วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Race 123 jog and joy day part II

ความเดิมจากตอนที่แล้ว
http://portman1975.blogspot.com/2013/07/race-123-jog-and-joy-day-part-i.html

ภาพบรรยากาศปล่อยตัวจาก www.jogandjoy.com
หลังจากที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ความรู้สึกของชึวิตแนวหน้าในการปล่อยตัวแล้ว ว่าเป็นเยี่ยงไร ข้าพเจ้าก็กลับมาสู่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง ......

ในครั้งนี้มีสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำมาก่อนและต่อไปก็คงไ่ม่คิดทำอย่างนี้กับงานอีกไหนๆ อีกแล้ว คือ การวิ่งวันนี้ตั้งใจให้ตัวเองเปรียบเสมือน โรบอทที่ไม่มีชีวิต ไม่ฟังเสียงลมหายใจตัวเองขณะวิ่ง หรือ รับรู้ความรู้สึกใดใด นอกจาก เสียงสัญญาณดิจิตอล ที่ใช้ควบคุมตัวเอง ดั่งตัวเองเป็นหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ก็มิปาน

โปรแกรมที่วางแผนไว้

Garmin 610 workout วันนี้ถูกตั้งโปรแกรมควบคุม วิธีการวิ่งเอาไว้เพื่อทดสอบการควบคุมตนเองเอาไว้ โดยวันนี้ต้องการที่จะวิ่งสเตปและด้วยวิีธีแบบนี้ไปตลอดเส้นทาง โดยวิธีการคำนวณก็ทำง่ายๆ และรวกๆ โดยนำเวลาและสถิติในอดีตที่เคยทำได้ดีที่สุด คือ 46:06 นาที มาเป็นตุ๊กตาในการตั้งโปรแกรมและกำหนดแนวทางการวิ่งเอง

คุณสมบัติของการตั้งโปรแกรมแบบ Interval ในนาฬิกาการ์มิน รุ่น 610 คือ เราสามารถตั้งจังหวะที่ต้องการเป็นช่วงระยะเวลาที่ต้องการได้ โดยหากวิ่งเร็วกว่าเวลาเป้าหมาย นาฬิกาก็จะร้องเตือนและแจ้งให้ "Slow Down" แต่ถ้าหากว่าผู้ใช้ วิ่งช้าเป็นเต่ากว่าค่าต่ำสุดที่ตั้งไว้ นาฬิกา ก็จะส่งเสียงร้องและสั่นเตือน และแจ้งข้อความว่า "Speed Up"   ซึ่งหากผู้ใช้สามารถควบคุมเวลาให้อยู่ในช่วงที่กำหนดไว้ และสามารถประคองจังหวะได้สม่ำเสมอ นาฬิกา ก็จะแสดงข้อความเป็นกำลังใจให้ว่า "Desire Zone"

แต่ทว่าการกำหนดเวลาแบบนี้ในแต่ละ Interval Target โดยประเมินจากสถิติตัวเอง มากำหนด ถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะสถิติที่ทำได้ในครั้งนั้น สถิติที่ดีที่สุดเป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการ ทางการวิ่งมีมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างนั้น และมันคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการนำมาประเมินศักยภาพในวันนี้  อย่างที่นักวิ่งทั่วไป มักจะเรียกว่า  "ประเมินต้นทุนที่แท้จริงตัวเองไม่เป็น" แต่นั่นคือสิ่งที่ยังไม่รู้ตัวก่อนที่จะวิ่ง
.................................................................................................................................................................

