วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Race 127 วิ่งปั่นเพื่อน้องโลกหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช




เป็นเรื่องที่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย ในวิถีชีวิตของการวิ่งที่ต้องตื่นขึ้นมาวิ่งแข่งเช้าวันเสาร์ แถมในงานยังมีการปั่นจักรยานอีกด้วย  วันนี้นอกจากมาวิ่งแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องมาแจกเบอร์และเสื้อวิ่งด้วยจากภารกิจใหม่ที่เข้ามาในชีวิต

อากาศเช้านี้เย็นสบายเหมาะแก่การนอนเป็นอย่างมาก แต่หัวใจนักวิ่งจะทำอย่างนั้นได้เยี่ยงไร อากาศเย็นควรจะต้องวิ่งมากกว่านอนอุดอู้ อยู่ใต้ผ้าห่ม เมื่อมาถึงบริเวณงานเมื่อเวลาตี 5 ค่อนข้างแปลกใจกับบรรยากาศในงาน  แปลกใจตั้งแต่ขับรถเข้ามา ไม่รู้จะจอดตรงไหน ไม่มีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยเข้ามาแนะนำเลย เลยตัดสินใจจอดรถอยู่ข้างทาง และเดินออกมา จึงเจอจุดที่จอดรถ แต่ก็ไม่ได้ย้อนกลับไปเพราะเวลาค่อนข้างจวนตัวและมีภารกิจต้องทำด่วน

หลังจากเท้าก้าวแรกเข้ามาในบริเวณงาน ก็เริ่มงงกับสถานที่ ไม่เห็น หรือไม่มีจุดปล่อยตัว ตั้งอยู่ในบริเวณงาน เห็นแต่เวทีบนพื้นที่จัดอยู่คู่กับรถของโรงพยาบาล  ฤา ว่า ผู้จัดหน้าใหม่ โรงพยาบาลสมิติเวช จะไม่ได้ทำการบ้านในงานวิ่งเลย  เพราะเป็นการจัดงานครั้งแรกของโรงพยาบาล สำหรับการจัดงานวิ่ง ปั่นการกุศล เพื่อหาทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจของโรงพยาบาล  มีหลายคนเข้ามาถาม แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถให้คำตอบได้ จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วจึงไปปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายต่อไปซึ่งหลังจากทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ สายตากลับเหลือบไปเห็น ซุ้มลม ที่เป็นจุดสตาร์ท ตั้งตระง่านอยู่ด้านหน้า และเต็มไปด้วยจักรยานของเหล่าสิงห์นักปั่น เต็มไปหมด  ฤา นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับต้นๆของไทย ที่เกิดขึ้นในวันนี้  โดยที่ใจก็ยังวิตกว่า จะพบพานกับสิ่งอื่นใดต่อไปที่จะทำให้ประหลาดใจ
credit พี่รุจน์ shutterrunning.com
เมื่อใกล้ถึงเวลาปล่อยตัวนักวิ่งต่าง ไปเตรียมพร้อมที่จุดปล่อยตัว ซึ่งเท่าที่สังเกตส่วนใหญ่ไม่เคยได้เห็นในสนามวิ่ง และเมื่อได้ยินคำบอกเล่าต่างๆ ก็ทำให้รู้ว่า บางคนไม่เคยวิ่ง แต่ครอบครัว เพื่อนๆ ชวนกันออกมาในงานนี้ เนื่องจากได้วิ่งแล้วยังได้ร่วมสมทบทุนในการช่วยเหลือเด็กๆ ซึ่งก็ได้ยอดบริจาคมามิใช่น้อย ใครว่านักวิ่งขี้เหนียว บัดนี้โลกนักวิ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว   ใกล้เวลาสตาร์ท การ์มิน ข้าพเจ้ายังไม่สามารถจับสัญญาณ GPS ได้  แถมยังปวดฉี่อีกต่างหาก จึงต้องไปใช้บริการรถสุขาติดแอร์ให้เป็นประสบการณ์อีกแบบให้กับชีวิต

เมื่อปฏิบัติภารกิจเรียบร้อยจึงค่อยๆ วิ่งวอร์มกับไปที่จุดปล่อยตัว พร้อมๆ กับได้ยินสัญญาณเสียงปล่อยตัว  พร้อมวิ่งไปด้วยสภาวะไร้ความกดดัน  เพราะวันนี้โจทก์ทั้งหลาย ไม่มา  และที่มา เจ้าหล่อนก็หนีไปปั่นจักรยานซะงั้น ............................... สบายใจไทยแลนด์


ซ้าย ขวา ซ้าย   ซ้าย ขวา ซ้าย จังหวะนี้มันจะวิ่งยังไง ถ้าไม่ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  คำถามกวนประสาทแวบเข้ามาในหัว สงสัยอาจจะเป็นเพราะไม่มีใครมาลากเป็นแรงบันดาลใจ จิตที่เป็นนายก็เลยเริ่มฟุ้งซ่านซะงั้น ทำให้กายที่เป็นบ่าว เริ่มตุปัดตุ๊เป๋  เอาฟร่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว วิ่งอัดมันซะเลยดีกว่า  แถมวอร์มก็ไม่ได้วอร์ม ยืดเหยียดก็ไม่ได้ทำ  เป็นการวิ่งนอกตำราอีกครั้งหนึ่ง ที่หลังๆ มักจะทำบ่อยกว่าปกติ

กวาดสายตาไปโดยรอบ วันนี้ ไม่มีแนวหน้า ขาแรงมาสักเท่าไหร่  ใจพลางคิดไปพลาง แทบเอามือรูปปาก เอาว่ะ วันนี้ สงสัยจะได้อยู่หน้าแรก รูปวิ่งชัดเตอร์รันนิ่งแน่ๆ พร้อมกับบรรจงถีบตัวส่งตัวเองให้แรงขึ้นไปอีก  จนสามารถแหวกฝูงชน ออกมาเมื่อมาถึงปลายทางของโรงพยาบาล มุ่งหน้าสู่ถนนหลวง สายศรีนครินทร์  โดยมีเป้าหมายแรก อยู่ที่ แยกลำสาลี  

