วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Race 123 jog and joy day part I

เครดิตภาพ จาก บอล รักในหลวง
ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักกีฬา ผมคิดว่าหลายคนย่อมอยากที่จะประสบความสำเร็จบ้าง กับครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่แปลกใจเลย ในวันนี้ได้มาได้ร่วมงานวิ่งของจ้อคแอนด์จอย ซึ่งในปีนี้ บรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ได้เข้ามาร่วมงานอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้กระทั่งฝรั่ง หลายๆ ประเทศที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในปีนี้อย่างคับคั่ง รุ่น รุ่น 67-71 และ 72-84 กก มีมากกว่า 100 ชีวิต

ส่วนรุ่นใหญ่ และรุ่นยักษ์ ปีนี้ก็เพิ่มขึ้น เป็น 60 และ 30 คน ตามลำดับ

แน่นอนข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในบรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ก่อนที่จะถึงรายการวิ่งนี้ เป้าหมายในครั้งนี้เต็มไปด้วยความหวังว่าจะประสบความสำเร็จอีกสักครั้งหนึ่ง เฉกเช่นปีก่อน ข้าพเจ้ายังคงตราตรึงกับความหอมหวลในชัยชนะเมื่อปีก่อน ที่ยังประทับจิตประทับใจจนมาถึงวันนี้ ..... แต่แล้วเมื่อถึงวันงานจริงข้าพเจ้าและเพื่อนคู่หู หลังจากจัดแจงจอดรถและเตรียมสัมภาระทั้งหมดที่จะนำมาใช้ในการวิ่งเรียบร้อย ก็ได้ฝ่าเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมากลางสวนสาธารณะชื่อดังแห่งนี้ ดั่งน้ำตาของหญิงสาวที่พร่างพรูเหมือนกำลังจะสูญเสียคนรักหนุ่มไป ดูแล้วบรรยากาศช่างเศร้าสร้อยเหลือคณา  พวกเราได้เข้าสู่บริเวณงานและเข้าไปดำเนินการรับเบอร์และเสื้อที่ได้สมัครไว้ล่วงหน้า สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ เมื่อมองลอดเลนส์เล็กๆ ก็คือ ในงานคราคร่ำไปด้วยนักวิ่งตัวใหญ่ๆ เต็มงานไปหมด ซึ่งโดยปกติจะหาชมได้ยากในงานวิ่งงานอื่นๆ ซึ่งทำให้นึกย้อนถึงตัวเองในการตั้งความหวัง และตั้งใจซ้อมมาตลอดหนึ่งเดือน ทั้งการสร้างความอดทน การลงคอร์ตสั้น คอร์ทยาว การสร้างตารางพักที่เหมาะสมกับตัว แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองคือเรื่องโอเวอร์เทรนนิ่ง นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันเหมือนจะลงตัวแต่ว่าเหมือนกับว่ามันอาจจะไม่เพียงพอต่อการขึ้นเวทีในวันนี้

เหตุใดข้าพเจ้าถึงกับมีภาวะจิตตกเช่นนั้น เพียงอาจจะเป็นเพราะจากการเช็คสถิติผู้เข้าร่วมงานในหลายๆครั้งที่ผ่านมา สถิติของผู้ที่จะได้รับถ้วยในรุ่น 85 กก นั้นจะต้องใช้เวลาต่ำกว่า 48 นาที ซึ่งจากการซ้อมที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าเวลาระดับนี้ ทำได้แน่นอน  แต่ตารางซ้อมที่ถูกกำหนดมาไม่ได้มีเป้าหมายที่ 48 นาทีตามที่สถิติของงานวิ่งนี้ว่าไว้

แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่าการรับถ้วย ก็คือการทำลายสถิติตัวเองเมื่อต้นปีที่ 46:06 ลงไปเหลือที่ 45 นาทีให้ได้ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์วันสุดท้ายของการซ้อม ที่ตัวข้าพเจ้าได้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งขึ้น ร่างกายไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เลย ขนาดใช้ความเร็วในการวิ่ง 6-7 นาที ต่อ กม ก็ยังไม่สามารถทำได้  เมื่อกลับมานั่งทบทวนการซ้อมในสัปดาห์สุดท้าย นับแต่วันที่ไปวิ่งที่พัทยา ก็พบว่า

