วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Race 122 พัทยามาราธอน 2013


พัทยา สนามที่เริ่มวิ่งตั้งแต่ปี 2010 / 2011 ที่ลงฮาล์ฟ และ ปี 2012 ที่ลงมินิ ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากการวิ่งทั้งสามครั้งที่ผ่านมาว่าสมควร ลงวิ่งแค่ระยะมินิ เนื่องจากสภาพสนามและสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมกับตัวข้าพเจ้าเอง ที่ไม่เคยประทับใจกับเส้นทางที่นี่เลย การมาวิ่งก็เพื่อมาร่วมงาน เก็บเกี่ยวบรรยากาศกับเพื่อนๆ ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายเมื่อมาเยือนที่นี่ไปแล้ว

มาในปีนี้ ก็อีกเช่นเคยที่ข้าพเ้จ้าก็ยังยืนยันที่จะวิ่งระยะ 11 กม.เท่านั้น แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนคือ มาเพื่อลบรอยแผลในครั้งเก่าที่ทำให้ข้าพเจ้าเดี้ยงยาวถึงสิ้นปีจากการเร่งแล้วกล้ามเนื้อกระตุก ที่หน้าโรงเรียน กม.ที่ 8 หรือ 9 จำไม่ค่อยได้   เป้าหมายในครั้งนี้คือวิ่งแล้วต้องไม่เจ็บ เป็นเป้าหมายแรกและเป้าหมายเดียวในวันนี้

เครดิตภาพ รุจน์ shutterrunning

ที่บริเวณจุดปล่อยตัว ด้วยที่วันนี้มีเป้าหมายวิ่งแล้วไม่เจ็บ แต่แอบแฝงไปด้วยการทดสอบการเร่ง 5 กม.สุดท้าย ก่อนที่จะถึงอีเว้นต์ที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ในอาทิตย์หน้า จึงหนีตัวเองออกไปอยู่หลังสุด เพื่อที่จะได้ออกสตารท์ไปอย่างช้าๆ  ซึ่งนะจุดปล่อยตัวก็ได้ยืนประกอบกับพี่ภาคแห่ง เซนสื่อรักสื่อวิญญาณ ที่ปัจจุบันผันตัวเองตาม ดร.ต้าร์ และตูน เข้ามาร่วมงานวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นประจำ หลังจากทักทายพอหอมปากหอมคอ ประเภท น้องเค้างง ว่ามันเป็นใคร ก็เริ่มออกวิ่งตามจังหวะช้าๆ เพจ 8 ไปเรื่อย ๆ เก็บบรรยากาศนักวิ่งสาวๆ ข้างทางไปเรื่อยๆ เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพใจอย่างแท้จริง


เครดิตภาพ รุจน์ shutterrunning
ระยะทางเมื่อวิ่งเข้าสู่ถนนสุขุมวิท ถ้าใครที่มาวิ่งที่นี้ประจำจะรู้ว่าเป็นเส้นทางขึ้นเนินที่ใช้กำลังมากกว่าปกติ  เนินยาวๆ ตามถนนหลวงเส้นนี้ ทำให้บรรดานักวิ่งไม่ประจำทาง ถึง กับเป่าปาก และเริ่มเดินกันมากขึ้น คาดว่าจะเกิดจากการที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันเท่าไหร่

เมื่อถึง กม. ที่ 4 ก็เริ่มแปลกใจเมื่อมี เคนย่า และนักวิ่งบางส่วนวิ่งสวนทางมา  เห้ยปีนี้เค้าเปลี่ยนเส้นทางวิ่งเหรอ ทำไม ไม่แจ้งนักวิ่งเลย ข้าพเจ้ายังไม่ทันที่จะคิดอะไรไปไกลกว่านี้ ก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกน ออกมาและเหมือนจะวิ่งตามนักวิ่งกลุ่มนั้นไป  "ผิดทาง กลับมาทางนี้ครับ"  เสียงที่แว่วเ้ข้าสู่โสตประสาท ที่ทำให้ข้อสงสัยถูกขจัดไป และยิ่งชัดเจน เมื่อเห็นกลุ่มนักวิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับข้าพเจ้ากำลังเลี้ยวซ้ายบริเวณห้างชื่อดัง