อาการตอนนี้คล้ายตอนเองเป็น เฟอร์รารี่ ขับปาดซ้าย ปาดขวา แซงหน้า บรรดานักวิ่ง ผู้ร่วมงานไปทีละคนสองคน  ซึ่งรวมไปถึง ดาราใหญ่ ที่วันนี้มาช่วยเป็นพิธีกรในงานด้วย    แปลกใจมากที่วันนี้บนเส้นทางการวิ่งที่เริ่มต้น ไม่ค่อยจะเจอใครที่รู้จัีก หรือโจทก์เก่า ๆ มาให้สร้างจินตนาการระหว่างวิ่งเลย ตลอด 2 กม.แรก  จนคิดไปว่าความสนุกคงลดน้อยลงแน่ๆ  พลางวางแผนการวิ่งว่าวันนี้จะลองดูว่าถ้าลากจังหวะ 4:45 นาทีต่อ กม. จะยางแตกที่ กม.ที่เท่าไหร่ เพื่อเอาผลงานไปปรับปรุงในการซ้อมใหม่

การวิ่งตลอด 2 กม.แรก บนถนนศรีนครินทร์ รู้สึกชอบมากๆ กับ ถนนโ่ล่งๆ บวกกับอากาศวันนี้ที่เย็นสบาย วิ่งแล้วไม่รู้สึกอึดอัด และเมื่อรับรับน้ำแพ็คจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่วันนี้มาปฏิบัติภารกิจส่งน้ำให้นักวิ่ง กันตามจุดให้น้ำต่างๆ ซึ่งยังไม่รู้ว่ามีกี่จุด  ข้าพเจ้าคว้าน้ำที่ทางเจ้าหน้าที่ยื่นให้ พร้อมกับบรรจงยื่นริมฝีปากขยับเข้าไปใกล้ และเริ่มดูด ด่ำกับความหอมหวานและเย็นสดชื่นที่ได้รับ

พร้อมกับประคอยแก้วน้ำไปเพราะข้าพเ้จ้าจิบน้ำไปเพียงเล็กน้อย ..... แยกเป้าหมายถึงแล้ว เราจึงรีบหักตัวหมุน 90 องศาไปทางซ้ายเพื่อมุ่งหน้าสู่ถนนรามคำแหง พร้อมภารกิจวิ่งแซงเหล่าซือ แห่ง มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งออกไป พลางคิดในใจสงสัยวันนี้จะไม่ธรรมดา เพราะปกติจะเห็นวิ่งช้ามาตลอดหลายงานที่ผ่านมา วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าซือ สงสัยจะมียาดีแน่ๆ  เมื่อวิ่งมาถึงถนนรามคำแหง เกิดคำถามขึ้นมาในหัวสมองทันทีว่า  ทำไมถนนเส้นนี้แถบเต็มไปด้วยซอยย่อยมากมาย  ไม่มี เจ้าหน้าที่มากั้นรถเลย เมื่อวิ่งเข้ามาถึงถนนเส้นนี้

จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการวิ่งมากขึ้น  การวิ่งตามรถเมล์ ได้บังเกิดขึ้นอีกขึ้น เพราะท่านๆ คนขับเหล่านั้น ก็บรรจงในการขับ ลาก ไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้ผู้โดยสาร ที่ยังค้าง หรือเดินอยู่ในซอย เห็นและรีบมาขึ้น    เห็นทีท่าไม่ดีข้าพเจ้า จึงจำเป็นต้องหนีขึ้นไปวิ่งบนฟุตบาต ท่ามกลางสายตานับสิบ ที่ยืนอยู่ข้างทาง บ้างก็กำลังชะเง้อ มอง รถเมล์เป้าหมาย บ้างก็หันหลังให้เพื่อจับจ่ายใช้ซอย กับร้านค้าข้างทาง สายตาที่มองมา ที่กลุ่มนักวิ่ง รวมถึงตัวข้าพเจ้า  คล้ายเหมือนกับมีคำถามอยู่ในแววตา ว่า  พวกนี้มันมาวิ่งทำอะไรกัน

สาวฝีเท้าดีที่น่าจับตามอง
ระหว่างทางบนฟุตบาศก์  มีเร็วมีช้าบ้าง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ข้างทาง จนกระทั่งพ้นอาณาเขตของรถเมล์ การกลับลงมาวิ่งบนถนนก็กลับมาอีกครั้ง  และก็พบเป้าหมายแรก คือ หนุ่มเมืองสะตอ ที่วันนี้ วิ่งค่อนข้างเร็ว และกำลังเกาะกลุ่มอยู่ กับ 1 หนุ่ม  1 สาว  ซึ่งจากการสังเกตุจังหวะวิ่งการวางเท้าแต่ละช้าง ของสาวน้อย ที่น้องหนุ่มเมืองสะตอวิ่งตามมาจังหวะวิ่งสม่ำเสมอมาก  น่าจะเป็นขาแรงอีกท่านหนึ่งที่เรายังไม่รู้จักแน่ๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นหลัง

ข้าพเจ้าอาศัยเกาะห่างๆ ไปอยู่สักพัก  ก็เริ่มรู้สึกเครื่องร้อน เมื่อพ้น กม.ที่ 3 จึงเร่งแซง ออกไปด้วยการเพิ่มความเร็วเล็กน้อย ไม่ให้เกินกว่า 4.30 นาที ที่ตั้งใจไว้ ว่าวันนี้ลองวิ่งจังหวะ ที่ 4:45 ดูว่าจะยางแตกตอนไหน  ซึ่งจากการประเมินคิดว่า ไม่น่าจะรอดที่ กม.ที่ 6 แน่ๆ  เพราะที่ผ่านมาซ้อมวิ่งแค่ 5 โลต่อวันเท่านั้น เพราะกังวลจากอาการบาดเจ็บที่ยังตามหลอกหลอนเสมอเมื่อเริ่มวิ่งยาว