ถึงแม้งานพัทยามาราธอนจะไม่ได้วิ่งเต็มกำลัง แต่การสปริ้นท์ด้วยความเร็ว 5 กิโลเมตรสุดท้ายกับเส้นทางขึ้นเนิน นั้นสร้างความบอบช้ำให้กับกล้ามเนื้อบางส่วนไป ถึงแม้ว่าในวันต่อมาจะซ้อมเบาๆ เพื่อรักษาสภาพก็ตาม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งก็คือ ตัวเองลืม โปรแกรมพัก เพราะว่าหลังจากงานพัทยา ข้าพเจ้าก็ยังคงตะบี้ตะบันซ้อมอีก 4 วันติด เลยทำให้ร่างกายเกิดการปฏิเสธทุกสิ่งอย่างที่คิดจะทำ และนี่ก็คือเหตุผลหลักของการจิตตก ในครั้งแรก

กับเหตุผลที่จิตตกในครั้งที่ 2 ก็คือเมื่อเข้าไปรับเบอร์และชิพเรียบร้อย จึงได้เห็นว่า ปีนี้ในรุ่นนี้ มีนักวิ่งมาลงทะเบียนมากถึง 60 ท่าน  จิตใจที่เคยฮึกเหิม กระหายอย่างราชสีห์กลับกลายเป็นความรู้สึก ว่าหัวใจมันหวิวอยู่ตลอดเวลา (ไม่น่าไปดูเลยว่ามีกี่คน ปีก่อนข้าพเจ้าได้เบอร์ฟรีมา และไม่มีชิพ ทำให้ไม่รู้จำนวนนักวิ่งในรุ่นทั้งหมด)

"เอาว่ะ" ใจคิด เรามันก็ศิษย์มีครู ถึงแม้มันจะกะโหลกกะลาไปบ้าง แต่อย่างน้อย เราก็มีความหายในชัยชนะในวันนี้ ซึ่งถ้าวันนี้ทำไม่ได้ ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปีแน่ๆ เพราะลำพังฝีเท้าระดับนี้ คงยากที่จะไปสอยถ้วยจากงานในปัจจุบัน (อ้าวเป้าคือสถิติตัวเอง ไหงจิตใจโลเลไปเรื่องถ้วยอีกล่ะ นี่แหละน่ากิเลสของมนุษย์)

เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเริ่มสลัดความกลัวที่เกิดขึ้นในเบื้องหน้าให้ลดลง ข้าพเจ้าจึงได้ชวนเพื่อนๆ และน้องๆ ไปร่วมวอร์มเพื่อเรียกเหงื่อ และกระตุ้นกล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่ที่ใช้ประจำ แต่ก็ไม่ละเลยกับมัดเล็กๆ ที่ใช้น้อย การวอร์มวันนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย เนื่องจากหลายงานที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่า แทบจะไม่ได้วอร์มก่อนวิ่งเลย ถ้ามีก็มีในระดับที่น้อยมาก

การยืดเหยียด เริ่มนำกลับมาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายส่วนต่างๆ จนเรียบร้อยและแน่นอนสิ่งที่ลืมไม่ได้ในขั้นตอนสุดท้ายของสุดยอดวิชา คือ การออกไปดริลล์ และสไตรด์ เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ย้ายตัวเองมุ่งหน้าสู่เวทีประลองยุทธ์ ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าจะต้องไปยืดพื้นที่แนวหน้าให้ได้ เพื่อความได้เปรียบในเชิงพิชัยยุทธ

เวลา 5.50 เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าสามารถปักหลักได้ที่บริเวณจุดกักตัว เพื่อรอเคลื่อนพลเข้าสู่จุดสตาร์ท  โดยในใจคิดว่า 10 นาที ที่เหลือ ก็รอให้ร่างกายปรับจังหวะหัวใจให้ลดลง แล้วค่อยๆ หาพื้นที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น เพื่อรอสตารท์ออกจากคอก