แผนการณ์ในการวิ่งอธิบายแบบคร่าวๆ ก็คือ จะวิ่ง จังหวะ 4:30-4:35  ในกิโลเมตรแรกและ ผ่อนความเร็วลงเหลือ 4:40-4:45 ในกิโลเมตรหลัง  วิ่งแบบนี้ จนครบ 8 กม. พูดง่ายๆ ก็วิ่งซ้ำๆ แบบนี้ 4 เที่ยว และ ตามด้วยการลงคอร์ตสั้น 400 เมตร และ 200 เมตร ไปเรื่อยๆ จนเข้าเส้น

แต่ทว่าหลังจากกระชากออกจากจุดปล่อยตัวไป จริงๆ แล้วก็ตั้งใจจะวิ่งตามฝรั่งรุ่นเดียวกันที่น่าตาละม้าย คล้ายคลึง กับ เคราร์ด ปิเก้ สุดยอดกองหลังของยอดทีมบาร์เซโลน่า แต่คุณพี่ไม่รู้วิ่งเหมือนวิ่งหนีเจ้าหนี้ที่ไหน พี่ท่านเล่นฉีกหนีไประลิ่วไม่ทิ้งฝุ่นไว้ข้าพเจ้าสูดดมเลย ข้าพเจ้าจึงทำได้แค่ตามหลัง ผู้กองยอดนักวิ่งท่านหนึ่ง ตามไปได้สักระยะ ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต สักวันหนึ่งฝันว่าจะลองวิ่งตามโยธิน นักวิ่งทีมชาติดูบ้าง คงเท่ห์ไม่น้อย แต่การปล่อยตัวเองให้วิ่งไปตามบรรยากาศและไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ แค่เพียง 1 กม.แรก ข้าพเจ้าก็แทบจะถอดวิญญาณออกจากร่าง  ซึ่งตอนนั้นยังคิดอยู่ในใจว่า ถ้าไม่มีนาฬิกาให้ดูเวลา คงวิ่งได้ไม่เกิน 3 กม เป็นแน่ๆ

แต่ทว่ายังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าวันนี้ข้าพเจ้าค่อนข้างมีปัญหากับนาฬิกามาก เพราะวันนี้ตั้งหน้าปัดนาฬิกาให้แสดงข้อมูลแต่ละรอบตามโปรแกรม Interval แทนที่จะตั้งดูภาพรวมเหมือนกับการใช้งานในครั้งก่อนๆ  เพราะเหตุนี้ นี่เอง เมื่อเกิดภาวะเหนื่อยกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหูดับตาลาย จำอะไรไม่ค่อยได้ขณะวิ่ง ครั้นจะเปลี่ยนหน้าปัดมาใช้แบบเดิม ก็เกรงใจตัวเอง และประกอบกับ วันนี้ถือขวดน้ำวิ่งด้วยจึงทำให้ไม่ค่อยสะดวกในการปรับเปลี่ยนเท่าใดนัก
สิงหา ปานดำ นักวิ่งแนวหน้าจากวินเนอร์รัน
เมื่อเข้าสู่เส้นทาง เกือบกม ที่ 2  สิงหา ปานดำ ดนักวิ่งชั้นแนวหน้า ก็ได้วิ่งขึ้นมาประกบด้านขวามือ ทักทายกันนิดหน่อย และเค้าก็จากเราไปอีกคน  เมื่ออ่านถึงบันทัดตรงนี้อย่าคิดว่า ข้าพเจ้าวันนี้สเตปเทพ แต่ความเป็นจริงคือ สิงหา  น่าจะมาสาย และอยู่ด้านหลัง กว่าจะสปีดขึ้นมาตามทัน เลยใช้ระยะทาง กว่า 1 กม. ซึ่ง จริงๆ แล้ว ก่อนเวลาตรงบริเวณจุดปล่อยตัว  มีนักวิ่งแนวหน้า หลายท่าน ถามหา สิงหา กันหลายท่าน ซึ่งก็เดาไปต่างๆ นานา ว่าคงไม่มา เพราะเมื่อวาน เพิ่งไปปล่อยของ ที่ ร.ร. สตรีวิทยา 2 มา  (อย่าคิดลึกล่ะ เมื่อวาน สิงหา เพิ่งไปคว้า อันดับ 1 ในรุ่น 30 ปี ระยะ มินิมาราธอนมา) ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดเยี่ยงนั้น ว่าวันนี้คงไม่มา เพราะอาจจะเตรียมไปเชียร์หงส์แดงในตอนเย็น หรือว่าอาจจะล้า จนมาไม่ไหว อิอิ นอกจากจะโดนแนวหน้า สิงหา ปานดำ แซงไป อีกคนที่ต้องเอ่ยถึงและลืมไม่ได้ ก็ คือ คุณป้อม litte tiger ที่วันนี้สเตปการวิ่งเนียนและเร็วมาก คิดว่าคงมีเป้าหมายในงานนี้เหมือนกัน เพราะปกติไม่ค่อยเห็นคุณป้อมในจังหวะที่มุ่งมั่นแบบนี้เท่าใดนัก..
หน้าจอ Garmin Connect

