วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Race 85 Thailand half marathon

Race 85 Thailand half marathon




ก่อนแข่ง เช้าวันเสาร์ ยังเป็นวันซ้อมปกติของเหล่าสมาชิก สโมสร สถาวรรันนิ่งคลับ  ซึ่งวันนี้ ดาบไก่ ขึ้นมาเปิดตัวจากเบตง เพื่อมาวิ่งงานพรุ่งนี้ และ รับรองเท้า เอสิค ทาร์เทอร์บิซ 2 ที่สั่งไว้กับข้าพเจ้า


วันนี้ หลากหลายนักวิ่ง มุ่งเข้าสู่สนามในวันนี้ เพื่อมารับมองรองเท้าวิ่งเทพ ไปใส่กัน ซึ่งตัวข้าพเจ้า ก็ถอยมาหนึ่งคู่เช่นกัน

เดิมทีแรกที่ัสั่งซื้อเพราะเข้าใจว่าเป็นรุ่น Wide จึงสั่งสีดำไป แต่เมื่อวันไปรับสินค้า กลับได้รับการแจ้งว่า จริงๆแล้ว มันคือรุ่น Slim หนักไปกว่าเดิมอีก ใช้เวลาตัดสินใจอยู่พอสมควร จึงตกลงรับสินค้ากลับมา โดยมิได้รู้ว่าอันตรายจากการซื้อรองเท้าผิดประเภทจะมาเยือน

การซ้อมในวันเสาร์เป็นไปอย่างสนุกสนาน



เช้าวันงาน การเดินทางมาถึงที่งาน ก็ช้ากว่าระยะฮาล์ฟ ที่ทำการปล่อยตัว ซึ่งจะต้องเข้าไปจอดยังอาคารจอดรถ และเดินออกมาก็ทำให้ได้เหงื่อพอสมควร โดยมิต้องวอร์มเลยทีเดียว  สิ้นเสียงปล่อยตัว ข้าพเจ้ากับบอยคู่ปรับทยาน ออกไป และเริ่งจังหวะให้แรงขึ้น เพื่อสลัดกลุ่มหน้าที่ยังชะลอตัวกันอยู่ วิ่งไปได้ระยะทาง 2 กม บอยเริ่มกระชากหนีขึ้นไปนำ เมื่อถึงจุดนี้ เริ่มมีอาการจุก จึงต้องผ่อนความเร็วลง และวิ่งประคอง ดราฟ์ท้ายบอยไปเรื่อยๆ ไม่ให้ทิ้งระยะห่างมากเกินไป และยังต้องประเมินเรื่องระยะทางจริงที่จะวิ่งในวันนี้ด้วย เนื่องเป็นงานของจ็อคแอนด์จอย เรื่องระยะทางเค้าขึ้นชื่อเรื่องแถมมาตลอด

เมื่อวิ่งมาถึงใกล้จุดกลับตัว จึงพยายามเร่งความเร็วขึ้น และทำให้ทราบว่าระยะทาง ที่จุดกลับตัวคือ 5.5 กม ซึ่งถ้าคำนวณแล้วถ้าวิ่งทางเดิม เส้นทางแข่งก็คือ 11 กม ทำให้ประเมินกำลังใหม่ เริ่มกดความเร็วให้ต่ำกว่า 5 นาที จากนั้นก็เริ่มแซงน้องโก ที่เริ่มอ่อนแรงไปคนแรก

และแซงบอย เมื่อพ้น กม ที่ 7 จากนั้นก็เริ่มวิ่งดึงจังหวะประคอง จนมาถึงเนินช่วง กม ที่ 9 ทำให้เกิดอาการล้าที่หน้าขาอย่างมากมาย คำนวณระยะทางแล้วว่าเหลืออีก 2 กม จะถึงเส้นชัย จึงเริ่มอัดอีกครั้ง แต่เหมือนเร่งไม่ขึ้น เครื่องอืดอย่างมากมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ายังเป็นทางขึ้นเนิน