วันนี้ กลุ่มนักวิ่ง ที่รู้จักส่วนใหญ่จะทำเวลาได้ดี ณ จุด 4 กม. ที่ข้าพเจ้ากำลังผ่าน เป็นระยะ ทาง 7 กม สำหรับผู้ที่วิ่งกลับมาตรงฝั่งตรงข้าม หมายถึงข้าพเจ้าตามถึง 3 กม. ที่ทิ้งข้าพเจ้า เทียบเป็นเวลาก็คงไม่ต่ำกว่า 15 นาที หากจะไล่ให้ทัน บ้าไปแล้ว  ใครวิ่งตามก็บ้าแล้ว ข้าพเจ้าคิดในใจ แต่การกระทำของขา หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อ สัญญาณนาฬิกา แสดงระยะทาง 4.5 กม. ยังไม่ครบตามที่ตั้งใจ ข้าพเจ้าจึงเริ่มหยิบปังตอขึ้นมาพื่อสับ เอ้ยไม่ใช่ เริ่มเปลี่ยนวงรอบของขา ปรับความเร็วขึ้น เพื่อทดสอบ 5 กม. สปีดความเร็วว่าอาทิตย์น่าจะไหวหรือไม่  

เครดิตภาพ ตุ้ม shutterrunning.com
การวิ่งหลัง กม.ที่ 5 ไม่สนุกเหมือนการวิ่งช่วงแรก แต่ก็แลกมาด้วยความเร้าใจ ในขณะที่ไล่เก็บกลุ่มนักวิ่งทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักไปทีละคน เมื่อเพชรฆาตออกล่าเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น ความเร็วที่เร่งขึ้นโดยฉับพลัน ทำให้ เมื่อวิ่งไปได้ 2 กม. หลังจากเร่ง เริ่มส่อสัญญาณไม่ดี ข้าพเจ้าจึงค่อยๆ ปรับความเร็วลง เพื่อให้อาการจุก ลดลง ทั้งเอามือล้วงเข้าไปที่ลิ้นปี่ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย จากนั้นอาการจึงดีขึ้น คาดว่าคงเกิดจากอาการ ละทิ้งกิเลสไม่ลง เมื่อเห็น คู่แข่งหลายๆคนที่วิ่งทดสอบกันบ่อยๆ ห่างกันเหลือเกิน


ความเร็วเริ่มปรับขึ้นให้อยู่ในจังหวะที่เร็ว แต่ไม่มากปริ่มๆ อยู่ที่ ปลาย  4 นาที ทำให้เริ่มประคองจังหวะตัวเองได้ และรู้เลยว่า อาทิตย์หน้าที่จ้อคแอนด์จอย คงวิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้แน่นอน มาถึงตอนนี้บรรยากาศเมื่อปีที่แล้วเริ่มวิ่งเข้าสู่โสตประสาทอย่างไม่ได้ตั้งใจ  หน้าโรงเรียนนี่เอง เมื่อปีก่อนที่เรารับน้ำเสร็จแล้ว กล้ามเนื้อกระตุก  สมองอีกฝั่งสั่งให้ข้าพเจ้าค่อยๆ ชะลอความเร็วเพื่อรับน้ำ ภาพเมื่อปีก่อนที่อยู่ในสมองอีกด้านกลับเข้ามาซ้อนกับความคิดในปัจจุบัน  ........... "ไม่นะ เราจะเจ็บแบบเดิมไม่ได้ อาทิตย์หน้ามีงานใหญ่สำหรับเรารออยู่"  .......... ข้าพเจ้าตัดสินใจชะลอความเร็วจนแทบจะเดินเพื่อสลัดภาพในมโนภาพออกไปให้หมดสิ้น  เมื่อรับน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มทำในสิ่งที่ปีก่อนไม่ได้ทำ เพื่อลบ ความรู้สึกด้านลบออกไป  น้ำถูกนำมาล้างหน้า ล้างแขนเบาๆ ก่อนที่จะเริ่มจ็อคเบาๆ ออกจากสถานที่แห่งนี้ไป

ฝันร้ายเมื่อปีก่อนถูกทำลายกำแพงลงไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มปรับความเร็วขึ้น เพื่อให้ไล่ระยะทางของบรรดาเหล่านักวิ่ง เพื่อคู่แข่งระหว่างทางให้สั้นลงที่สุด

จนในที่สุดก็เข้าเส้นชัย ได้ในเวลา  1:01:28  ตามเวลาที่ข้อมือตัวเอง  พร้อมแล้วสำหรับจ้อคแอนด์จอยมินิมาราธอน  อาทิตย์หน้าเจอกัน