จุดให้น้ำแรก อยู่ที่ กม ที่ 2 กว่า ๆ  ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าใช้เวลาไปประมาณ 9 นาที  ซึ่งเีร็วกว่าแผนไปมาก หลังจากโฉบรับน้ำที่โต๊ะแรก ก็นำมาราดลงศรีษะเพื่อลดความร้อนที่สะสม เรียบร้อย จึงรีบฉกน้ำแก้วที่สอง และบรรจงจิบ ไปเล็กน้อย พอลดความกระหาย แล้วเริ่มกระชากออกไป  แต่ทว่าหลังจากออกจากจุดนี้ไปข้าพเจ้ากลับเกิดอาการเบลอร์จากเสียงนาฬิกาที่มันร้องเตือนตลอดเวลา เพราะว่าการวิ่งไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

กลายเป็นคิดไปว่า ตอนนี้ กำลังวิ่งเข้าสู่ กม ที่ 4  มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนเจอป้าย บอกระยะทางที่ตั้งอยู่ข้างทาง ว่าเป็น กม. ที่ 3  สมองที่ล่องลอยอยู่ ณ ขณะนั้น จึงคิดว่าคงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียที มิเช่นนั้น สมองก็คงจะเบลอร์ ไปกับการนั่งคำนวณเวลา จิตไม่สงบเสียที จากนั้นจึงทำการปรับเปลี่ยน display นาฬิกา ให้กับเป็นหน้าจอปกติ ซึ่งทำให้สามารถเห็นระยะทางปัจจุบัน และเวลาที่ใช้จริง 

เหมือนเริ่มรู้สึกตัวว่าทำอะไรผิดไป จึงเลิกการควบคุมตัวเองโดยเทคโนโลยีทันที เริ่มกลับมาฟังเสียงร่างกายตัวเองในการวิ่งแทน ปรับจังหวะหายใจให้สบายขึ้น หลังจากที่ต้องหอบมาตลอด เริ่มรู้สึกตัวเบาขึ้น แต่เสียงการเตือนของนาฬิกาก็ยังตามหลอกหลอนอยู่เป็นระยะ แต่นาทีนั้นคือตัดสินใจแล้วว่าไม่สนใจ และต่อไปคงไม่ตั้งแบบนี้อีกแล้ว (ถึงตอนนี้ ระหว่างทางมีเจอเพื่อนๆ น้องๆ ที่มาร่วมซ้อมกับโค๊ชดินที่สวนหลวงวันนี้ แต่ทักทายไม่ได้ เพราะมันเหนื่อยอยู่ ทำได้แต่เพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น)

เมื่อมาถึงจุดให้น้ำจุดที่ 2  ก็คือ บริเวณ กม. ที่4 ซึ่งเป็นบริเวณใกล้สนามเทนนิส ในสวนหลวง ร. 9  ก็ทำเหมือนกับที่เคยทำให้จุดแรก อีกครั้ง   จำได้ว่าจุดให้น้ำนี้เป็นจุดที่ให้น้ำ ซ้อนกันคือ จุดที่ 2 และ 3 เป็นจุดเดียวกัน แต่ตั้งโต๊ะให้น้ำกันคนละฝั่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า จุดกลับตัวที่อยู่ข้างหน้า ก็คือ อีก 1 กม. ซึ่งจุดกลับตัวตั้งอยู่บริเวณหน้า้ห้องน้ำ ในจุดที่ข้าพเจ้าและเพื่อนไปวอร์มกันก่อนแข่ง