แต่แล้ว เมื่อผ่าน 6 นาฬิกาไป ก็ไม่มีเสียงตอบรับ หรือเสียงปล่อยตัวใดใด แต่กลับได้ยินไป ว่า จะปล่อยตัวนักวิ่งระยะมินิมาราธอน ที่เวลา 6.10 น. เนื่องจากนักวิ่งยังรับเบอร์ไม่เรียบร้อย บลา บลา ๆๆๆ

แต่จนแล้วจนรอด ข้าพเจ้าวอร์มจนหยุดวอร์ม ก็ยังไม่ได้ฤกษ์ปล่อยตัวเสียที จนกระทั่งผู้จัดแจกเบอร์หมดเรียบร้อย จึงได้ฤกษ์ปล่อยตัวที่เวลา 6.19  ชิ ให้ตรูรอตรงนี้ ครึ่ง ชั่วโมง รู้มั้ย มันเหม็นกลิ่นตัว (ปีหน้าควรปรับให้รับเบอร์ล่วงหน้าก่อนจะดีกว่าไม๊ ที่พูดไม่ได้ว่าเห็นแก่ตัวไม่มีน้ำใจให้คนอื่น แต่อยากให้รู้ว่าการรอนานๆ เครื่องมันดับได้)

ในช่วงระหว่างที่รอนั้น ก็ได้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์สายตาขึ้นกับบุคคลรอบข้างนิดนึง สืบเนื่องจากที่มีนักวิ่งไม่ปรากฏสัญชาติหรือสังกัด เพราะข้าพเจ้าไม่คุ้นหน้าเลยไม่ว่าจะสนามใดใด ได้แสดงอาการแอบชำเลืองเบอร์วิ่งของนักวิ่งร่างยักษ์ เพื่อเป้าหมายในการเช็ครุ่นน้ำหนัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงทำกัน แต่สิ่งที่ประหลาดมากคือ เค้ามองตลอด เผลอเป็นมอง เผลอเป็นมอง จนกระทั่งมองตรงๆ แบบไม่มีอาการแอบใดๆ หรือว่าเค้าจะปิ้งเพื่อนเราซะแล้ว 5555+

ซึ่งก็ได้ทราบความตอนหลังจากเพื่อนว่า ช่วงปล่อยตัว เถียง กันตลอดเส้นทาง

"เถียง" ในที่นี้ มิใช่การ พูดจาปฏิโลม หรือ พูดจาต่อว่ากัน  แต่ "เถียง" ในที่นี้ คือการแสดงอาการไม่ยอมกันในเชิงปฏิบัิติ  ซึ่งหลังจากปล่อยตัว ไอ้บอย เพื่อนข้าพเจ้า ก็ออกไปตามจังหวะ แต่ "เกลอ 95+" ที่แอบมอง ก็ไม่ยอม พยายามสปีดหนี ไม่ยอมให้แซง พอแซงนำได้ก็ผ่อน เป็นอย่างนี้ อยู่ระยะทางพอสมควร จนกระทั่งไอ้บอย คงตบะแตกหรือไม่ก็รำคาญจนทนไม่ไหว วิ่งขึ้นไปทาบ ลองจินตนาการดูเหมือนกับท่านกำลังขับรถฝ่าไฟแดงและจ่าขับรถเข้าประกบท่านหมายจะออกใบสั่งอะไรเยี่ยงนั่น  ภาระกิจวิ่งขนาบเมื่อเรียบร้อย ไอ้คุณเพื่อนของข้าพเจ้า ก็กระซิบที่ข้างหูเบาๆ เอ้ย หันไปคุยด้วยวลี "คุณวิ่งไปตามจังหวะคุณเถอะครับ บลาๆๆๆๆๆๆๆ (ตูจำไม่ได้แล้ว)" จากนั้น ไอ้คุณบอย ก็ชิงเถียง และ หายจากไป .......

