วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Race 106 หลงกลสาวนครปฐม

Race 106  ทับแก้ว มินิฮาล์ฟ มาราธอน


เคยตั้งใจว่าจะไปช่วยงานตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ทำให้แผนการ ณ ตอนนั้นล้มเหลวไป  มาปีนี้ เดิมที ยังไม่ได้ตั้งใจจะไปวิ่ง เพราะ เห็นโปรแกรมตอนปลายปีแบบนี้ ถ้าออกต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็คงไม่ไหว จึงแค่ตั้งใจจะช่วยสมัครและอาจหางานอื่นที่กรุงเทพฯ เพื่อวิ่งแทน

แต่จนแล้วจนรอด เมื่องานเขาชะโงกที่ผ่านมา ตั้งใจว่าจะลงยาว 32 กม นั้นก็ไม่สามารถทำได้ และ กลับมาพิจารณาดูแล้ว หากซ้อมเอง ก็คงไม่มีปัญญาซ้อมยาวได้แน่ จึง ต้องโมดิฟายโปรแกรม โดยเพิ่มงานวิ่งนี้ บรรจุเข้าเป็นวาระเร่งด้วย ก่อน ฟูลมาราธอนในต้นเดือนธันวาคม

จากโปรแกรมนี้ ซึ่งไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า จากเดิมที่ตั้งใจจะออกแต่เช้าเพื่อเดินทางไปเที่ยว กลับกลาย ต้องพลิกอีกครั้ง เนื่องจากลืมไปว่า ในวันเสาร์มีอบรม ตั้งแต่เช้า ยัน 4 โมงเย็น

ซึ่งกว่าจะอบรมเรียบร้อย และเดินทางกลับไปรับบรรดาเหล่าสมุน ก็เกือบ 5 โมงเย็น และใช้เวลาเดินทางไป นครปฐมอีก ซึ่งกว่าจะไปถึงก็เกือบ 1 ทุ่มแล้ว

จุดมุ่งหมายเลขคือการหาที่พัก เพื่อดำเนินการที่หลับนอนให้เรียบร้อย ซึ่งครานี้ได้ บอย ช่วยจองให้ ที่ โรงเเรมเทรนดี้  ซึ่งสภาพโอเคเลย ตัวโรงแรมดูใหม่ ห้องขนาดพอเหมาะ รีเซฟชั่นอัธยาศัยดี

หลังจากจัดแจงย้ายสัมภาระขึ้นห้องเรียบร้อย จึงเดินทางไปสู่สนามวิ่ง ม.ศิลปากร เพื่อดำเนินการสมัครเพิ่มเติม ให้กับคณะผู้ติดตามอีก 2 ท่าน  สำหรับข้าพเ้จ้า กับ บอย สมัครเรียบร้อยแล้วที่ 21 กม.

เมื่อไปถึง ก็พบกับบรรยากาศวังเวง แทบไม่มีคนเลย ขับรถวนอยู่หลายรอบ ก็ไม่เจอ ซึ่งกว่าจะทราบความจริงว่าจัดอยู่ในสนามกีฬา ก็เกือบจะหมดอารมณ์อยู่แล้ว เพราะความหิว ซึ่งเมื่อพบจุดหมาย ก็งงยิ่งขึ้นไปใหญ่กับการที่ต้องเขียนใบสมัครใหม่  แล้วตังค์ที่ตรูจ่ายไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนคืออะไรหว่า

น่าจะเป็นขั้นตอนการจัดการที่เค้าวางแผนกันไว้ ในใจคิด เค้าจัดมาตั้ง 11 ครั้งแล้ว คงไม่ปล่อยไก่อะไรแบบนี้ เรามาครั้งแรก อย่าบ่น ใจคิด จึงไม่ได้ทำอะไรต่อ และมุ่งหน้าสู่องค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อสักการะ
เพราะบอยบอกว่า กลางวันคงไม่ได้แวะมาแน่ๆ  เมื่อไปถึงก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะไม่สามารถหาที่จอดรถได้ เพราะมีงานจัดอยู่ด้านใน