ระหว่างทาง กม.ที่ 4-5 นี่แหละ มักจะเป็นจุดที่สังเกต หรือจุดชี้เป็นชี้ตาย สำหรับนักวิ่งที่กลับตัวมาแล้ว เพื่อเช็คอันดับตัวเอง คร่าวๆ ว่าอยู่ตำแหน่งใด ซึ่งแน่นอน คนแรกที่ข้าพเจ้าเห็นผ่านมา ก็คือ นายเคราร์ด ปิเก้ ที่เห็นในตอนเช้า ซึ่งมาทราบชื่อในภายหลังว่า คือ มิสเตอร์นาธาน ควิก  แค่ นามสกุลก็ไวแล้ว 555


จากนั้น คนที่ 2 และ 3 ในรุ่น 85 กิโลกรัม ก็ผ่านไป  ซึ่งหากสายตาไม่เบลอร์จนเกินไป ขณะนี้ ตัวข้าพเจ้ายังครองตำแหน่งอยู่ในลำดับที่ 4  ซึ่งแน่นอน เมื่อถึงจุดกลับตัวที่ กม ที่5 ยังไม่มีนักวิ่งท่านใดแซงข้าพเจ้าขึ้นไปได้ ซึ่งเมื่อระยะทางวิ่งครบ 5 กม.แล้ว สังเกตจากเวลาใช้เวลาไป ไม่ถึง 23 นาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างพอใจ และมีความเป็นไปได้ ที่จะทำลายสถิติ 46 นาทีลงไปได้

ผ่านมาถึงจุดนี้ทำให้คิดถึงงานนี้ เมื่อปีก่อน ที่หลังจากกลับตัวแล้ว ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ประสีประสาอะไร กับเรื่องการนับตัวอะไรเท่าใดนัก เพราะไม่เคยมีลุ้นในการแข่งขันอยู่แล้ว แต่มีเพื่อนนักวิ่งที่อยู่ตรงข้าม ที่วิ่งมาและยังไม่กลับตัว ตะโกนบอกนักวิ่งที่อยู่ข้างหน้าข้าพเจ้า ว่าอยู่ที่ 5  ตายละหว่า ถ้าพี่เค้าอยู่ที่ 5 ข้าพเจ้าก็อยู่ที่ 7 อ่ะดิ  เพราะที่ 6 ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เจ้าบอย  ที่ปีก่อนยังอยู่ในรุ่น 85 รุ่นเดียวกันกับข้าพเจ้า ที่ตอนนั้น น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 93-94 กิโลกรัม ซึ่งในปีนั้นข้าพเจ้าก็เร่งสปรินท์ จนแซงไปได้รับป้ายอันดับที่ 5 แืทนจนได้ แต่รับถ้วยจริงเป็นอันดับที่ 4 เพราะมีนักวิ่งฟาล์ว เพราะน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์

จบตอน 2/3

โฉมหน้านักวิ่งรุ่นใหญ่ 85-94 กิโลกรัม ปี 2013

Race 123 jog and joy day part I

เครดิตภาพ จาก บอล รักในหลวง
ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักกีฬา ผมคิดว่าหลายคนย่อมอยากที่จะประสบความสำเร็จบ้าง กับครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่แปลกใจเลย ในวันนี้ได้มาได้ร่วมงานวิ่งของจ้อคแอนด์จอย ซึ่งในปีนี้ บรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ได้เข้ามาร่วมงานอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้กระทั่งฝรั่ง หลายๆ ประเทศที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในปีนี้อย่างคับคั่ง รุ่น รุ่น 67-71 และ 72-84 กก มีมากกว่า 100 ชีวิต