กลับมาทีฟากฝั่งของตัวเอง เมื่อได้ยินสัญญาณปล่อยตัว ข้าพเจ้าในใจคิดว่าอยากรู้ว่าแนวหน้าเค้าวิ่งกันยังไงฟร่ะ จึงกระชากวิญญาณ ยูเซนโบ ตามกลุ่มนักวิ่งแนวหน้าออกไป "เห้ย ก็วิ่งไม่เร็วนิหว่า" ในใจคิด "จะออมแรงกันไปถึงไหนเนี้ย หรือว่า ดูเชิงกันอยู่" อันนี้โม้ จริงๆ ความรู้สึกตอนนั้นมีอยู่สองอย่าง

ประการแรกที่อยู่ในจินตนาการ หาใช่เรื่องเซ็กซ์ อย่างเสี่ยบุญโอ นำผลวิจัยมาแชร์ให้ดูว่า นักวิ่ง 2/3 มักจินตนาการเรื่องเซ็กซ์ขณะวิ่ง บ่ะ ใครมันคิดว่ะ วิ่งก็จะเหนื่อยตายอยู่แล้ว ยังคิดจะมีเซ็กซ์อีก อยากรู้จริงๆ ว่าผลวิจัยนี้ เค้าไปสัมภาษณ์ใคร ข้าพเจ้าจะได้ไปขอวิ่งประกบด้วย  สำหรับสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของข้าพเจ้าอย่างแรก คือ พวกพี่จะตะบี้ตะบันวิ่งเร็วกันไปไหนเนี้ย กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว หอบเป็นหมาหอบแดดแล้ว

"ปี๊ปๆๆๆๆ"  ดังขึ้นตลอด แต่ตอนนั้นข้าพเจ้ายอมรับว่าหูดับไม่ได้สนใจ เสียงรอบข้างเลย จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยหอบแบบแปลกๆ  ค่อยๆ ยื่นแขนซ้ายขึ้นมาและใช้สายตากวาดตัวเลขที่หน้าปัดนาฬิกา ที่แสดงอยู่ในขณะนั้น ข้าพเจ้าแทบหน้าหงาย เมื่อพบว่า สิ่งที่แสดงอยู่ในขณะนั้น คือ

"0.50 กม.  pace 03:30"  เสียง "ปี๊ปๆๆๆ" ที่ดังมาตลอด มาจากอุปกรณ์ที่เตือนว่า วิ่งเร็วไป

เห้ยยยยยยยยย มันมาได้ไงเนี้ย ความหวาดกลัวจากอาการโอเวอร์เทรนนิ่ง เริ่มตามกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีิวิตนักกีฬาได้เกิดขึ้น โดยการปรับจังหวะ วงรอบของการก้าวขา ให้ลดความถี่ลง จังหวะหายใจที่ยาวขึ้นจน รู้สึกสบายขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนเช่นนี้ต้องแลกด้วยการยอมรับที่จะให้นักวิ่งที่อยู่ด้านหลัง เริ่มแซงไป ไม่ใช่ทีละคนสองคน แต่เรียกว่าแซงยกแผง

ไม่น่าเชื่อว่า บรรยากาศรอบข้าง จะมีแรงดึงดูดทำให้ ถูกกระชากไปอย่างไม่รู้ตัว ดีที่ว่าข้าพเจ้าเป็นนักวิ่งแนวหลังที่พึ่งเทคโนโลยีจากนาฬิกา GPS มากกว่าการรอคอยโชคชะตา เชื่อป้ายบอกระยะของผู้จัดงาน หรือต้องมาลุ้นว่างานวิ่งงานนี้จะมีป้ายบอกระยะทางหรือไม่ จึงทำให้สามารถรอดพ้นจากบ่วงพันธนาการความเร็วลงมาได้

จินตนาการอีกอันที่อยู่ในใจของตัวข้าพเจ้าคือ รู้คำตอบที่คาใจมานานแล้วว่าบรรดาแนวหน้าเวลาปล่อยตัวรู้สึกยังไง

จบตอน 1/3






วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Race 122 พัทยามาราธอน 2013


พัทยา สนามที่เริ่มวิ่งตั้งแต่ปี 2010 / 2011 ที่ลงฮาล์ฟ และ ปี 2012 ที่ลงมินิ ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากการวิ่งทั้งสามครั้งที่ผ่านมาว่าสมควร ลงวิ่งแค่ระยะมินิ เนื่องจากสภาพสนามและสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมกับตัวข้าพเจ้าเอง ที่ไม่เคยประทับใจกับเส้นทางที่นี่เลย การมาวิ่งก็เพื่อมาร่วมงาน เก็บเกี่ยวบรรยากาศกับเพื่อนๆ ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายเมื่อมาเยือนที่นี่ไปแล้ว