เมื่อเห็นสะพานพระราม 8 ปรากฏว่าเส้นทางลงไม่ใช่ทางเดิม ทางเจ้าหน้าที่ให้วิ่งตรงไปอีก ซึ่งบางคนใส่มาหมดเพราะคิดว่าจะถึงแล้ว ถึงกับเข่าอ่อน แต่ก็ต้องพยายามลากขาวิ่งต่อไป

กลับตัว แล้ววิ่งย้อนกลับมาลงทางขึ้นแล้ววิ่งกลับสู่เส้นชัยได้อีกครั้ง

สามารถไล่ตีแต้ม บอยขึ้นมาอีกแล้ว




แต่หารู้ไม่ว่าหลังจบงานนี้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

ไช้ 9 บอย 14

ระยะทาง 11.48 กม.

ไช้ ใช้เวลา  56:38
บอย ใช้เวลา 57:32

ไช้
26 กุมภาพันธ์ 2012


วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Race 84 กรุงเทพ มาราธอน 2011

Race 84 กรุงเทพ มาราธอน 2011

เมื่อชีวิตดลบรรดาลให้มาเป็นนักวิ่ง  มีภูมิลำเนาบ้านเกิด อยู่ที่ กรุงเทพฯ  งานวิ่งที่ผู้จัดบอกเป็นงานวิ่งนานาชาติแบบนี้  ข้าพเจ้าก็อยากมีส่วนเข้าไปสัมผัส สักครั้งในชีวิต ให้เป็นหนึ่งในความทรงจำ

ถึงแม้ว่าจะได้รับการคัดค้าน จากหลายๆ ฝ่าย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย เรื่องของการต่อต้านการจัดงานที่มีราคาค่าสมัครแพงเกินไป  แต่หาได้หยุดยั้งความตั้งใจของข้าพเจ้าได้  จากหลายๆ เหตุผล

วันนี้ มีงานอีกสนามที่จัดพร้อมกัน  แต่ข้าพเจ้าตั้งปณิธานแล้วว่าจะไม่วิ่งระยะเกินกว่า 10 กม แล้่วที่สนามนั้น เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาได้ จากสภาพสนาม และสภาพภูมิประเทศ และ อากาศของงานนั้น

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลในการเปลี่ยนการตัดสินใจมาแข่งที่นี่

การวิ่งครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษ สำหรับผม แต่มีความพิเศษ สำหรับพี่ชายของผม เพราะว่านี่่จะเป็นมาราธอนแรกของพี่เค้า หลังจากซุ่มซ้อมมาหลายเดือน  และทางสโมสร ได้มีการเตรียมทำเซอร์ไพรส์ให้กับพี่ย้ง  วันนี้ พี่ย้ง ได้ pacer ฟ้าประทานมาวิ่งเช่นเคย  ส่วนผมก็วิ่งกับ คู่ปรับ กับผม  โดยทำการตกลงก่อนแข่งขันว่า วันนี้ไม่แข่ง ขอวิ่ง ให้จบระยะพอ

ซึ่งได้แจ้งบอยแล้วว่าวันนี้ขอวิ่ง ที่ pace 6 นาที ไปเรื่อยๆ ดูสิว่าจะทานได้ถึงครบระยะหรือป่าว จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วที่เร่งเกินไป ทำให้ ตอนหลังแป๊ก ตะคริวขึ้น  ถ้าเราลดความเร็วลง อาจจะทำเวลาได้ดีขึ้นก็ได้

ซึ่งก่อนวิ่ง ก็ได้เข้าไปวิ่งวอร์มในสวนข้างๆ  ซึ่งอากาศในวันนี้ ร้อนมาก ไม่มีลม เลย ในใจเลยคิดว่า ขนาดอากาศเย็นๆ ยังตะคริวขึ้น แล้วร้อนแบบนี้จะเหลือเหรอ

ตี สาม เป็นเวลาปล่อยตัวของกรุงเทพฯ มาราธอน  เป็นเวลาปล่อยตัวที่เร็วที่สุด ตั้งแต่เริ่มวิ่งมา โดยไม่นับงานวิ่งเที่ยงคืนงานนั้น