ส่วนรุ่นใหญ่ และรุ่นยักษ์ ปีนี้ก็เพิ่มขึ้น เป็น 60 และ 30 คน ตามลำดับ

แน่นอนข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในบรรดานักวิ่งน้ำหนักสูง ก่อนที่จะถึงรายการวิ่งนี้ เป้าหมายในครั้งนี้เต็มไปด้วยความหวังว่าจะประสบความสำเร็จอีกสักครั้งหนึ่ง เฉกเช่นปีก่อน ข้าพเจ้ายังคงตราตรึงกับความหอมหวลในชัยชนะเมื่อปีก่อน ที่ยังประทับจิตประทับใจจนมาถึงวันนี้ ..... แต่แล้วเมื่อถึงวันงานจริงข้าพเจ้าและเพื่อนคู่หู หลังจากจัดแจงจอดรถและเตรียมสัมภาระทั้งหมดที่จะนำมาใช้ในการวิ่งเรียบร้อย ก็ได้ฝ่าเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมากลางสวนสาธารณะชื่อดังแห่งนี้ ดั่งน้ำตาของหญิงสาวที่พร่างพรูเหมือนกำลังจะสูญเสียคนรักหนุ่มไป ดูแล้วบรรยากาศช่างเศร้าสร้อยเหลือคณา  พวกเราได้เข้าสู่บริเวณงานและเข้าไปดำเนินการรับเบอร์และเสื้อที่ได้สมัครไว้ล่วงหน้า สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ เมื่อมองลอดเลนส์เล็กๆ ก็คือ ในงานคราคร่ำไปด้วยนักวิ่งตัวใหญ่ๆ เต็มงานไปหมด ซึ่งโดยปกติจะหาชมได้ยากในงานวิ่งงานอื่นๆ ซึ่งทำให้นึกย้อนถึงตัวเองในการตั้งความหวัง และตั้งใจซ้อมมาตลอดหนึ่งเดือน ทั้งการสร้างความอดทน การลงคอร์ตสั้น คอร์ทยาว การสร้างตารางพักที่เหมาะสมกับตัว แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองคือเรื่องโอเวอร์เทรนนิ่ง นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันเหมือนจะลงตัวแต่ว่าเหมือนกับว่ามันอาจจะไม่เพียงพอต่อการขึ้นเวทีในวันนี้

เหตุใดข้าพเจ้าถึงกับมีภาวะจิตตกเช่นนั้น เพียงอาจจะเป็นเพราะจากการเช็คสถิติผู้เข้าร่วมงานในหลายๆครั้งที่ผ่านมา สถิติของผู้ที่จะได้รับถ้วยในรุ่น 85 กก นั้นจะต้องใช้เวลาต่ำกว่า 48 นาที ซึ่งจากการซ้อมที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าเวลาระดับนี้ ทำได้แน่นอน  แต่ตารางซ้อมที่ถูกกำหนดมาไม่ได้มีเป้าหมายที่ 48 นาทีตามที่สถิติของงานวิ่งนี้ว่าไว้

แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่าการรับถ้วย ก็คือการทำลายสถิติตัวเองเมื่อต้นปีที่ 46:06 ลงไปเหลือที่ 45 นาทีให้ได้ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์วันสุดท้ายของการซ้อม ที่ตัวข้าพเจ้าได้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งขึ้น ร่างกายไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เลย ขนาดใช้ความเร็วในการวิ่ง 6-7 นาที ต่อ กม ก็ยังไม่สามารถทำได้  เมื่อกลับมานั่งทบทวนการซ้อมในสัปดาห์สุดท้าย นับแต่วันที่ไปวิ่งที่พัทยา ก็พบว่า