เครดิต ภาพ จาก คุณเตือน บางขุนเทียน
        
เครดิต ภาพ จาก คุณเตือน บางขุนเทียน









วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Race 121 ดอกบัวคู่ มินิฮาล์ฟมาราธอน

เมื่อครั้งหนึ่ง จำได้ว่าเคยมีอดีตที่ไม่น่าจดจำกับที่นี่ ซึ่งก็เป็นครั้งเดียวที่ได้มาเยือนกับอีเว้นท์นี้ กับระยะ 21.10 กม. ซึ่งหลังจากวันนั้นก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่วิ่งระยะฮาล์ฟที่นี่อีก

เพราะอะไรจึงทำให้รู้สึกเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า นอกจากสนามดูดวิญญาณ เส้นคลองสูบน้ำสุวรรณภูมิที่ทำให้ข้าพเจ้าบาดเจ็บ กระทั่งต้องเดิน ครึ่งระยะทางของงานวันนั้น  งานดอกบัวคู่เมื่อปี 54 ก็เป็นอีกงานที่ข้าพเจ้าต้องเดิน แถมยังเป็น Twin Walk กับน้องโก น้องที่ซ้อมด้วยกันทุกวันเสาร์เมื่อปี 2 ปีก่อน  ไม่แน่ใจว่าจากสภาพถนนที่เป็นคอนกรีตหรือว่า ร่างกายที่อ่อนแอมาก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น

ดังนั้นเมื่อปีก่อนข้าพเจ้าจึงเว้นวรรค งานของที่นี่ไป  ปีนี้ก็เช่นกันเดิมทีก็คิดว่าจะเลือกที่นี่เป็นที่สุดท้ายหากไม่มีงานใดน่าสนใจ แต่แล้วเมื่อสวรรค์บรรดาร พี่กิ๊บสมัครงานนี้ให้เพราะพี่เค้าชอบเสื้อของปีนี้ ข้าพเจ้าเลยได้อนิสงค์ เบอร์วิ่ง มาวิ่งฟรี นี่จึงเป็นสาเหตุให้ปีนี้ ต้องมาวิ่งที่ดอกบัวคู่

อคติที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการจัดการที่ไม่ดีแต่ประการใด แต่เกิดจากจิตวิญญาณในตัวของข้าพเจ้าต่อต้านการมาเยือนสนามนี้อีกครั้ง กระทั่งถึงวันเสาร์ก็ยังอยากจะเปลี่ยนสนามวิ่งเป็นที่อื่นไม่เสื่อมคลาย แต่จนแล้วจนรอดก็ได้มาวิ่งที่นี่อยู่ดี

ข้าพเจ้ามาถึงงานเวลา 4.40 น ซึ่งนักวิ่งได้เข้ามาถึงในบริเวณงานค่อนข้างมาก สายฝนโปรยปรายตลอดเส้นทางที่เดินเข้ามาในสวนหลวง ร.9 จนต้องหาที่กำบังสายฝน มิให้ตัวเปียกปอนไปกว่านี้

เมื่อฝนซาลง จึงไปดำเนินการเปลี่ยนรุ่น ให้ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้บริการดีมาก เท่าที่สังเกตวันนี้ ดอกบัวคู่น่าจะขนพนักงานทั้งบริษัท มาช่วยจัดงานแน่ๆ เพราะกลุ่มสต๊าฟเยอะมาก

สำหรับเป้าหมายในการวิ่งวันนี้ ข้าพเจ้าต้องการมาวิ่งจ็อค ที่ pace 6 นาที เท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้ร่างกายบอบช้ำติดๆ กันทุกอาทิตย์ เพราะ หลัง Super Sport 10 Miles ข้าพเจ้า ตึงไปหมดทั้งตัว และอีกทั้งเข่าซ้าย จุดเดิมที่เคยเจ็บกลับมามีอาการ ตั้งแต่กลับมาจากการแข่งครั้งก่อน

จากที่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะมาวิ่งงานนี้ ทำให้ไม่ได้ศึกษาเส้นทางการวิ่งของวันนี้เลย แต่ในใจก็คิดว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ เกาะข้างหน้าไปเรื่อยๆ แบบนี้ดีกว่า  หลังจากจัดแจงธุระส่วนตัวเรียบร้อย ก็เดินดูในบริเวณงาน เห็นว่า มีแต่นักวิ่งที่วิ่งเร็วๆ ทั้งนั้น อาจจะเป็นเพราะว่างานนี้เป็นงานเดียวที่มีเงินรางวัล และแจกเยอะรางวัลที่สุด

วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นการปล่อยตัวที่น่ารักที่สุดของดอกบัวคู่ ในระยะมินิ เพราะว่า ประธานในพิธี เปิดงาน โดยกล่าวเพียงว่า "ปล่อยตัว" ซึ่ง ณ ขณะนั้น ยังเหลือเวลา อีก 2 นาที!!!!!! จะถึงเวลา 6.00 น.