เมื่อพ้น กม.ที่ 4   จากระยทางที่ข้อมือตัวเอง ก่อนจะถึงหน้า กกท แหล่งของหนุ่มสาว ที่ชอบมาออกกำลังกาย สามารถวิ่งแซงพี่โก้ สรณะ หนุ่มหุ่นเสาไฟฟ้า ที่วันนี้วิ่งเร็วกว่าที่เคยเห็น เมื่อทักทายกันเล็กน้อยข้าพเจ้าจึงเริ่มหนีออกไป  และปรับจังหวะวิ่งให้สบายขึ้น โดยตอนนี้ไม่ต้องหนีขึ้นฟุตบาทอีกแล้วเมื่อถึงป้ายรถเมล์  เพราะตรงแยกนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยกันทางให้หนึ่งนาย  แต่ตลอดเส้นทางคงไม่มีการตั้งกรวย เพราะถนนเส้นนี้คงไม่สะดวกที่จะดำเนินการเยี่ยงนั้น เพราะจะทำให้ผู้สัญจรและใช้ยวดยานแถวนั้น สวดให้แน่ๆ

ป้ายระยะทางของงานที่ตั้งไว้ มันเพี้ยนไปแล้วเมื่ออยู่บนถนนรามคำแหง ซึ่งถ้าใครไม่มีอุปกรณ์สำหรับบอกระยะทางส่วนตัว นาทีนี้คงเกลี่ยแรงกันมั่วไปหมดแน่ๆ

เมื่อมาถึง หน้า ม.รามคำแหง  ระยะห่างของนักวิ่งเริ่มยืดออกไป เริ่มมองเห็นข้างหน้าน้อยลง เพราะเท่าที่กวาดสายตาไปไกลๆ เห็นเพียง 2-3 คน ที่อยู่ด้านหน้าพร้อมกับแบคกราวนด์หลังของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง   อารมณ์ของแนวหน้ามันช่างเดียวดายยังนี้นี่เอง การวิ่งที่ไม่มีผู้คนรอบข้าง มันช่างอ้างว้างจับใจ เป็นการวิ่งที่อาจจะปราศจากมิตรภาพก็เป็นได้ 

นาทีนี้แรงบันดาลใจที่จะวิ่งให้จบตลอดรอดฝั่งนอกจาก การอยู่หน้าหนึ่งในชัตเตอร์รั่นนิ่งสำหรับงานนี้ ก็คือ คนที่วิ่งอยู่ข้างหน้า ที่ข้าพเจ้าจะต้องพยายามเข้าไปให้ใกล้และแซงให้ได้ไปเรื่อยๆ ตลอดทาง แต่ก็คงไม่ลืม เรื่อง เวลาที่ต้องควบคุมด้วย  ซึ่งในตอนนี้ เป้าหมายที่ข้าพเจ้าพยายามเกาะเป็นชายชุดขาวที่ระยะห่างกันประมาณ 150 เมตร

เมื่อมาใกล้ถึงแยกเอวอนจึงต้องหนีขึ้นฟุตบาศก์อีกครั้ง พร้อมกับเลี้ยวซ้ายเ้ข้าสู่ถนนพระราม 9 ยังไม่ทันที่ที่จะได้ลงจากฟุตบาศก์ เพื่อหาเป้าหมายต่อไป บรรดาเจ้าถิ่น เริ่มตะกายวิ่งออกมาต้อนรับกัน เสียงดังระงมกันใหญ่  ข้าพเจ้าถึงกับต้องเบรคเอี๊ยดดดดดดดด  เพราะถ้าขึ้นยังฝืนวิ่งต่อไป  ข้าพเจ้าอาจจะต้องได้ไปใช้บริการฟรีจากเจ้าภาพในการจัดวิ่งครั้งนี้ก็ได้

หลังจากหยุดเพื่อสังเกตอาการ ข้าพเจ้าก็เริ่มการย่างสามขุม หมายดูเชิงกัน แม้บรรดาเจ้าถิ่น มันไม่ได้มากันมากมาย หมายที่จะรุมข้าพเจ้า แต่เหมือนกับว่า เจ้าถิ่นตัวน้อย ต้องการแสดงให้รู้ถึงอำนาจและแสดงความเป็นเจ้าถิ่นของมัน 

การประสานตากันระหว่างข้าพเจ้ากับมัน จบลงทันที เมื่อ ผู้พิทักษ์ความสะอาดระแวกนั้น เดินเข้ามาและใช้ไม้คู่ใจ ตีลงพื้นพร้อมกับไล่ฝูงเจ้าถิ่น ที่ยังไม่ทันได้ระวัง จึงตะกายวิ่งหนีออกไป  ข้าพเจ้าสบตากับผู้ช่วยเหลือท่านนั้นและได้แต่เอ่ยคำขอบคุณเล็กน้อย และจึงรีบเร่งเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป

แต่ทว่าเมื่อเกิดการหยุดอย่างกระทันหัน จังหวะที่ไหลลื่นมาตลอดเริ่มใช้ไม่ได้ดังใจเหมือนเคย ลมหายใจเสียงเริ่มดังขึ้นและถี่ขึ้น   8 กม.ที่ให้ความพิถีพิถันนในการวิ่งจบลง ช้ากว่าที่คิด เพราะแต่เดิมคิดว่าคงหมดลม ที่ 6 กม. แน่ๆ  นั่นทำให้ความมั่นใจในการสู้ศึกครั้งใหม่ กับพี่น้อยวิช เริ่มมั่นใจขึ้น ถ้าข้าพเจ้าพยายามซ้อมให้ยาวขึ้น

พูดถึงพี่น้อย แล้ว นับถือพี่น้อยมากในเชิงของการค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาการบาดเจ็บ การซ้อม วิธีการซ้อม และตารางการซ้อม เป็นคนที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่เคยซ้อมร่วมกันมาเมื่อ 2 ปีก่อน  มาวันนี้ พี่น้อยสามารถดีดตัวเองขึ้นไปเป็นหมายเลข 1 ของกลุ่มเพื่อนนักวิ่งในรุ่นเดียวกัน

3 สนามหลัง ไม่สามารถที่จะวิ่งทันพี่น้อยได้ ซึ่งใครที่บาดเจ็บ หรือวิ่งแล้วไม่ดีขึ้น สามารถสอบถามค้นหาแรงบันดาลใจในการวิ่งจากพี่เค้าได้ รับรองว่านอกจากภาคปฏิบัติที่สุดมันส์ ท่านจะได้รับความรู้เชิงทฤษฏีอีกเพียบ