จึงพยายามหาที่จอดรถจนได้ ที่ฟากฝั่งถนนหนึ่ง  หลังจากนั้นจึงมุ่งหน้าหาข้าวกิน ตรงตลาดโต้รุ่ง ด้วยความหวังว่า อาหารจะเลิศรส แต่สิ่งที่สั่งมา เป็นอาหารจานด่วน ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ และข้าวหน้าเป็ด รูปร่างหน้าตา ช่างไม่มีสิ่งใดน่าถวิลหา และหลังจากได้ชิมรสชาติ ก็ยิ่งตอกย้ำความผิดหวังให้เพิ่มขึ้นไปอีก หลังจากอิ่มแล้ว จึงเดินเข้าสู่ตัวองค์พระ และไหว้พระเรียบร้อย  จึงเดินสำรวจภายในวัดโอ้วนี้มันงานขายของตลาดนัด ชัดๆ มีทั้งเปิดเพลงแดนซ์ มีทั้งขายอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรทัศน์ เครื่องเสียง  เอ่อ มันขายได้จริงๆเหรอ

หลังจากหลงอยู่ในนั้นเสียตั้งนาน จึงพบทางออก และเหมาไก่ย่าง ไก่ทอด ขนมปังลูกเกต ขนมปังมะพร้าวอ่อน และขนมถังแตก กลับไปเป็นเสบียงที่ห้อง เพราะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่มีความอิ่มเลยสักนิด


เช้าวันอาทิตย์ ณ เวลา 5.00 พวกเราได้เดินทางถึงสถานที่จัดงาน จึงได้หาที่จอดรถ ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวก ตลอดเส้นทาง ในการหาที่จอดรถจนสามารถจอดได้ มีเ้จ้าหน้าที่ตลอดทุกจุดในการอำนวยความสะดวก หลังจากจัดแจงสัมภาระของทุกคนเรียบร้อย จึงเดินมาเข้าที่บริเวณการจัดงาน ความสงสัยเมื่อวานที่เคลือบคลางใจหายหมดไป เพราะน้องนักศึกษา วางแผนการจัดการดีมาก มีการให้บริการ พาไปถึงทุกจุดที่ต้องทำ มีการให้คำแนะนำตลอดการสมัคร การรับเบอร์ เรียกได้ว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง
หลังจากได้รับเบอร์เรียบร้อย จึงไปทำการทำธุระส่วนตัว ซึ่งก็มีน้องๆ นักศึกษาคอยอำนวยความสะดวกให้ตลอด
จากนั้นจึงไปดำเนินการวอร์มอัพ และยืดเหยียดร่างกาย เพื่อให้ร่างกายพร้อมวิ่งในเวลา 5.30 น.
เวลาการปล่อยตัว เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ไม่เยิ่นเยื้อ  ก่อนการปล่อย ทางทีม ได้มีการพูดหยอกล้อกันเล่นๆ ว่าอยากวิ่งกลางฝน  เหมือนเทวดาจะได้ยินคำปรารถนาของพวกเรา เพราะว่าหลังจากปล่อยตัว เมื่อวิ่งเข้าสู่ กม ที่ 2  ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาระหว่างทาง และเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเส้นทาง
