไม่มีอยู่เลยในช่วงนั้น เลือดนักสู้ หรือสปิริตเกิดขึ้นมาในมนุษย์คนนี้แล้วหรือ
ระหว่างเดิน อายมาก เจอแต่คนรู้จัก แซวกันไป แทบอยากจะเอาปี๊ปคลุมหน้าเดิน แต่ก็คิดได้ว่าศักยภาพเรามีแค่นี้ ทำได้แค่นี้ แต่ก็ยังสู้ และคิดจะสู้จนจบ แล้วเราจะอายทำไม
ระหว่างอาจสร้างภาพบ้างเมื่อเจอตากล้อง ถ่ายรูปเสร็จก็เดินต่อ ทำอย่างนี้ ไปได้ 2 รอบสวนลุม
เหลืออีก 2 รอบเอง มาราธอนโหด วันนี้ ก็จะจบลงแล้ว
เจอพี่รุจน์ ยิ้มให้กำลังใจ ขณะเดินออกจากสวนลุม แต่อยากจะบอกพี่ว่า เพราะพี่นั่นแหละทำให้ผมต้องมาลำบากวันนี้ 555+
เมื่อเข้าจุดรับน้ำรอบก่อนรองสุดท้าย โอ้วววว น้ำหมด เกลือแร่หมดดดด ทำไงดีหว่า การวิ่งที่คิดว่าวิ่งในสวนไม่ต้องใช้ตังค์ แวบเข้ามาในหัวสมองในบัดดล "แม่งเอ้ย"
ด้านได้อายอด สุภาษิตนี้ ยังใช้ได้ดีเสมอ ปฏิบัติการขอเค้ากิน ได้เริ่มขึ้น เมื่อวิ่งผ่านซุ้มชมรมต่างๆ งานนี้ เค้าเตรียมไว้ในสมาชิกเค้าเอง แต่ผมอยากได้ ผมขอนะครับ ไม่ไหวแล้ว ได้แตงโมมาหนึ่งชิ้น น้ำมาหนึ่งแก้ว พอประทังชีวิตไปอีกรอบ
พอสิ้นรอบนี้ มีเจ้าหน้าที่บอกพอได้แล้วไม่ต้องวิ่งแล้ว เฮ้ยพูดยังงี้ได้ยังไง ผมมาซ้อมมาราธอน ก็ต้องวิ่งให้ครบสิ ฝากไปยังผู้จัดด้วยนะครับ ควรอบรมให้ความรู้คนมาช่วยจัดงานด้วยครับ เสียความรู้สึกครับ
ดูนาฬิกาแล้ว คำนวณเวลาแล้ว อีกระยะ 2.5 กม ถ้าขืนยังเดินแบบนี้ มันจะเป็นมาราธอนที่ห่วยแตกมากกว่าครั้งแรกแน่นอน ซึ่งเราต้องเป้าหมายเอาไว้แล้ว ว่า ใน 5 มาราธอนที่เราจะวิ่งต่อจากนี้เวลาต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แต่นี่ครั้งแรกก็ทำให้ศรัทธาในตัวเองหมดไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น 17 นาที กับ 1 รอบสวนลุมเพื่อคงสถิติเดิมไว้ ก็เกิดขึ้น ถ้าเป็นภาวะปกติ เวลาขนาดนี้นี่สบายๆ แต่ในขณะที่ร่างกายอ่อนล้าเหลือกำลังแบบนี้ เป็นอะไรที่เหมือนแบกครกขึ้นภูเขาอย่างมาก
เมื่อสิ้นความคิด การเริ่มออกเดินทางครั้งใหม่ก็ได้เกิดขึ้น จังหวะการก้าวที่สม่ำเสมอ แต่เอ๊ะทำไมเรายังวิ่งไม่เสร็จ และยังมีหลายคนมากมายที่ยังวิ่งไม่เสร็จอีกหลายสิบคนอยู่
ทำไมเจ้าหน้าที่เก็บของ เจ้าหน้าที่เช็คอินหายหมด มาดูอีกที เค้าหลบแดดกันอยู่โน้นนน
กว่าจะเอาเช็คอินมาให้ เสียเวลาไปอีกหลายวินาที (รู้มั้ยมันมีค่าสำหรับผม)
สปีด เท่าที่มีแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่ เหลืออีกนิดเดียว ถึงโค้งตาหวานแล้ว เวลาเหลืออีก 4 นาที กับสถิติเดิม
"ทำลายได้แน่ๆ " จึงค่อยๆ วิ่งไปจนจบที่เส้นชัย
พี่จิมเดินมาดู แล้วถามว่าครบหรือยัง แล้วเช็ครุ่นเหมือนจะติดถ้วย ตะโกนไปถามเจ้าหน้าที่
หน้าแดงด้วยความดีใจ เห้ยติดด้วยเหรอว่ะ
สิ้นเสียงตะโกนกลับ ได้แต่เดินคอตกกลับไปอย่างเหงา ๆ เพื่อหาข้าวกิน
"หมดแล้วค่ะ" เห้ย ทำไมพูดแบบนี้ ผมเหนื่อย ผมหิว ทำไมไม่มีอะไรให้ผมกินเลย น้ำก็ไม่มี ข้าวต้มก็ไม่มี ระหว่างวิ่ง 17 รอบ เห็นของกินเยอะแยะ
แล้วทำไมผมไม่มี
คำว่า "หมดแล้วค่ะ" หมายถึงทั้งถ้วยรางวัลและถ้วยข้าวต้ม นี่เป็นงานวิ่งแรกที่ผมไม่ติดถ้วย เป็นงานวิ่งที่เสียความรู้สึก ในทางส่วนตัวมากมาย และตั้งปณิธาณ แบบไม่ให้ผู้จัดแก้ตัวแล้วว่า
" กรูไม่วิ่งแล้ว งานห่วยแตกแบบนี้" แต่นั้นคือการบันดาลโทสะ ณ ขณะนั้น หลังจากสงบจิตสงบใจได้แล้ว ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า "ช่างมันเหอะ"
ระยะ 42.20 ใช้เวลา 5:22:31
แถมด้วยเล็บหลุดไปหนึ่งข้าง T_T
ไช้
10 เมษายน 2011
10 เมษายน 2011
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




.jpg)