ศึกครั้งใหม่ ยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าจะดวลกันที่ใด แต่ที่แน่ๆ ครั้งหน้า คงมีรายชื่อ ดังต่อไปนี้ในศึกครั้งใหม่ แน่นอนคนแรก  สาวแจง สาวแรง แห่งรัชมังคลา ส่งเข้าประกวด  โจทก์ท่านนี้หาโอกาสเอาคืนข้าพเจ้าอยู่หลังจากข้าพเจ้า ปาดหน้าเข้าเส้นที่ใต้สะพานพระราม 8  เมื่อปลายปีก่อน สามารถเรียก เสียงกรี๊ดร้องไปทั้งสนาม

หนุ่มหล่อเมืองสะตอ
คนที่สอง หนุ่มโก หนุ่มเมืองสะตอ ที่ตอนนี้พยายามซุ่มซ้อมเพื่อเร่งกลับไปที่อยู่ที่ระดับความแรงระดับเดิมก่อนอาการบาดเจ็บ  ซึ่งจะประมาทไม่ได้

คนที่ 3  พี่น้อย ผู้สร้างบาดแผล 3 ครั้งซ้อนให้กับข้าพเจ้า ที่เป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องโค่นบัลลังก์ลงมาให้ได้

ส่วนคนนี้คนสุดท้าย สกาบอย  ช่วงนี้ เป็นม้านอกสายตา เพราะร่างกายที่บึกบึนขึ้นมาก แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน

ตัดกลับมาที่ กม. 9   ซึ่งเป็น กม.ที่ข้าพเจ้าหมดจริง  ไม่สามารถประคองการวิ่งให้ต่ำกว่า 5 นาทีได้อีกแล้ว  ซึ่งถึงนาทีนี้ ได้แต่วิ่งประคองด้วยความเร็วที่ลดลงไปตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยยวดยานที่สัญจรด้วยอัตราความเร็วสูง

นักวิ่งยิ่งห่างกันไปเรื่อยๆ  เริ่มมีขาแรงเริ่มเร่งแซงข้าพเจ้าไปทีละคนสองคน ในขณะที่ข้าพเจ้าช็อตไม่สามารถที่จะยื้อกับการโดนแซงเหล่านั้นได้เยี่ยงปกติ แต่ก็ยังใช้ความพยายามในการประคองจังหวะวงรอบการก้าวของตัวเองไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งสามารถไล่ทันหนุ่มเสื้อส้ม จากแก๊งค์ เครซีรันนิ่ง เพราะจำสัญลักษณ์ด้านหลังเสื้อได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเป้าหมายตั้งแต่แยกเอวอน ที่ข้าพเจ้าหมายตาไว้ ก็ยังรักษาระยะห่างเอาไว้ตลอด แถม ข้าพเจ้ากลับถูกแซงกลับโดยหนุ่มชุดขาว จาก RBKS  ซึ่งลำดับการวิ่งตอนนี้ กลายเป็น  ขาว /RBKS / ข้าพเจ้า / Crazy Running  จินตนาการบรรเจิดอีกแล้ว ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงลำดับได้หรือไม่ เมื่อถึงเส้นสิ้นสุดของการแข่งขัน

มันมาอีกแล้ววววว น้องหมาเจ้าถิ่น ณ กม.ที่ 11 บริเวณทางแยกก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนศรีนครินทร์ ทำเอาข้าพเจ้าขนลุกซู่ จนต้องหนี วิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่ง เพื่อหยั่งเชิงดูสถานการณ์ ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ทำให้ถึงกับต้องหยุดเหมือนครั้งแรก ซึ่งสังเกตุแล้วว่าเจ้าถิ่นกลุ่มนี้ ใจดี ข้าพเจ้าจึงออกวิ่งต่อไปเรื่อยๆ บนถนนศรีนครินทร์ ซึ่งก็ได้เจอกับโปรรุจน์ จากชัตเตอร์รันนิ่ง ที่กำลังเดินย้อนกลับมาถ่ายภาพนักวิ่ง หลังจากแอคชั่นไปเล็กน้อย เหมือนเีรี่ยวแรงเริ่มกลับมา จึงค่อยๆ สปีด หมายจะไล่ 2 หนุ่มชุดขาวให้ทัน แต่จนแล้วจนรอดเมื่อวิ่งจนถึงเส้นสุดท้าย ก็ไม่สามารถไล่ทัน และที่สำคัญ ไม่รู้ว่าเข้าเส้นชัยตรงไหน เพราะซุ่มปล่อยตัวยังอยู่ที่เดิม แต่เส้นทางที่จะวิ่งไปที่ซุ่ม ถูกบังทางอยู่

การวิ่งงานนี้จบลงเมื่อวิ่งผ่านด้านข้างของซุ้มปล่อยตัว..........................เป็นอันจบ race นี้แบบงงๆ






















วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

Race 126 PEA #4

เช้านี้ เป็นเช้าของวันวิ่งที่ความรู้สึกไม่เหมือนที่ผ่านมา  อาจจะคงเป็นเพราะ เป็นเช้าแรกที่รู้สึกเฉยๆ กับการไปวิ่ง ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆ ที่จะมาบิ้วท์ ให้รู้สึกกระหาย หรือฮึกเหิม ต่อการแข่งขันไม่

ก่อนที่จะถึงวันงาน ข่าวคราวของงานวิ่งที่นี่ นอกจากการแถลงข่าวแล้ว กลับนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งแตกต่างจากงานอีกงาน ณ กลางเมืองหลวง ที่บัตรวิ่งที่เปิดจำหน่ายหมดก่อนงาน 1 สัปดาห์ จนต้องวิ่งวุ่นผลิตเบอร์สำรอง ออกมาจำหน่าย

ความกังวลของผู้จัดงาน PEA ณ เช้าวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าคิดว่า เจ้าภาพคงกลุ้มใจกับงานที่มีนักวิ่งมาร่วมงานน้อย เพราะตอนเช้าวันงานประมาณตี 3 - 4  ฝนได้ตกลงมา

แต่เหตุการณ์ความว่างเปล่านั้น ก็คงเกิดขึ้นได้แค่ในมโนภาพของข้าพเจ้าเพียงเท่านั้น เพราะว่าในโลกของความเป็นจริง  เช้าวันงาน เต็มไปด้วยนักวิ่งที่มาสมัครที่หน้างาน จนกระทั่งเบอร์หมด เสื้อหมด ซึ่งทำเอาเจ้าภาพ ตลอดบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันงาน หน้าบานเป็นจานกระโ้ด้งก็มิปาน