เมื่อพูดถึงหลัก กม.ที่บอกระยะทาง มีสิ่งที่น่าชมเชย และ สิ่งที่อยากเสนอแนะ คือ เรื่องการวางหลัก กม ของการจัดงาน สิ่งที่เห็นว่าควรปรับปรุงคือ ควรมีการตั้งป้ายบอกระยะทางตลอดเส้นทาง จะเป็นทุก กม หรือ 2 กม ก็แล้วแต่สะดวก แต่อยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตลอดเส้นทาง เพราะนักวิ่งจะสามารถใช้ประโยชน์จากป้ายนี้ในการวิ่งได้เป็นอย่างมาก
แต่สิ่งที่น่าชมเชยมาก คือระยะในการวางป้ายบอกหลัก กม. ตั้งแต่ กม.ที่ 1 ถึง กม.ที่ 8 นั้นการวางตำแหน่งของระยะทาง ถูกต้องมาก จากการที่ทีมงานใช้นาฬิกา GPS ในการเปรียบเทียบ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลังจากจุดนี้ การวางป้าย แต่ละ กม. ไม่สม่ำเสมอ
เส้นทางการวิ่งวันนี้ เป็นอีกวันที่ทีมงาน วิ่งไปด้วยความสนุก ไม่ว่าจะจากฝนที่โปรยปรายลงมา หรือจะเป็นเส้นทางการวิ่งที่ดีมาก บรรยากาศข้างทางที่เป็นธรรมชาติงดงาม มีทั้งเส้นทางเรียบคลองผ่านสวนต่างๆ ถึงแม้ว่าจะมีกลิ่นนขี้หมูบ้างในบางจุด แต่นี่ คือ นครปฐม ถ้ามาแล้วไม่ได้ดมขี้หมู ท่านคงมาไม่ถึง
เมื่อพูดถึงบรรยากาศการวิ่ง  ไม่น่าเชื่อว่าตลอดเส้นทางที่ฝนตก น้องๆ นักศึกษาที่มาช่วยงานจะสู้ไม่มีถอยเหมือนนักวิ่ง ที่กำลังวิ่งกันอยู่ ทุกเส้นทาง ที่พวกเราวิ่งกันไป  เมื่อผ่านจุดให้น้ำ ก็จะได้รับการส่งเสียงเชียร์ ให้สู้ตลอด หรือถึงแม้ว่าจะไม่ใช่จุดให้น้ำ กลุ่มน้องๆ ก็ยังแอบไปยืนเชียร์ ยืนเต้น ส่งเสียงกระตุ้น ท่ามกลางสายฝนอันเย็นฉ่ำ อย่างสนุกสนาน
สำหรับเรื่องน้ำดื่ม เมื่อฝนโปรยปราย พวกเราเลยคิดไปว่า ไม่ว่าจุดให้น้ำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร พวกเราคงไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เพราะมีการบรรเทาอาการร้อนจากสายฝนให้แล้ว  แต่สิ่งที่มองข้ามไป กลับได้รับการเติมเต็มอย่างคาดไม่ถึง เพราะทุกจุดให้น้ำ นั้นมีระยะเรียกว่าถี่ จนบางที จะเป้น 1 กม ต่อจุดไปเลยก็มี
แต่ละจุด มีทั้งน้ำเย็น น้ำหวาน และ ตั้งแต่ กม ที่ 4 เป็นต้นไป ก็มีการให้น้ำเกลือแร่
อันนี้เป็นความเห็นของทีมงาน ว่า จุดให้เกลือแร่ ไม่ต้องมากขนาดนี้ก็ได้ จะทำให้ ผู้จัดงานมีงบประมาณเหลือ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมนักศึกษาต่อไป  แต่ถ้าสามารถขอสปอนเซอร์มาได้ ไม่ต้องเสียสตางค์ ก็ถือว่าโอเค
เมื่อวิ่งใกล้ครบระยะ แล้วกลับมาเข้าสู่ตัวมหาวิทยาลัย  ก็มีกลุ่มน้องๆ มาเต้น เชียร์ส่งท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ดูหน้าน้องๆ แล้วนี่ ทำไปด้วยใจโดยแท้ เมื่อมองจากบุคคลภายนอก เป็นงานที่สามารถสร้างความสามัคคีในหมู่ขณะเป็นอย่างดี