ถึงแม้งานพัทยามาราธอนจะไม่ได้วิ่งเต็มกำลัง แต่การสปริ้นท์ด้วยความเร็ว 5 กิโลเมตรสุดท้ายกับเส้นทางขึ้นเนิน นั้นสร้างความบอบช้ำให้กับกล้ามเนื้อบางส่วนไป ถึงแม้ว่าในวันต่อมาจะซ้อมเบาๆ เพื่อรักษาสภาพก็ตาม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการโอเวอร์เทรนนิ่งก็คือ ตัวเองลืม โปรแกรมพัก เพราะว่าหลังจากงานพัทยา ข้าพเจ้าก็ยังคงตะบี้ตะบันซ้อมอีก 4 วันติด เลยทำให้ร่างกายเกิดการปฏิเสธทุกสิ่งอย่างที่คิดจะทำ และนี่ก็คือเหตุผลหลักของการจิตตก ในครั้งแรก

กับเหตุผลที่จิตตกในครั้งที่ 2 ก็คือเมื่อเข้าไปรับเบอร์และชิพเรียบร้อย จึงได้เห็นว่า ปีนี้ในรุ่นนี้ มีนักวิ่งมาลงทะเบียนมากถึง 60 ท่าน  จิตใจที่เคยฮึกเหิม กระหายอย่างราชสีห์กลับกลายเป็นความรู้สึก ว่าหัวใจมันหวิวอยู่ตลอดเวลา (ไม่น่าไปดูเลยว่ามีกี่คน ปีก่อนข้าพเจ้าได้เบอร์ฟรีมา และไม่มีชิพ ทำให้ไม่รู้จำนวนนักวิ่งในรุ่นทั้งหมด)

"เอาว่ะ" ใจคิด เรามันก็ศิษย์มีครู ถึงแม้มันจะกะโหลกกะลาไปบ้าง แต่อย่างน้อย เราก็มีความหายในชัยชนะในวันนี้ ซึ่งถ้าวันนี้ทำไม่ได้ ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปีแน่ๆ เพราะลำพังฝีเท้าระดับนี้ คงยากที่จะไปสอยถ้วยจากงานในปัจจุบัน (อ้าวเป้าคือสถิติตัวเอง ไหงจิตใจโลเลไปเรื่องถ้วยอีกล่ะ นี่แหละน่ากิเลสของมนุษย์)

เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเริ่มสลัดความกลัวที่เกิดขึ้นในเบื้องหน้าให้ลดลง ข้าพเจ้าจึงได้ชวนเพื่อนๆ และน้องๆ ไปร่วมวอร์มเพื่อเรียกเหงื่อ และกระตุ้นกล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่ที่ใช้ประจำ แต่ก็ไม่ละเลยกับมัดเล็กๆ ที่ใช้น้อย การวอร์มวันนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย เนื่องจากหลายงานที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่า แทบจะไม่ได้วอร์มก่อนวิ่งเลย ถ้ามีก็มีในระดับที่น้อยมาก

การยืดเหยียด เริ่มนำกลับมาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายส่วนต่างๆ จนเรียบร้อยและแน่นอนสิ่งที่ลืมไม่ได้ในขั้นตอนสุดท้ายของสุดยอดวิชา คือ การออกไปดริลล์ และสไตรด์ เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ย้ายตัวเองมุ่งหน้าสู่เวทีประลองยุทธ์ ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าจะต้องไปยืดพื้นที่แนวหน้าให้ได้ เพื่อความได้เปรียบในเชิงพิชัยยุทธ

เวลา 5.50 เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าสามารถปักหลักได้ที่บริเวณจุดกักตัว เพื่อรอเคลื่อนพลเข้าสู่จุดสตาร์ท  โดยในใจคิดว่า 10 นาที ที่เหลือ ก็รอให้ร่างกายปรับจังหวะหัวใจให้ลดลง แล้วค่อยๆ หาพื้นที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น เพื่อรอสตารท์ออกจากคอก