ซึ่งข้าพเจ้าจะบอกว่า ท่านตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องแล้ว เพราะในบรรดาสนามวิ่งที่ข้าพเจ้าไปวิ่งมาใน กรุงเทพฯ  สนามนี้ เป็นสนามที่ ติด 1 ใน 3  สนามวิ่งในดวงใจของข้าพเจ้า เพราะอะไร ข้าพเจ้าถึงกล้าที่จะการันตีกับงานเล็กๆ ที่ผู้จัด ใจใหญ่มาก เยี่ยงนี้

ปัจจัยที่กล้าการันตี มิใช่มาจากงานนี้ แจกตุ๊กตา สัญลักษณ์ประจำ กฟภ  หรือ กำไรทำมือ ที่จุดเช็คพอยต์ และหาใช่เสื้อยืดคอปก ที่ มูลค่าทั้งหมด คิดว่ามีค่ามากกว่า ค่าสมัคร 300 บาท ที่จ่ายไป แต่กลับเป็นสิ่งที่ประัทับใจของที่นี่ กลับเป็นความตั้งใจของผู้จัดงานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด (แต่ปีนี้พลาด เรื่องเข็มกลัดที่หมด ซึ่งทำให้ความรู้สึกเสียไปบ้าง)  

เส้นทางที่ผู้จัดงาน สามารถวิ่งเข้าไปในสนามกอล์ฟนอร์ธปารค์ กับเส้นทางวิ่งที่สวยงามและมีความปลอดภัย จากการวิ่งถนนโลคัลโรด   ขณะวิ่งถ้าไม่แข่งกันทำเวลากันมากเกินไป ท่านก็จะได้รับโอโซนอากาศที่ค่อนข้างบริสุทธิ  เพราะมียวดยานสัญจรน้อยในเช้าวันงาน  และที่สำคัญ มิต้องโดนผู้ใช้รถใช้ถนน อวยพร ตลอดเส้นทางการวิ่ง

พูดถึง 1 ใน 3  สนามวิ่ง ในเมืองหลวง ที่ข้าพเจ้าประทับใจ  ยังมี อีกสองที่  คือ งานอดิดาสคิงส์ออฟเดอะโรดปี 2012 ที่ปิดถนนสาทร วิ่งกันตอนตี 4  ไม่รู้เป็นอะไรคิดถึงถนนเส้นนี้ทีไร ขนลุกทุกที กับการปิดถนนกันรถของเค้าที่เรียกว่าต้องยกนิ้วให้ ซึ่งสนามนี้เป็นสนามที่ข้าพเจ้าอยากให้ปิดถนนจริงๆ 100% แล้ววิ่งกันตอนสว่าง  วิ่งกันให้เต็มถนน คงรู้สึกดีมิใช่น้อย  ลองมโนภาพ แล้วท่านจะเห็นผู้คนเรือนหมื่น ฉากหลังเป็นอาคารสำนักงาน สถานทูต สถานีรถไฟฟ้า  อาจจะถือเป็นการสร้างสัญลักษณ์ของเมืองใหม่ก็เป็นได้และผู้ร่วมงานก็คงจะเยอะมาก เพราะอยู่กลางเมือง การสัญจรไปมาสะดวก

ส่วนอีกสนามที่ ที่ข้าพเจ้าประทับใจ ก็คือ ที่ไหน โปรดติดตามต่อตอนหน้า.......

........................................................................

บรรยากาศวิ่งปีนี้ แตกต่างจากปี 2011 ที่ข้าพเจ้ามาเยือน เพราะในครั้งนั้น พลพรรคเสื้อเหลือง ชมรมเซ็นทรัลพระราม 2  ขนกันมาเต็มพิกัด  มีการขับเคี่ยวกันตลอดเส้นทางเป็นที่สนุกสนาน แต่ปีนี้ จากอาการบาดเจ็บ หรือจุดเปลี่ยนของเพื่อนบางคนที่เกิดขึ้น ทำให้บรรยากาศของเพื่อนๆ ร่วมชมรม ลดลงไป แต่ก็ไม่ทำให้บรรยากาศการแข่งขันด้อยลงไปแต่อย่างใด เพราะทุกครั้งเราก็ต้องสร้างเป้าหมายใหม่ ขึ้นมาจรรโลงและกระตุ้นตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เครดิต รุจน์ shutterrunning

หลังจากทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว จึงมาเตรียมตัวที่จุดสตาร์ท พร้อมน้องโก และบอย  วันนี้น้องโกบอกว่าขอวิ่งเกาะ เพราะนาฬิกาวันนี้ไปทำธุระไม่ยอมให้ใช้งาน ซึ่งการรอปล่อยตัวอยู่ประมาณแถวที่ 12-13 จากข้างหน้า เป้าหมายในวันนี้ จริงๆ ตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งให้ดีกว่าครั้งที่แล้วเมื่อปี 2011  แต่สืบเนื่องจากอาการบาดเจ็บ จึงเปลี่ยนมาเป็นวิ่ง 10K ให้ต่ำกว่า 50 นาที ก็เพียงพอ 


พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ข้าพเจ้า ก็เริ่มเดิน ออกไปเรื่อยๆ  ประมาณ 100 เมตร ถึงจะเริ่มมีพื้นที่ให้วิ่งได้  

ซึ่งจริงๆ แล้ว อยากให้งานทุกงานกันพื้นที่สำหรับคนที่ต้องการใช้ความเร็วบ้างก็ดี เพราะทุกวันนี้ มักมีนักวิ่งที่วิ่งช้า มักชอบไปยืนอยู่แถวหน้า แล้วพอสตาร์ท ก็มักจะเกิดปัญหากับนักวิ่งที่ใช้ความเร็วที่อยู่ด้านหลังพอสมควร นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับตัวนักวิ่งด้วย