เมื่อปล่อยตัว การวิ่งขึ้นสะพานปิ่นเกล้า ถือเป็นด่านทดสอบด่านแรกของนักวิ่งทั้งผู้ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน หรือ นักวิ่งหน้าใหม่ๆ ที่มาประเดิมสนามนี้เป็นสนามแรก  การวิ่งที่ตกลงกันไว้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมจังหวะ ที่ 6 นาที ได้ดี เพราะเป็นการวิ่งที่ดูเวลาประคองไปตลอด พยายามเบรคคู่หูตลอดทางเมื่อเร็วเกินไป

การวิ่งบนทางยกระดับ นั้นมีข้อดี ข้อเสีย ปะปนกันไปขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน  ในส่วนตัว อากาศข้างบนนั้นดีกว่าข้างล่างมาก แต่การไม่เห็นทัศนีย์ภาพด้านล่าง มันก็ทำให้เบื่อ และวังเวง เหมือนกัน

เมื่อกลับตัวที่ กม ที่ 15 อาการแปลกๆ ที่ส้นเท้าขวาผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยังวิ่งได้ คงเป็นเพราะสารอะดิเนอลีน ที่พล่านอยู่ในร่างกาย ณ ขณะนั้น แต่เมื่อถึง กม ที่ 18 อาการก็หนักขึ้น จึงบอกบอยให้วิ่งไปเลย เพราะรู้สึกเจ็บฝ่าเท้า และส้นขึ้นมา  ซึ่งก็เป็นจุดที่แยกย้ายกัน

พยายามลดสปีดลงเพื่อเช็คอาการ หยุดในจุดให้น้ำ เพื่อขอยานวดมาทา  ครั้งนี้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำบ้าง เผื่อว่าจะได้ค้นพบสูตรอะไรใหม่ๆ มาพัฒนาตัวเอง

เลยกลายเป็นว่า หลังจาก กม ที่ 20  กลายเป็นว่าถ้าฝืนวิ่งคงไม่ได้ดีแน่ เพราะอาการเจ็บ จึงเปลี่ยนวิธีการวิ่งใหม่ เป็น  เมื่อรับน้ำที่จุดให้น้ำ แล้ว เดินต่อ ไปอีกระยะ 500 เมตร แล้วค่อยวิ่งต่อไป 2 กม ทำแบบนี้สลับกันไปเหมือนการลงคอรท์

ซึ่งตอนนี้เราไม่สนใจเวลาแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้

สำหรับเส้นทางที่ผ่านมา สังเกตุได้ว่าวันนี้ พี่ย้งและคุณชอง ทำได้ดีมาก ใช้เวลาเฉลี่ยในการวิ่ง ต่ำกว่า 5:45 และด้วยเห็นโปรแกรมของพี่ย้งที่ซ้อมมาตลอด ทำให้คิดว่า เผลอๆ วันนี้ ต่ำกว่า 4 ชม อาจเกิดขึ้นได้แน่นอน  เลยทำให้เสียดายว่าถ้าพี่ย้ง ไปแข่งที่จอมบึง ที่อากาศดีกว่านี้ ทางเรียบกว่านี้ ผลลัพธ์จะต้องดีกว่านี้แน่นอน

สำหรับเส้นทาง บนทางยกระดับราชชนนี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าวิ่งสุดถนนตรงทางลงตลิ่งชัน  จากการวิ่งทำให้รู้ว่า ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ทางราบอย่างที่เข้าใจกัน  การวิ่งขึ้นเนิน ลงเนิน มีมาอยู่อย่างตลอด ถึงว่าทำไมรู้สึกว่ามันเหนื่อยกว่าจอมบึงมากนัก

กม ที่ 28 เป็นจุดที่ช่างภาพมารวมตัวกันที่สะพานพระราม 8 ซึ่งแน่นอนย่อมมีทีิมงานพี่ตุ้มอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน


แต่แปลกเป็นงานที่หารูปวิ่งตัวเองไม่ได้ เศร้าใจ

เมื่อสิ้นเส้นทาง บนสะพาน พระราม 8  ก็ถือว่าสิ้นสุดระยะ 30 กม แล้ว วันนี้ กับเวลา 3 ชัวโมง สี่สิบ