บรรดานักวิ่งต่างอัดสปีดต้น หลังได้ยินสัญญาณดังกล่าว ในขณะที่ข้าพเจ้า วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่แซงใคร และพยายาม หลบน้ำทุกแอ่งที่เจอะตลอดเส้นทาง เพราะไม่อยากให้รองเท้าเปียก ในขณะที่ฝนไม่ตกแล้ว

พูดถึงรองเท้าเปียก ไม่น่าเชื่อว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งอาทิตย์ ฝนจะตกทุกเวลา 5.00 แทบทุกวัน รองเท้าที่ซ้อมเปียกทุกคู่  ซ้อมเสร็จหรือตากบ้าง ทำให้ส่งกลิ่นอับบ้าง ซึ่งสุดท้ายก็ต้องนำมาซักเพื่อบรรเทากลิ่นให้เบาบางลง  จึงเป็นเหตูให้วันนี้ไม่อยากให้รองเท้าเปียกอีก

ในขณะวิ่ง ข้าพเจ้าพยายามรักษาสมาธิในการวิ่งไม่ให้โดนแอ่งน้ำ วิ่งไม่ให้เร็ว ทั้งที่ใจอยากจะใส่ให้หมดแม็กซ์  ทำให้ 2 กม แรก ใช้เวลาเฉลี่ยที่ถือว่ามากพอดูที่ 7 นาที ต่อ กิโล ซึ่งใน 2 กม. แรก นี้ ก็ได้วิ่งมากับ คุณลิบ กับน้องอีกคนหนึ่งของกลุ่ม เครซีรันนิ่ง ซึ่งวิ่งไปสักพัก ข้าพเจ้าก็โดนแซงไป

ไม่สนใจ ไม่สนใจ ใครจะเร็วก็ปล่อยไป เดี่ยวผ่านไปสัก  3 โลเราค่อยเร่ง เพราะว่าวันนี้ ตัดสินใจไม่วิ่งวอร์มก่อน ไม่ดริลล์ ไม่สไตรด์ อะไรทั้งนั้น เพราะไม่ต้องการกระตุ้นร่างกาย  เลยใช้ 3  กม แรก เป็นระยะทางของการวอร์มไปในตัว

หลังจากรับน้ำจุดแรกเรียบร้อย จึงปรับเพิ่มสปีดขึ้นเล็กน้อย เพราะร่างกายรู้สึกร้อนขึ้นแล้ว หลังจากนั้นจึงเป็นเส้นทางวิ่งเข้าไปในบึงหนองบอน ที่เมื่อ 2 ปีก่อนข้าพเจ้าเดินตลอดเส้นทางในนั้น

ในช่วงแรกก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะกลุ่มที่วิ่งเข้าไปส่วนใหญ่จะเป็นนักวิ่งกลุ่มมินิมาราธอน แต่หลังจากวิ่งไปได้สักพัก กลุ่มแนวแน้าจากระยะฮาล์ฟ เริ่มวิ่งเข้ามาทับเส้นทางเดียวกัน ซึ่งเริ่มทำให้รู้สึกเส้นทางมันเล็กและอึดอัดเกินไป แนวหน้าที่วิ่งมาก็ต้องใช้สปีด และคอยระวังไม่ให้ชน กับกลุ่มที่กำลังวิ่งไป และ กลุ่มแนวหน้ามินิ ที่กำลังวิ่งสวนกลับ  โดยในตอนกลางของบึง เป็นช่วงลงเนิน กลับมีก้อนดินก้อนใหญ่ และกิ่งไม้มาขวางเส้นทางวิ่ง ข้าพเจ้านึกในใจเดี่๋ยวต้องมีคนล้มแน่ๆ เพราะดินเหนียว กับน้ำ มันลื่นมาก
และก็เป็นจริงดังคาด เพื่อนข้าพเจ้าล้มตรงจุดนั้นจริงๆ หลังจากวิ่งเสร็จมาคุยกันจึงได้รู้เรื่องดังกล่าว