วินาทีนั้นเหลือบเป็นเห็น บิ๊กกล้วย ที่เริ่มเร่งความเร็วออกไป ข้าพเจ้ามองซ้าย มองขวา จึงเร่งฝีเท้าตามออกไป จนพ้นขอบรั้วของ กฟภ  ออกสู่ถนนใหญ่ หมายจะเกาะไปเรื่อยๆ  ทำให้ภาพครั้งเมื่อปี 2012  ย้อนกลับขึ้นมาในสมอง  ในปีนั้น ก็เป็นแบบนี้ เพราะเมื่อข้าพเจ้าเหลือบเห็นเพื่อนที่ซ้อมด้วยกัน จึงวิ่งเกาะไป ทำให้ความเร็วเกินพิกัด แล้วยางก็แตกเมื่อถึงจุดกลับตัวกลับย้อนเข้ามาอีกครั้ง  ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อไป ความเร็วของพี่บิ๊กกล้วย ก็ลดความเร็วลง คงปรับเป็นการวิ่งจังหวะปกติ  อ้าวพี่ .......  เครื่องผมติดแล้ว ผมจึงดึงจังหวะวิ่งของผมต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอหนุ่มใหญ่ ชาวพิษณุโลก ที่วันนี้มาในชุดสีชมพูหวานแหว กระทาชายนายนั้น ก็คือ โจ้ ธนาคารออมสิน  ข้าพเจ้าจึงวิ่งตามไปอยู่ห่างๆ ซึ่งสังเกตุว่าหลังจากโจ้ เปลี่ยนไปซ้อมวิ่งระยะกลาง คือ 800   1500  เมตร  สปีดต้นของโจ้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ซึ่งหลังจากวิ่งไปได้พักนึง เมื่อถึงจุดให้น้ำแรก  เมื่อรับน้ำเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงวิ่งตีขนาบหมายที่จะตีเมืองพิษณุโลกให้แตกไปในบัดดล

ซึ่งหลังจากทักทายกัน ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่งจังหวะขึ้นเล็กน้อย เพราะยังรู้สึกว่าร่างกายยังพอที่จะเร่งอยู่ได้ ก็เริ่มมีการบี้ตามกันมาเป็นระยะทางพอประมาณ ซึ่งผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยก็คือลุงสับปะรดขลุ่ย ผู้มีลีลาสะบัดปากกาเหมือนสะบัดผมบ๊อบ อยู่ในเส้นทางเดียวกัน และ พอเพียงที่จะเร่งแซงสาวหมวยจากชลบุรี ที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งหลังจากเร่งแซงไป มีการทักทายแซวกันเล็กน้อย  สาวหมวย ก็เริ่มเร่งตาม และแซงกลับมา  สร้างความสนุกสนานระหว่างเส้นทางวิ่ง สำหรับกลุ่มแนวกลาง เน้นความฮาตลอดเส้นทางวิ่งอย่างเราๆ 

ซึ่งแน่นอน ข้าพเจ้าคงไม่ยอมให้คุณมอร์ แซงตลอดรอดฝั่งได้อย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่งจังหวะเป็นวงรอบ จนแซงและข้าพเจ้าก็เร่งหนีออกไป  ครั้งนี้ถือว่าเป็นการแซงเร็วที่สุดมั้งเท่าที่จำได้เพราะทุกครั้งกว่าจะไลุ่คุณมอร์ทัน ก็ กิโลเมตร ที่ 7-8 แล้ว  แต่การเร่งครั้งนี้ของข้าพเจ้าเป็นการเร่งเพื่อหมายไปตายเอาดาบหน้า  เพราะนาทีนั้นเริ่มรู้สึกตุ่ยๆ ที่ข้อขาขวาของข้าพเจ้าขึ้นมาอีกแล้ว  แค่ 3 กม ยังออกอาการเยี่ยงนี้ 7 กม.ที่เหลือ ถ้าจะไ่ม่รอด วินาทีนั้นคิดอย่างเดียว ว่าอย่าไปคิดมัน ไปคิดเรื่องอื่นแทน ชมนก ชมไม้ หรือไปวิตกเรื่องอื่นแทน คงจะดีกว่า  นาทีนั้น จึงต้องปล่อยให้ลุงสับปะรดวิ่งเดียวดายไปข้างหน้าคนเดียว เพราะข้าพเจ้าเริ่มเร่งไม่ขึ้น ขืนฝึนตามไปคงเสร็จแก ก่อนจะครึ่งทางแน่ๆ

แต่เหลือบสายตาเมื่อพ้น กม.ที่ 4 หลังจากที่ย่างกายเข้าสู่อาณาบริเวณของสนามกอล์ฟนอร์ธปาร์ค นี่ถ้าไม่หากไม่ได้ออกมาวิ่ง คงไม่มีโอกาสเข้ามาที่นี่เป็นแน่แท้ เพราะเรื่องกอล์ฟกับข้าพเจ้าเหมือนเส้นขนานระหว่างกัน ไม่ใช่อคติหรืออะไรต่อกีฬาประเภทนี้หรอก เพียงเพราะว่าไม่มีปัญญาซื้อไม้และอุปกรณ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเล่นต่างหาก   กีฬาวิ่งนี่มันเจาะฐานได้ทุกกลุ่มจริงๆ ทำให้ฝันไปว่าจะมีงานวิ่งไหนที่กล้าจัด วิ่งเข้าสถานทูต   วิ่งเข้าวัด  วิ่งเข้าห้างสรรพสินค้า หรือ สถานที่ที่ ใครก็นึกไม่ถึงว่าไอ้พวกนี้ มันจะวิ่งเข้ามาทำไม

หางตายังเห็นชายเสื้อชมพู ตามมาติดๆ ไม่ห่าง  เค้าแรงจริงๆ ไอ้หนุ่ม 1500 เมตร เอ๊ะหรือว่าเราช้า ชักเริ่มไม่แน่ใจตัวเอง ถึงกระทั่งต้องหยิบนาฬิกาขึ้นมาเพ่ง และดูเวลาว่า ความเร็วเรายังปกติอยู่

แต่เริ่มเอ๊ะกับเส้นทางขึ้นมาเพราะความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเหมือนที่เคยได้รับมาเมื่อ 2 ปีก่อน วันนี้เส้นทางแปลกไป เธอไม่เหมือนคนเดิม ทำให้คำประกาศที่เคยกล่าวชมไว้ในโลกโซเชี่ยลเริ่มมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์เกิดขึ้น  เพราะดันไปประกาศว่า งานนี้ระยะเป๊ะ 10K พอดี จากการวัดเมื่อ 2 ปีก่อน