ทำให้คิดพี่ย้ง ว่าป่านนี้คงใกล้จะถึงจุดที่นัดหมายกับน้องม็อคไว้แล้วแน่เลย มาย้อนคิดอีกที ไม่น่ามาลงเต็มมาราธอนครั้งนี้เลย  อดอยู่ในช่วงเวลาดีดีของพี่ย้งเลย เป็นความคิดที่พลาดจริงๆ


12 กม กับการวิ่งบนถนนด้านล่าง ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม เพราะเวลาที่เราวิ่งนี่คือเวลาของกลุ่มแนวกลางไปทางหลัง  ทำให้ถนนบางเส้นเริ่มเปิิดการจราจร เริ่มมีการติดไฟแดง ของนักวิ่งแล้ว

กมที่ 38 ปีที่แล้วที่ทำเอานักวิ่งมินิ หลงทาง  ปีนี้ ก็ยังเป็นอีกเช่นเดิมครับ  เป็นจุดที่นักวิ่งกลุ่ม ฮาล์ฟและมาราธอนต้องเลี้ยวขวา เพื่อไปเข้าสู่เส้นทางถนนพระอาทิตย์

นักวิ่งมินิ ตอนนี้ที่ต้องเริ่มวิ่งบนฟุตบาทแล้ว ได้เลี้ยวขวาตาม นักวิ่งมาราธอนมาหลายคน ซึ่งหลายคนรู้ทัน และยังกลับตัว บางคนไม่รู้ ก็วิ่งเลยตามเลยไป  ซึ่งหลานข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในการหลง ซึ่งได้รับระยะในการแถมเพิ่มไปอีก 2 กม โดยไม่รู้ตัว

เมื่อถึง กม ที่ 40 ข้าพเจ้าสามารถวิ่งมาทันคุณน้อง ที่มาวิ่งในระยะมินิ ข้าพเจ้าพยายามเร่งเพื่อหนีให้ได้ แต่การเร่งของข้าพเจ้า สุดความสามารถ ทำได้เพียง 7 กม ต่อนาทีเท่านั้น ซึ่งการเดินไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป จึงเริ่มเร่งและเข้าเส้นชัย ด้วยเวลา  4:50:10  ระยะทาง 42.42 กม

ครั้งแรกที่ไม่มีอาการตะคริวขึ้น   การวิ่งสลับเดิน นั้นช่วยได้จริงๆ  ซึ่งถือว่าได้ประสบการณ์ที่จะนำมาใช้วางแผนในการวิ่งมาราธอนปลายปีนี้อีกต่อไป

ซึ่งหลังจากเข้าเส้นชัย ก็หมดสภาพอยากนอนเป็นที่สุด เพราะความร้อนแรงของอากาศ

อ้อ ขอแสดงความยินดี กับพี่ย้ง กับมาราธอนแรก ที่ประสบความสำเร็จ กว่าที่ตั้งใจไว้

ไช้
12 กุมภาพันธ์ 2012


วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Race 83 เกือบโดนน้องเก็บ

Race 83  ดรุณา นารี มินิ

หลังจากพบกับความบอบช้ำอาทิตย์ก่อน เมื่อได้หยุดพักฟื้นสภาพร่างกายในสัปดาห์ต่อมา ทำให้สภาพจิตใจและร่างกายดีขึ้นเหมือนชารต์ไฟเข้า  ซึ่งต่างจากนาฬิกาข้าพเจ้า โดยสิ้นเชิง

ตลอดสัปดา์ห์กับความพยายามในการคืนชีพนาฬิกาคู่ใจ ทำให้ต้องเข้าไปค้นหาความรู้ที่เว็บไซด์ https://forums.garmin.com/forumdisplay.php?282-Forerunner-610  อยู่ตลอด ทำให้รู้ว่ามีบุคคลทั่วโลก ประสบปัญหาเดียวกับข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนลอกเห็นทองแดง  การชาร์ตไฟที่ไม่เข้า  ความเปลี่ยนแปลงหลังจากการอัพเกตเวอร์ชั่น