แต่แล้ว เมื่อผ่าน 6 นาฬิกาไป ก็ไม่มีเสียงตอบรับ หรือเสียงปล่อยตัวใดใด แต่กลับได้ยินไป ว่า จะปล่อยตัวนักวิ่งระยะมินิมาราธอน ที่เวลา 6.10 น. เนื่องจากนักวิ่งยังรับเบอร์ไม่เรียบร้อย บลา บลา ๆๆๆ

แต่จนแล้วจนรอด ข้าพเจ้าวอร์มจนหยุดวอร์ม ก็ยังไม่ได้ฤกษ์ปล่อยตัวเสียที จนกระทั่งผู้จัดแจกเบอร์หมดเรียบร้อย จึงได้ฤกษ์ปล่อยตัวที่เวลา 6.19  ชิ ให้ตรูรอตรงนี้ ครึ่ง ชั่วโมง รู้มั้ย มันเหม็นกลิ่นตัว (ปีหน้าควรปรับให้รับเบอร์ล่วงหน้าก่อนจะดีกว่าไม๊ ที่พูดไม่ได้ว่าเห็นแก่ตัวไม่มีน้ำใจให้คนอื่น แต่อยากให้รู้ว่าการรอนานๆ เครื่องมันดับได้)

ในช่วงระหว่างที่รอนั้น ก็ได้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์สายตาขึ้นกับบุคคลรอบข้างนิดนึง สืบเนื่องจากที่มีนักวิ่งไม่ปรากฏสัญชาติหรือสังกัด เพราะข้าพเจ้าไม่คุ้นหน้าเลยไม่ว่าจะสนามใดใด ได้แสดงอาการแอบชำเลืองเบอร์วิ่งของนักวิ่งร่างยักษ์ เพื่อเป้าหมายในการเช็ครุ่นน้ำหนัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงทำกัน แต่สิ่งที่ประหลาดมากคือ เค้ามองตลอด เผลอเป็นมอง เผลอเป็นมอง จนกระทั่งมองตรงๆ แบบไม่มีอาการแอบใดๆ หรือว่าเค้าจะปิ้งเพื่อนเราซะแล้ว 5555+

ซึ่งก็ได้ทราบความตอนหลังจากเพื่อนว่า ช่วงปล่อยตัว เถียง กันตลอดเส้นทาง

"เถียง" ในที่นี้ มิใช่การ พูดจาปฏิโลม หรือ พูดจาต่อว่ากัน  แต่ "เถียง" ในที่นี้ คือการแสดงอาการไม่ยอมกันในเชิงปฏิบัิติ  ซึ่งหลังจากปล่อยตัว ไอ้บอย เพื่อนข้าพเจ้า ก็ออกไปตามจังหวะ แต่ "เกลอ 95+" ที่แอบมอง ก็ไม่ยอม พยายามสปีดหนี ไม่ยอมให้แซง พอแซงนำได้ก็ผ่อน เป็นอย่างนี้ อยู่ระยะทางพอสมควร จนกระทั่งไอ้บอย คงตบะแตกหรือไม่ก็รำคาญจนทนไม่ไหว วิ่งขึ้นไปทาบ ลองจินตนาการดูเหมือนกับท่านกำลังขับรถฝ่าไฟแดงและจ่าขับรถเข้าประกบท่านหมายจะออกใบสั่งอะไรเยี่ยงนั่น  ภาระกิจวิ่งขนาบเมื่อเรียบร้อย ไอ้คุณเพื่อนของข้าพเจ้า ก็กระซิบที่ข้างหูเบาๆ เอ้ย หันไปคุยด้วยวลี "คุณวิ่งไปตามจังหวะคุณเถอะครับ บลาๆๆๆๆๆๆๆ (ตูจำไม่ได้แล้ว)" จากนั้น ไอ้คุณบอย ก็ชิงเถียง และ หายจากไป .......