มาในปีนี้ ก็อีกเช่นเคยที่ข้าพเ้จ้าก็ยังยืนยันที่จะวิ่งระยะ 11 กม.เท่านั้น แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนคือ มาเพื่อลบรอยแผลในครั้งเก่าที่ทำให้ข้าพเจ้าเดี้ยงยาวถึงสิ้นปีจากการเร่งแล้วกล้ามเนื้อกระตุก ที่หน้าโรงเรียน กม.ที่ 8 หรือ 9 จำไม่ค่อยได้   เป้าหมายในครั้งนี้คือวิ่งแล้วต้องไม่เจ็บ เป็นเป้าหมายแรกและเป้าหมายเดียวในวันนี้

เครดิตภาพ รุจน์ shutterrunning

ที่บริเวณจุดปล่อยตัว ด้วยที่วันนี้มีเป้าหมายวิ่งแล้วไม่เจ็บ แต่แอบแฝงไปด้วยการทดสอบการเร่ง 5 กม.สุดท้าย ก่อนที่จะถึงอีเว้นต์ที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ในอาทิตย์หน้า จึงหนีตัวเองออกไปอยู่หลังสุด เพื่อที่จะได้ออกสตารท์ไปอย่างช้าๆ  ซึ่งนะจุดปล่อยตัวก็ได้ยืนประกอบกับพี่ภาคแห่ง เซนสื่อรักสื่อวิญญาณ ที่ปัจจุบันผันตัวเองตาม ดร.ต้าร์ และตูน เข้ามาร่วมงานวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นประจำ หลังจากทักทายพอหอมปากหอมคอ ประเภท น้องเค้างง ว่ามันเป็นใคร ก็เริ่มออกวิ่งตามจังหวะช้าๆ เพจ 8 ไปเรื่อย ๆ เก็บบรรยากาศนักวิ่งสาวๆ ข้างทางไปเรื่อยๆ เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพใจอย่างแท้จริง


เครดิตภาพ รุจน์ shutterrunning
ระยะทางเมื่อวิ่งเข้าสู่ถนนสุขุมวิท ถ้าใครที่มาวิ่งที่นี้ประจำจะรู้ว่าเป็นเส้นทางขึ้นเนินที่ใช้กำลังมากกว่าปกติ  เนินยาวๆ ตามถนนหลวงเส้นนี้ ทำให้บรรดานักวิ่งไม่ประจำทาง ถึง กับเป่าปาก และเริ่มเดินกันมากขึ้น คาดว่าจะเกิดจากการที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันเท่าไหร่

เมื่อถึง กม. ที่ 4 ก็เริ่มแปลกใจเมื่อมี เคนย่า และนักวิ่งบางส่วนวิ่งสวนทางมา  เห้ยปีนี้เค้าเปลี่ยนเส้นทางวิ่งเหรอ ทำไม ไม่แจ้งนักวิ่งเลย ข้าพเจ้ายังไม่ทันที่จะคิดอะไรไปไกลกว่านี้ ก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกน ออกมาและเหมือนจะวิ่งตามนักวิ่งกลุ่มนั้นไป  "ผิดทาง กลับมาทางนี้ครับ"  เสียงที่แว่วเ้ข้าสู่โสตประสาท ที่ทำให้ข้อสงสัยถูกขจัดไป และยิ่งชัดเจน เมื่อเห็นกลุ่มนักวิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับข้าพเจ้ากำลังเลี้ยวซ้ายบริเวณห้างชื่อดัง