การซื้อของนี่ไม่ต่างจากการซื้อหวยเลยจริงๆ


วันนี้มาแข่งที่นี่ กับเป้าหมายที่เปลี่ยนไปในปีนี้ ที่หลังจากเข้ารับการฝึกกับอาจารย์ จึงพยายามจะวิ่งระยะ มินิให้เวลาดีขึ้น และหวังว่าเป้าหมายที่คิดไว้ 45 นาที ปลายปีนี้จะทำได้สักที

ดังนั้นการเปลี่ยนมาแข่งขันระยะมินิ ณ ที่นี่ จึงเกิดขึ้น เป็นการย้อนรอยครั้งแรกในการมาแข่งที่นี่  วันนี้ก่อนมาแข่ง น้องชายกระซิบบอกว่า งานนี้ขอเก็บพี่ย้งให้ได้ เพราะพี่ย้งแรงมาช่วงนี้  (โดยหารู้ไม่ ตัวข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเค้า)

สามหนุ่มจากเซ็นทรัลพระราม 2 อยู่ในแนวระนาบเดียวกันที่จุดปล่อยตัว เพื่อหวังที่จะพิชิตชัยในครั้งนี้ให้ได้  เมื่อสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ไม่เป็นการรอช้า  ในช่วง กม แรก กลุ่มแนวหน้า แนวกลาง แนวหลัง ที่ชอบมาอยู่ข้างหน้า ทำให้การวิ่งในช่วงแรก ต้องวิ่งตามจังหวะของกลุ่ม เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการวิ่งและเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ซึ่งกว่าจะเริ่มสลัดหลุด ก็เป็นระยะ กมที่ 2 ที่นักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มผ่อนความเร็ว ข้าพเจ้าอาศัยจังหวะคนอื่นเผลอ กระชากออกทันที โดยควบคุมเวลาไว้ที่ 4:50 เพื่อไม่ให้เหนื่อยและความอดทนหมดก่อนที่จะวิ่งครบ

บอย วิ่งตามมาโดยไม่ห่าง โดยมีหนุ่ย วิ่งดราฟท์ มาอยู่ข้างหลัง โดยตลอด  ซึ่งสามารถประคองเวลาได้ดีกว่าการซ้อมอีกในครั้งนี้

เมื่อวิ่งครบ 5 กม นั้นในใจก็คิดว่าตัวเองวิ่งจังหวะเร็วกว่าเดิม แต่จากการตรวจเช็คนั้นทำให้รู้ว่าเป็นการวิ่งที่จังหวะเท่าเดิม แต่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น นั่นทำให้รู้ว่าจริงๆแล้ว ร่างกายเราเริ่มล้าแล้ว  มาถึงตอนนี้เริ่มสะลัด กลุ่มยังเติร์ก ทั้งสองได้แล้ว ที่ กม ที่ 9  จากนั้น ข้าพเ้จ้าก็โกยอย่างเดียวเหมือนเดิม

สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ ก็ คือ ผู้ที่วิ่งตามข้าพเจ้าเข้าเส้นใจมาที่หลัง ก็คือ น้องชาย ของข้าพเจ้า หาใช่คู่ปรับตลอดกาล   เกิดอะไรขึ้นระหว่าง สองคน นี้ ระหว่างทาง เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ายังฉงนใจอยู่

ระยะ  10.22 กม

ไช้ ใช้เวลา  50:00
หนุ่ย ใช้เวลา  50:02
บอย ใช้เวลา 5X:XX

เกือบไปแล้ว

ไช้ 8 VS บอย 14

เมื่อจบการแข่งขัน  น้องชายบอก ขออีก 10 เมตร เฮียโดนเก็บแน่  นี่หรือคือเป้าหมายที่แท้จริงของมัน

เมื่อกลับไปย้อนดูเวลาช่วง กม สุดท้าย  มันวิ่ง 4 นาทีต้นๆ ดีที่เราสะสมไว้เยอะไม่งั้นคงโดนตีหัวอีกราย

งานนี้หนุ่ยได้รับถ้วย อันดับ 5 เป็นถ้วยแรกของการแข่งขัน

คู่แข่งคนใหม่


5 กุมภาพันธ์ 2012