เมื่อวิ่งเข้าสู่เส้นชัย จึงได้รับเหรียญทอง มาหนึ่งเหรียญ สำหรับระยะฮาล์ฟ  และเหรียญเงิน สำหรับระยะมินิ
สำหรับบรรยากาศหลังเส้นชัย อาจจะเรียกได้ว่า ซุ่มอาหารที่นี่ เป็น แบบ Green โดยแท้ เพราะจากการสังเกตุของทีมงาน นั้น งานนี้ปราศจากกล่องโฟม ในอาหารสำหรับนักวิ่ง 100%

เป็นอีกงานที่ต้องลองมาวิ่งครับ

ระยะทางจริง 21.36 กม

ไช้  ใช้เวลา 2:00:00
บอย ใช้เวลา 1:59:00

ไช้ 14  บอย 24


วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Race 105 เขาชะโงก ที่ชะโงกไม่ไหว

Race 105 เขาชะโงก

32 กม. ตามที่ใจปรารถนา เป็นสิ่งที่ค้างคาใจ เพราะจากปี 53 ที่ตัวเองไม่มีความกล้าที่จะลงวิ่งระยะนี้ในครั้งนั้น จากคำขู่เรื่อง เขา  2  ลูก ทั้งทุเรียนและอะไรอีกจำชื่อไม่ได้ บวกกลับสภาพและสี่หน้าเมื่อตอนเข้าเส้นของเพื่อนๆ แต่ละคนที่วิ่งเข้ามา ท่ามกลางแดดที่ร้อนแผดเผา จนคิดว่าเป็นการทรมานตัวเองเกินไปหรือไม่ ถ้าจะต้องลงรายการแล้วรู้สึกแบบนี้ แต่อีกฟากฝั่งของจิตใจก็คิดว่าน่าทดลอง นั่นคืออารมณ์ของข้าพเจ้าตอนที่ยังไม่เคยลงวิ่งระยะมาราธอนมาก่อน ณ ตอนนั้น

ปี 54 ก็มีอันแคล้วคลาดไม่ได้วิ่งเพราะเหตุการณ์ไม่ปกติทางธรรมชาติของประเทศ  ยิ่งทำให้ความรู้สึกเริ่มค้างคาเพิ่มขึ้นไปอีก  มาปีนี้ การวางแผน สำหรับการลงมาราธอนครั้งที่ 3 ในรอบปีส่งท้ายปีเก่า นั้น แผนกรกฏ เอ้ยแผนพิชิตมาราธอน โดยไม่สะบักสะบอม ได้บรรจุตารางการแข่ง 32 กม รายการนี้เข้าไปด้วย  แต่ทว่า เดือนตุลาคมทั้งเดือน วิ่งยาวที่สุดคือ15 กม แล้วมันจะไปเหลืออะไร ยิ่งใกล้วันแข่งเข้ามา ก็ยิ่งร้อนรน จากการที่ไม่สามารถเพิ่มโหลดการฝึกซ้อมได้

จนต้องวางแผนโปรแกรมซ้อมใหม่อีกครั้ง ด้วยการวิ่งไม่เอาระยะ เน้นวิ่งให้นาน ช้าเท่าไหร่ก็ได้ เดินก็ได้ ซึ่งนำมาใช้ซ้อมในวันที่ 7 ก่อนการแข่ง 11 วัน  ใช้เวลาซ้อมไป 3 ชม ได้ระยะทางเพียง 21 กม. ซึ่งคิดว่าจะต้องซ้อมแบบนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายสามารถทนทานได้เกิน 3 ชมขึ้นไป สำหรับ เขาชะโงกครั้งนี้

เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ออกเดินทางจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ประตูสวนลุม เพื่อทำภารกิจให้ผ่านไปให้ได้ เป้าหมายการซ้อมวันนี้ เน้นระยะทาง  โดยตั้งใจไว้ว่าอย่างน้อยต้องได้ 10 รอบสวนลุมพินี  เวลา 5.09 ฤกษ์ดีในการออกซ้อม  10 กม.แรกผ่านไปด้วยดี มีแถมสปรินท์ ช่วง กม ที่ 8-10 ก่อนที่จะพักกินน้ำแล้ววิ่งต่อ สภาพการณ์เหมือนจะจบได้สวย แต่ทว่า ความสวยงามที่วาดไว้หมดไป เมื่อวิ่งไปครบ 8 รอบสวนลุม ได้ระยะ 20 กม. ฝ่าเท้าบริเวณรองช้ำเกิดอาการแปลกๆ เหมือนจะมีอาการหนักขึ้น จนวิ่งแทบไม่ได้จึง
คูลดาวน์ และหยุดการซ้อมครั้งนี้ อยู่ที่ 21 กม เท่านั้น

อาการเจ็บครั้งนี้ มันมาแบบทำให้รู้สึกกังวลมาก ต้องขวนขวาย หาวิธีการรักษาอย่างเร่งด่วน จึงทำให้อาทิตย์ต่อมา ต้องไปซื้อรองเท้าบำบัดอาการรองช้ำมาใส่ ซึ่งคงจะได้กล่าวถึงในบทความต่อไป

จากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ส่งผลให้ ต้องหยุดการซ้อมทั้งอาทิตย์ต่อมาทันที  ฤานี่ จะเป็นการยุติการวิ่งเขาชะโงกปีนี้เสียแล้ว ฤา