กลับมาทีฟากฝั่งของตัวเอง เมื่อได้ยินสัญญาณปล่อยตัว ข้าพเจ้าในใจคิดว่าอยากรู้ว่าแนวหน้าเค้าวิ่งกันยังไงฟร่ะ จึงกระชากวิญญาณ ยูเซนโบ ตามกลุ่มนักวิ่งแนวหน้าออกไป "เห้ย ก็วิ่งไม่เร็วนิหว่า" ในใจคิด "จะออมแรงกันไปถึงไหนเนี้ย หรือว่า ดูเชิงกันอยู่" อันนี้โม้ จริงๆ ความรู้สึกตอนนั้นมีอยู่สองอย่าง

ประการแรกที่อยู่ในจินตนาการ หาใช่เรื่องเซ็กซ์ อย่างเสี่ยบุญโอ นำผลวิจัยมาแชร์ให้ดูว่า นักวิ่ง 2/3 มักจินตนาการเรื่องเซ็กซ์ขณะวิ่ง บ่ะ ใครมันคิดว่ะ วิ่งก็จะเหนื่อยตายอยู่แล้ว ยังคิดจะมีเซ็กซ์อีก อยากรู้จริงๆ ว่าผลวิจัยนี้ เค้าไปสัมภาษณ์ใคร ข้าพเจ้าจะได้ไปขอวิ่งประกบด้วย  สำหรับสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของข้าพเจ้าอย่างแรก คือ พวกพี่จะตะบี้ตะบันวิ่งเร็วกันไปไหนเนี้ย กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว หอบเป็นหมาหอบแดดแล้ว

"ปี๊ปๆๆๆๆ"  ดังขึ้นตลอด แต่ตอนนั้นข้าพเจ้ายอมรับว่าหูดับไม่ได้สนใจ เสียงรอบข้างเลย จนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยหอบแบบแปลกๆ  ค่อยๆ ยื่นแขนซ้ายขึ้นมาและใช้สายตากวาดตัวเลขที่หน้าปัดนาฬิกา ที่แสดงอยู่ในขณะนั้น ข้าพเจ้าแทบหน้าหงาย เมื่อพบว่า สิ่งที่แสดงอยู่ในขณะนั้น คือ

"0.50 กม.  pace 03:30"  เสียง "ปี๊ปๆๆๆ" ที่ดังมาตลอด มาจากอุปกรณ์ที่เตือนว่า วิ่งเร็วไป

เห้ยยยยยยยยย มันมาได้ไงเนี้ย ความหวาดกลัวจากอาการโอเวอร์เทรนนิ่ง เริ่มตามกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีิวิตนักกีฬาได้เกิดขึ้น โดยการปรับจังหวะ วงรอบของการก้าวขา ให้ลดความถี่ลง จังหวะหายใจที่ยาวขึ้นจน รู้สึกสบายขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนเช่นนี้ต้องแลกด้วยการยอมรับที่จะให้นักวิ่งที่อยู่ด้านหลัง เริ่มแซงไป ไม่ใช่ทีละคนสองคน แต่เรียกว่าแซงยกแผง

ไม่น่าเชื่อว่า บรรยากาศรอบข้าง จะมีแรงดึงดูดทำให้ ถูกกระชากไปอย่างไม่รู้ตัว ดีที่ว่าข้าพเจ้าเป็นนักวิ่งแนวหลังที่พึ่งเทคโนโลยีจากนาฬิกา GPS มากกว่าการรอคอยโชคชะตา เชื่อป้ายบอกระยะของผู้จัดงาน หรือต้องมาลุ้นว่างานวิ่งงานนี้จะมีป้ายบอกระยะทางหรือไม่ จึงทำให้สามารถรอดพ้นจากบ่วงพันธนาการความเร็วลงมาได้

จินตนาการอีกอันที่อยู่ในใจของตัวข้าพเจ้าคือ รู้คำตอบที่คาใจมานานแล้วว่าบรรดาแนวหน้าเวลาปล่อยตัวรู้สึกยังไง

จบตอน 1/3