อุบ๊ะ เค้าเปลี่ยนเส้นทางกันปีนี้ หรือ ตั้งแต่ปีก่อนหว่า ไม่มีเวลาร่ำเวลาคิดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะแรงเริ่มหมด อาจจะเป็นเพราะจังหวะที่กระชากแข่งกับคุณมอร์ ตามมาหลอกหลอนแน่ๆ แต่แล้ว ฟ้าก็ยังเป็นใจส่งเหยื่อรายใหม่ มาให้ข้าพเจ้าเกาะไปสักพักอีกแล้ว   นั่นคือน้องโอ๋ แห่งสำนักไปรษณีย์ไทย  แนวหน้าขาแรงรุ่น 30  และพี่ณัฐและพี่หมู ที่วิ่งมาด้วยกัน ที่ข้าพเจ้าวิ่งตามไม่ทันอยู่บ่อยๆ  

หลังจากเคาะปรับจูนเบาเครื่อง ให้ได้จังหวะตาม วิ่งไปได้สักพัก เรี่ยวแรงที่เมื่อกี้มันหล่นหายไป กลับฟื้นสภาพขึ้นมา คล้ายๆ กับการตอนซ้อมอินเตอร์วอล ที่มีเร่ง มีผ่อน เพื่อให้แรงกลับมา  นี่คือผลของการซ้อมอินเตอร์วอลแน่ๆ ที่ร่างกายปรับสภาพได้เร็วขึ้น  ข้าพเจ้าจึงเริ่มเร่งจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง หมายตีคู่ประกบแนวหน้าให้รู้สึก ฟินเล่นๆ แต่หลังจากทักทายกันแล้ว น้องกลับบอกว่า พี่ไช้ ไปเลย   .......... อ้าว อุตส่าห์จะบิ้วท์ ว่าแข่งกับแนวหน้าสักหน่อย มาผลักไสเราซะงั้น 55555

เชอะ ไปก็ได้ ใจคิดพลางประหนึ่ง พระเอกในละครทีวีหลังข่าว  .....  แล้วนาที ตรูจะตามใครเนี้ย  เอาว่ะ วิ่งหาแรงบันดาลใจข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่า พลางคิดในใจว่าเมื่อไหร่จะกลับตัวซะที เมื่อพ้น กม.ที่ 5 จนกระทั่งถึงจุดกลับตัว  ที่ระยะทาง 5.20 กม  พลางคิดในใจงานนี้มีแถมเกือบครึ่งโล แล้วจะเอาแรงที่ไหนวิ่งต่อหว่า

นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ กระทาชายนายกล้วยหอม ประกาศว่าวันนี้จะวิ่งเท้าเปล่า ที่ 50 นาที  สงสัยจะยากแล้วพี่ เพราะเส้นทางวันนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่าถึงจุดกลับตัว ถ้าใช้เวลาเกิน 25 นาที 5 โลหลังนี่ต้องใส่เกียร์หมาอย่างเดียว  ขนาดข้าพเจ้า ยื้อแล้วยื้ออีก ยังใช้เวลา 24 นาที แบบหืดเริ่มขึ้นคอ 

หลังกลับตัวเริ่มเห็นโจทก์ในงานวิ่ง กำลังบี้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น น้องโก กับบอย ที่ยังวิ่งไม่ห่างกันเท่าไหร่

เมื่อพ้น กม ที่ 6  คานเหล็กที่คอยพยุงจังหวะให้ยื้อมาได้ 6 กม. กลับพังลง เรี่ยวแรงหล่นหาย จนต้องลดเพดานความเร็วลงด้วยอัตราที่น่าใจหาย จากจังหวะวิ่ง 4 นาที  กลายเป็น 5 นาทีกว่าๆ ในบัดดล เรียกตามภาษานักวิ่ง ก็คือยางแตก นั่นเอง  ก๊อกสองก็ใช้ไปหมดแล้วด้วย ตอนนี้ จึงได้แต่วิ่งประคองจังหวะไม่ให้เร็วร้ายไปกว่านี้ และหวังว่าข้าพเจ้าไม่ต้องถึงกับต้องก้มลงไปภาวนาให้มีก๊อกสามเกิดขึ้นโดยเร็ว เหตุเพราะว่า สายตาเหลือบไปเห็น ชายเสื้อชมพู วันนี้เกาะติดเหนียวแน่ ตลอดเส้นทาง  เหมือนกับใจจะเริ่มถอด แต่ก็ไม่ถอดเพราะหลังจากเบาเครื่องลง และแล้วก๊อกสามก็กลับมาจริงๆ  จากแรงบันดาลใจในเส้นทางวิ่งวันนี้

เครดิต พี่เตือน บางขุนเทียน กับบรรดานักวิ่งที่ข้าพเจ้าเก็บมาด้านหลัง
ด้านหน้ามีแนวหน้าหญิงบี้กันอยู่สองคน คือพี่ดวงขวัญ กับพี่ปราณี ที่วิ่งประคอง สลับกันนำ กันตามอยู่ ข้าพเจ้า จึงได้โอกาสเลียนแบบวงรอบ จังหวะการวิ่งของแนวหน้าหญิงทั้งสอง ที่วันนี้สังเกตุว่าน่าจะไม่สมบูรณ์ทั้งคู่    "ไม่สมบูรณ์" มิใช่คำเปรียบเปรยว่า ผอมหรืออะไรนะครับ แต่เป็นเพราะพี่เค้าทั้งคู่มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย  เจ็บท้องคนหนึ่ง เจ็บเข่าคนนึง  ไม่ต้องห่วงนะครับ เรื่องแข่งกับผู้หญิง ข้าพเจ้าถนัดนัก

จึงถือโอกาสวิ่งลากตามยาวตลอดเส้นทางโลคัลโรด โดยแรงเริ่มกลับมาที่ละน้อย แต่ก็ยังไม่คิดที่จะเร่งแซงจนกว่าจะใกล้ถึงแยกที่จะเลี้ยวกลับไปถนนเส้นหลักก่อนเข้างาน ในใจพยายามสะกดใจให้ทำเช่นนั้น

ใจว่างได้พักเีดียว พี่จิ๋ว ที่ฝีเท้าไม่จิ๋วสมชื่อ ก็ได้วิ่งขึ้นมาแล้วเธอก็หนีไปลับตา ไ่ม่ทันได้ตั้งตัวที่จะแก้ไขสถานการณ์อะไรเลย