แต่เนื่องจาก สถานที่พัก ได้จองไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ถึงเจ็บวิ่งไม่ได้ก็คงต้องไปอยู่ดี เพราะนัดเพื่อนๆ ไว้แล้ว  ถ้าอาการดีหน่อยก็อาจจะได้ลง 16 กม ถ้าเลวร้ายหน่อย ก็คงไปเดินเล่นอย่างเดียว และ สำหรับระยะ 32 กม. ตามความตั้งใจแต่แรก คงต้องเป็นหมันต่อไปอีกปี เพราะรู้ว่าถ้าฝันครั้งนี้ อาจจะต้องหยุดวิ่งยาวไม่มีกำหนดแน่นอน

เช้าวันเสาร์ที่ 17 การเดินทางมุ่งหน้าสู่ ประตูเมืองนครนายก ได้เกิดขึ้น เป้าหมายคือ เที่ยว ให้ดับทุกข์ กินให้มีความสุข ได้เริ่มขึ้น  ไม่ว่าจะสวนดอกไม้ย่านลำลูกกา   ไหว้พระหลวงพ่อปากแดงที่เลื่องชื่อ ดื่มด่ำกับธรรมชาติบนสันเขื่อน ขุนด่าน  กับอาหารกลางวันเลิศรส ที่ ปากทางเข้า เขาชะโงก ทำให้ลืมเรื่องการวิ่งไปเลยทีเดียว

กลับมาสู่เส้นทางนักวิ่งอีกครั้ง เมื่อได้เดินทางมาถึง บริเวณจัดงาน งานนี้ไม่มีอาการลังเลใดๆ ทั้งสิ้น กับการสมัครวิ่งที่ระยะ 16 กม.  ไม่มีเสียงเย้ยหยัน คัดค้านใดๆ จากคู่หู เนื่องด้วย เดี้ยงเหมือนกัน ฮ่าฮ่า

จากนั้นก็เริ่ม เดินชม ร้านค้าต่างๆ ที่มาจัดบูธ จนได้รู้จัก ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ Phiten ทางร้านได้ยื่นสร้อยคอ ให้ข้าพเจ้ามาทดสอบ โดยให้ยกของด้วยมือเปล่า และเปลี่ยนให้ยกอีกครั้งพร้อมผลิตภัณฑ์ของเค้า  เออแปลกดี ทำให้เที่ยวสอง ของถึงเบาได้ ทางร้านบรรยายสรรพคุณสินค้า ให้ฟังอย่างยาวเหยียด ซึ่งระหว่างฟัง ข้าพเจ้า พยามยามแอบมอง....... ราคาของผลิตภัณฑ์ จึงเห็นว่านี่มันสินค้าไฮโซชัดๆ โลโซอย่างเราไม่มีสิทธิ์ แต่ทางร้านค้า ยังใจดีแปะพลาสเตอร์ให้ ในบริเวณที่เจ็บรองช้ำ ในใจคิดก็ดีเหมือนกัน เผื่อได้ผล ก็มีทางเลือกในการรักษาอาการบาดเจ็บนี้ให้หายไป

ในการวิ่งวันพรุ่งนี้ ได้เตรียมแผ่นรองเท้า ที่ไปทำมา เตรียมใช้ในงานครั้งนี้ด้วย ไม่รู้ว่าจะเป็นการเสี่ยงเกินไปหรือป่าว กับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยทดสอบ แต่นำมาใช้จริงเลย  จากนั้นจึงเดินทางกลับที่พักทันที

เช้าวันอาทิตย์  นี้ กับเมื่อ 2 ปีก่อน ตามที่สังเกตุ รู้สึกว่า งานนี้คนน้อยลงไปมาก อาจเป็นเพราะงานวันนี้จัดชนกับงาน BKK Marathon ก็เป็นได้  ระหว่างการวอร์มอัพ เท่าที่สังเกตุงานนี้มีแต่นักวิ่งหวังผล มาแข่งชันกัน เพื่อเข้าเฝ้ารับพระราชทานถ้วย จาก พระเทพฯ กันมากมาย  อย่างว่าละครับ ผมว่าถ้วยใบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ และคงมีค่ากว่าถ้วยรายการไหนๆ เป็นแน่