วันนี้ กลุ่มนักวิ่ง ที่รู้จักส่วนใหญ่จะทำเวลาได้ดี ณ จุด 4 กม. ที่ข้าพเจ้ากำลังผ่าน เป็นระยะ ทาง 7 กม สำหรับผู้ที่วิ่งกลับมาตรงฝั่งตรงข้าม หมายถึงข้าพเจ้าตามถึง 3 กม. ที่ทิ้งข้าพเจ้า เทียบเป็นเวลาก็คงไม่ต่ำกว่า 15 นาที หากจะไล่ให้ทัน บ้าไปแล้ว  ใครวิ่งตามก็บ้าแล้ว ข้าพเจ้าคิดในใจ แต่การกระทำของขา หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อ สัญญาณนาฬิกา แสดงระยะทาง 4.5 กม. ยังไม่ครบตามที่ตั้งใจ ข้าพเจ้าจึงเริ่มหยิบปังตอขึ้นมาพื่อสับ เอ้ยไม่ใช่ เริ่มเปลี่ยนวงรอบของขา ปรับความเร็วขึ้น เพื่อทดสอบ 5 กม. สปีดความเร็วว่าอาทิตย์น่าจะไหวหรือไม่  

เครดิตภาพ ตุ้ม shutterrunning.com
การวิ่งหลัง กม.ที่ 5 ไม่สนุกเหมือนการวิ่งช่วงแรก แต่ก็แลกมาด้วยความเร้าใจ ในขณะที่ไล่เก็บกลุ่มนักวิ่งทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักไปทีละคน เมื่อเพชรฆาตออกล่าเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น ความเร็วที่เร่งขึ้นโดยฉับพลัน ทำให้ เมื่อวิ่งไปได้ 2 กม. หลังจากเร่ง เริ่มส่อสัญญาณไม่ดี ข้าพเจ้าจึงค่อยๆ ปรับความเร็วลง เพื่อให้อาการจุก ลดลง ทั้งเอามือล้วงเข้าไปที่ลิ้นปี่ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย จากนั้นอาการจึงดีขึ้น คาดว่าคงเกิดจากอาการ ละทิ้งกิเลสไม่ลง เมื่อเห็น คู่แข่งหลายๆคนที่วิ่งทดสอบกันบ่อยๆ ห่างกันเหลือเกิน


ความเร็วเริ่มปรับขึ้นให้อยู่ในจังหวะที่เร็ว แต่ไม่มากปริ่มๆ อยู่ที่ ปลาย  4 นาที ทำให้เริ่มประคองจังหวะตัวเองได้ และรู้เลยว่า อาทิตย์หน้าที่จ้อคแอนด์จอย คงวิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้แน่นอน มาถึงตอนนี้บรรยากาศเมื่อปีที่แล้วเริ่มวิ่งเข้าสู่โสตประสาทอย่างไม่ได้ตั้งใจ  หน้าโรงเรียนนี่เอง เมื่อปีก่อนที่เรารับน้ำเสร็จแล้ว กล้ามเนื้อกระตุก  สมองอีกฝั่งสั่งให้ข้าพเจ้าค่อยๆ ชะลอความเร็วเพื่อรับน้ำ ภาพเมื่อปีก่อนที่อยู่ในสมองอีกด้านกลับเข้ามาซ้อนกับความคิดในปัจจุบัน  ........... "ไม่นะ เราจะเจ็บแบบเดิมไม่ได้ อาทิตย์หน้ามีงานใหญ่สำหรับเรารออยู่"  .......... ข้าพเจ้าตัดสินใจชะลอความเร็วจนแทบจะเดินเพื่อสลัดภาพในมโนภาพออกไปให้หมดสิ้น  เมื่อรับน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มทำในสิ่งที่ปีก่อนไม่ได้ทำ เพื่อลบ ความรู้สึกด้านลบออกไป  น้ำถูกนำมาล้างหน้า ล้างแขนเบาๆ ก่อนที่จะเริ่มจ็อคเบาๆ ออกจากสถานที่แห่งนี้ไป

ฝันร้ายเมื่อปีก่อนถูกทำลายกำแพงลงไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มปรับความเร็วขึ้น เพื่อให้ไล่ระยะทางของบรรดาเหล่านักวิ่ง เพื่อคู่แข่งระหว่างทางให้สั้นลงที่สุด

จนในที่สุดก็เข้าเส้นชัย ได้ในเวลา  1:01:28  ตามเวลาที่ข้อมือตัวเอง  พร้อมแล้วสำหรับจ้อคแอนด์จอยมินิมาราธอน  อาทิตย์หน้าเจอกัน


เครดิต ภาพ จาก คุณเตือน บางขุนเทียน
        
เครดิต ภาพ จาก คุณเตือน บางขุนเทียน