ทำให้วินาทีนั้นข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจกระทำอะไรบางอย่างลงไป ซึ่งขัดต่อเจตนารมย์ในวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ วินาทีนั้น หลังจากกลัวตัวที่ กม ที่ 4.95 ข้าพเจ้าเห็นแนวหน้ารุ่น 50 ที่วิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน กำลังแหวกฝูงชน ที่ทั่งวิ่งไปในทางเดียวกันและที่กำลังสวนมาบนถนนลาดยางหน้ากว้างไม่เกิน 3 เมตร ทำให้ข้าพเจ้า ที่มีความรู้สึกอึดอัดจากการวิ่งที่กระจุกเบียดเสียด และต้องโดนปาดไปปาดมาตลอด อดรนทนไม่ไหว จึงกระชาก ตามแนวหน้าคนนั้นไป รู้สึกฟินมากๆ อาจจะเป็นเพราะการวอร์มตลอดเส้นทางที่ผ่านมาทำให้กล้ามเนื้อพร้อมใช้งานหนัก ปรับจังหวะมาอยู่ที่ กม. ละ 4 นาที กว่าๆ ซึ่งเป็นจังหวะที่ข้าพเจ้าเคยทำได้ เมื่อตอนที่ซ้อมหนักๆ แต่ กับสภาพตอนนี้ ที่ซ้อมน้อย ซ้อมสั้น และซ้อมช้า มากระชากจังหวะระดับนี้ ทำให้ถึงกับต้องเป่าปาก หายใจแรงไปตลอด ในขณะที่ด้านหน้า คู่หูที่ข้าพเจ้าแอบดร๊าฟ กับวิ่งด้วยท่วงท่าที่สบายๆ ไม่มีเสียงลมหายใจให้ได้ยิน ซึ่งในขณะวิ่ง สภาพตอนนั้น ก็ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่จะพ้นออกจากบึงซะที เพราะ อาการของเก่าจะออกเริ่มขย่อนมาทีละน้อย จนทำให้ต้องผ่อน และเห็นแสงสว่างในชีวิต เมื่อ ผ่านพ้นประตู ของ บึงหนองบอน

ข้าพเจ้ารีบผ่อนลงทันที โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกา GPS เตือน เหมือนเมื่อตอนซ้อมลงคอร์ทต่างๆ  ซ้อมน้อย มาวิ่งแบบนี้ ทีหลังอาจมีเป็นลมก็เป็นได้ หลังจากออกจากบึงเป็นที่เรียบร้อย อาการอึดอัดต่างๆ ก็หายไป เพราะ ออกมาถนน คนน้อย หายใจสะดวกขึ้นมาก แต่ออกมาได้พักเดียว ก็ต้องวกกลับเข้าไปในสวนหลวง อีกครั้ง ตรงประตูทางเข้าของบริษัทพัฒนกล มหาชน จำกัด

เมื่อเข้าไปในสวน ก็เริ่มอ่อยอิ่ง วิ่งไป ดูข้างทาง ดูนักวิ่งสาวๆ ไป เมื่อมาถึงทางแยก ที่เป็นบริเวณที่จอดรถ เริ่มเห็นนักวิ่งระยะฮาล์ฟ ที่ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าไปเก็บระยะทางในบริเวณนั้นอีก (นี่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่อยากวิ่งฮาล์ฟ) ส่วนตัวข้าพเจ้า ก็เริ่มวิ่งลั่นล้าไปตลอดเส้นทาง เพราะไม่รู้จะเร่งไปเพื่ออะไร จนเข้าจุดฟินิช และปณิธานกับตัวเองในครั้งนี้ว่า "ถ้าครั้งหน้ายังวิ่งเส้นนี้อยู่ ก็ขอโบกมือลากันที" กลายเป็นไม่ว่าจะมินิ หรือ ฮาล์ฟ หากไม่ปรับปรุงเส้นทางก็บ๊ายบาย

แต่จริงๆ งานเค้ามีวัตถุประสงค์ดี สนับสนุนเด็กและเยาวชนนะครับ ควรส่งเสริม แต่เสียที่เส้นทางนี่แหละ

เครดิต รูปจาก ตุ้ม www.shutterrunning.com