5.16 การปล่อยตัวระยะ 16K ก็เริ่มขึ้น นี่คือการวิ่งครั้งแรกในรอบสัปดาห์หลังจากบาดเจ็บ  ช้าเข้าไว้ คือคำที่ข้าพเจ้าท่องไว้ในใจตลอด 2 กม แรก และเมื่อพ้น กม.ที่ 2 ก็เข้าสู่เขตเนินเขา เนินลูกแรก ความชันอยู่ที่ประมาณ 45 องศา เนินขึ้น 650 เมตร เนินขาลงประมาณ 700 เมตร และกลับสู่เส้นทางในระดับปกติ เมื่อพ้น ระยะทางที่ 3.5 กม จากการวัดโดย GPS ส่วนตัว  หลงดีใจได้ไม่ถึง 5 นาที พ้น กมที่ 4 ก็มาเจอเนินลูกที่ 2 อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ดีหน่อย ที่เนินลูกนี้ ความชันอยู่ที่ประมาณ 7-8 องศา แต่เป็นเนิน สลับขึ้นสลับลง ไปจนถึง กม. ที่ 6  ซึ่งเป็นทางแยกที่ทาง ทหาร เปิดให้ขึ้นไปวิ่ง เนินนี่แหละที่ผมคิดว่าหินกว่าเนินแรกมาก

ถึงแม้ว่าความชัน จะอยู่ที่ 20-25 องศา แต่ระยะทางที่ต้องวิ่ง จาก กม ที่ 6 แล้วไปกลับตัวลงมา จบที่ กมที่ 11.5  รวมๆ แล้วต้องใช้พลังงานกับจุดนี้ เกือบ 5 กม. ซึ่งถือว่าสาหัสเอาการกับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บอย่างข้าพเจ้า

เมื่อเข้าสู่ หลัก กม.ที่ 12 เป็นต้นไป เส้นทางวิ่ง ก็เป็นเฉกเช่นการวิ่งทางราบในงานวิ่งอื่นๆ ทั่วไป เพียงแต่ว่าถนนช่วงนี้เป็นคอนกรีตล้วนๆ จนถึงเส้นชัย  ซึ่งหลังผ่านการวิ่งมา 12 กม. อาการบาดเจ็บอาทิตย์ก่อนไม่มีปรากฏ เรียวแรงยังพอมีเหลือ จากการออมไว้ตั้งแต่แรก จึงเริ่มปฏิบัติการ หมาล่าเนื้ออีกครั้ง เผื่อว่าจะไล่คู่หูทัน  แต่ปรากฏว่า ถ้าเริ่มเร่งเร็วกว่านี้ อาจจะไล่บอยทัน   ซึ่งมารู้ความจริงอีกทีว่า บอย อยากได้ประกาศนียบัตรของงานนี้มาก จึง ซัดลืมอาการเจ็บ จนสามารถคว้าประกาศนียบัตรได้สมปรารถนา ซึ่งขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้ง  ว่าแต่เดี่ยวนี้ตั้งแต่ประกาศเลิกแข่งกัน ไม่ค่อยได้วิ่งผลัดกันแซงเลย คิดถึงอารมณ์แบบนั้นอีกจัง

เมื่อเข้าเส้นชัยเรียบร้อย จึงไปคูลดาวน์ เพื่อเช็คอาการบาดเจ็บ ปรากฏว่าไม่มีอาการอะไรให้น่าเป็นห่วง จากนั้นก็ลืมยืดเหยียด ไปเลย เพราะเร่งไปเชียร์เพื่อนๆ ที่แข่งในระยะ 32 กม ให้คว้าถ้วย

อากาศตอนนี้แหละที่เริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้นักวิ่งแต่ละท่านวิ่งเข้ามา ปากซีดกันเป็นแถว วันหลังอาจจะเตรียมลิปสติก ไปให้บริการเพื่อนๆ ดีกว่า

ในวันนี้ พี่ๆ ที่ชมรม สามารถ พาตัวเอง ไปสู่ห้องโถงสำหรับรับถ้วยพระราชทานได้ 2 ท่าน ได้แก่พี่ปุ๊กและพี่รงค์ แต่สมแล้วที่ทั้งสองท่านได้ เพราะขยันซ้อมมากๆๆ เห็นแล้วทึ่งจริงๆ

มองท้องฟ้า ออกไป หวังว่าไม่เกิน 10 ปี เราคงมีโอกาสนี้กับเค้าบ้างเนอะ เขาชะโงก


ระยะทางจริง 15.96 กม

ไช้ 1.32.20
บอย 1.26.36