เมื่อพ้นจุด ที่โปรรุจน์มายืนถ่ายรูป ประมาณ กม.ที่ 8 เกือบ ๆ 9  สายตาก็เห็นพี่บ่าวขาแรงแห่งเซ็นทรัลพระราม 2 หยุดวิ่งลง เพื่อผูกเชือกรองเท้าที่หลุด  วินาทีนั้น เหมือนวิญญาณนักล่าที่หมายจะขย้ำเหยื่อกับเข้าสิงอีกครั้ง  หลังจากถามและทักทายเล็กน้อยข้าพเจ้าจึงเร่งหนี ออกไป  เอาว่ะ วันนี้ต้องเป็นที่ 1 ของเซ็นทรัลแน่ๆ ทำไงก็ได้ให้เก็บพี่เบิ้ลให้ได้   ยังไม่ทันไร สายตาก็ยังเหลือบไปเห็น ชายเสื้อชมพู ที่ยังตามเกาะมาไม่ห่างอยู่แวบๆ  พลางคิดในใจ พี่โจ้ ครับ  เมื่อไหร่ พี่จะหมด ผมเหนื่อยแล้วนะ เท่านั้นยังไม่พอ กระทาชาย นายโก้ วันนี้ มาอยู่ข้าหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก็ควงคู่ใครอีกคนที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก วิ่งหนีขึ้นไปเชิญเลย  

ไม่รีรออะไรอีกแล้วข้าพเจ้าจึงเร่งฝีเท้าถึงจะไล่ นายโก๋ไม่ทันแน่ๆ  แต่เพื่อครั้งนี้จะได้เป็นที่ 1 ของเซ็นทรัลเสียที หลังจากที่จวนเจียนได้มาหลายรอบ แต่ก็เสร็จแนวหน้ารุ่น 60  ปีขึ้นไป  ลุงบัง สุวิทย์ ทุกที  จึงเริ่มออกล่าตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่อยู่บนเส้นทางถนนนี้  โดยลืมไปว่า เมื่อสักครู่ โดนพี่จิ๋วแห่งเซ็นทรัลพระราม 2 แซงไปหยกๆ

ขาแรงจากออมสิน ที่หลงเ้ข้าใจผิดว่าเป็นโจ้
สภาพจิตใจตอนนั้น สับสน คิดอะไรไม่เป็นลำดับขั้นตอน อยากทำโน่นนี่นั่น ตลอด รู้สึกขาดสมาธิ เพราะการกำหนดเป้าหมายมากเกินไปตลอดเส้นทาง แต่ก็ทำให้รู้สึกการวิ่งไม่น่าเบื่อหน่ายได้เหมือนกันใครจะลอกเลียนแบบข้าพเจ้าก็ไม่สงวนสิทธิ์ เพียงแต่มีคำเตือนก่อนลอกเลียนแบบว่า ควรมีสมาธิขั้นสูงก่อนการเรลีียนแบบ และห้ามเลียนแบบเกินกว่าวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ร่างกายเหนื่อย

กลับมาที่เส้นทางวิ่ง การกระชากแรกสามารถแซง พี่ดวงขวัญ แนวหน้าหญิงรุ่น 60 ลงไปได้  โคตรภูมิใจสุดๆ สำหรับการแข่งครั้งนี้ และแน่นอนที่พลาดไม่ได้ คือการเร่งแซงพี่ปราณี แนวหน้ารุ่น 40 ลงไปได้อีกก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่บริเวณจัดงาน แต่นาทีนั้นหนุ่มเสื้อชมพูกลับเร่งฝีเท้าแซงข้าพเจ้าขึ้นไป เห้ยผิดคน หลงเกร็งตั้งนานนึกว่า นายโจ้ จึงหวังจะเบาเครื่องลง เพราะเริ่มมีอาการเจ็บที่ข้อเท้าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ยังไ่ม่ทันได้เบาเครื่องให้รอบต่ำลงถึงจุด recovery จริง  คราวนี้เอะใจ เลยเหลียวกับไปมองด้านหลัง ปรากฏว่ามากันเป็นแผงเลย ตั้งแต่พี่เบิ้ล น้องโอ้ พี่ดวงขวัญ และที่สำคัญที่สุด นายโจ้ตัวจริงเสียงจริง ที่ยังตามมา ก็เลยเริ่มสับสนว่าที่ตามมาตลอดเส้นทางนั่นคือใคร  วันไหนเจอเจ้าตัวต้องถามถึงเหตุการณ์ในวันนั้นซะหน่อย เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ใส่แว่นจึงมองเห็นไม่ถนัด จำแต่สีเสื้อเอาตลอด

นาทีนั้นไม่คิดอะไรอีกนอกจากเร่งๆ และก็เร่งๆ เร่งเพื่อให้ต่ำกว่า 50 นาที  เร่งเพื่อสลัดให้พ้น ซึ่งหลังจากผ่านจุดที่พี่เตือนบางขุนเทียนถ่ายรูปอยู่ จึงผ่อนลงเมื่อเข้าเส้น Finish จึงนึกขึ้นได้ว่าลุงสับปะรดอยู่ไหน หลังจากเราสะลัด เอ้ยลุงแกฉีกหนีไปแล้วก็ไม่เจออีกเลย 

หลังจากนั่นย้อนดูรูปถ่ายจากค่ายบางขุนเทียนที่พี่เตือนถ่าย จึงรู้ว่าอยู่ข้างหน้าไม่ไกลเลย (รู้งี้ซ้อมเยอะๆ ดีกว่า จะได้ไม่หมดแรง   เพราะที่ผ่านมาซ้อม 5 กม.มาตลอด)

ขอบคุณช่างภาพ พี่ตุ้ม พี่รุจน์ จากบางขุนเทียน  เอ้ย ชัตเตอร์รั่นนิ่งที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบ
ขอบคุณ พี่เตือน บางขุนเทียน ที่ทำให้เก็บความทรงจำหน้าเส้นได้ชัดเจนขึ้น

พบกันใหม่ PEA 2014  สนามที่ดีสนามหนึ่ง สำหรับเมืองที่คนตกท่อ