วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 61 ความเจ็บปวด อับอาย กับสนามดูดวิญญาณ

Race 61 เดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา 109 ปีกรมชลประทานมินิ-ฮาล์พ

"ฉันจะจดจำที่นี่ ตลอดไป และไม่มีวันลืมเลือน"

เป็นการขับรถหลงที่ไกลที่สุด จากความเชื่อถือที่มอบให้แก่ GPS

การเดินทางในครั้งนี้ประกอบไปด้วย 5 ชีวิตจากบ้านตัวเอง รวมกับ บอยและพี่รัตน์
ก่อนการเดินทางมีการค้นหาพิักัดตามชื่อของสถานที่ไว้เรียบร้อย กันขับรถหลงทาง ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ก็เหมือนปกติ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เมื่อขับรถไปผ่านแสงไฟสว่าง แต่ไม่เห็นป้ายบอก หรือป้ายกำกับว่าเป็นงานวิ่ง กอปกับระยะในแผนที่ในโทรศัพท์ยังไม่ถึง จึงเชื่อใจ GPS มากในการนำพาไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ยิ่งขับไปถนนยิ่งเล็ก และยิ่งมืด จนกระทั่งมาถึงจุดหมายปลายทางที่ GPS นำมา ซึ่งก็คิดว่าอาจจะเลยไปอีก จึงดื้อเพ่งขับต่อไปจนเกือบถึงปลายทางที่จะแยกไปฉะเชิงเทรา กับ ชลบุรี จึงมั่นใจได้เลยว่า หลงอีกแล้ว  จึงกลับรถและเร่งเดินทางกลับ โดยปรึกษากันในรถ วินิจฉัยว่า แสงสว่างที่เราเห็นนั่นหน้าจะเป็นปลายทางของทีม

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  และเมื่อไปถึง ระยะเวลาใกล้ปล่อยตัว ระยะครึ่งมาราธอนแล้ว จึงให้ทั้งทีมลงไปดำเนินการก่อน ส่วนตัวข้าพเจ้าต้องไปหาที่จอดรถ

งานวิ่งในครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณริท กรมชลประธาน ที่มอบเบอร์วิ่งระยะมินิให้ 2 เบอร์ ซึ่งได้ให้หลานกับน้องไปวิ่งในระยะ ,  5 KM 10 KM  ตามลำดับ

ส่วนข้าพเจ้าให้บอยล่วงหน้าไปสมัครระยะครึ่งมาราธอนไว้ให้

ดูเค้าทำกับผม ไปเอาของฝากเรียบร้อยแล้วมานอนรอรับผม ใจร้ายอ่ะ

ซึ่งเราก็นอนใจเพราะยังไม่เห็นสัญญาณปล่อยตัว จึงชวนกันไปทำธุระส่วนตัว  พอออกมากองทัพฮาล์ฟ หายเกลี้ยง  สอบถามได้ความว่าปล่อยตัวไปเกือบ 5 นาทีแล้ว สงสัยว่าจะปล่อยตัวกันตอนที่เรากำลังสมัครนั่นแหละ  เมื่อได้ความดังนั้น การสับเพื่อเร่งสปีดในความมืดก็เกิดขึ้น

เราไม่เคยมีประสบการณ์บนเส้นทางที่อยู่ท้ายแถวแบบนี้ การไล่กวดระยะห่าง 5 นาที เพื่อให้ทันคนสุดท้ายของแถวนั้นถือเป็นเรื่องสาหัสทีเดียว

วอร์มก็ไม่ได้วอร์ม ยืดก็ไม่ได้ทำ มาถึงวิ่งเลย  กว่าจะไล่คนสุดท้ายทัน ก็เกือบ 4 กม  เพราะวิ่งไม่ออก
แต่ตอนนี้เหมือนเครื่องเพื่อนบอยจะติด ยิ่งวิ่งยิ่งลากให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้าย ก็ต้องแยกทางกันเพราะ หายใจไม่ทัน วิ่งไม่ออก แล้วฝนตก

จึงทำให้ต้องหลบฝนหาถุงพลาสติกมาใส่โทรศัพท์ ซึ่งก็โชคดีได้ถุงจากถุงบรรจุถ้วยน้ำนักวิ่งจากจุดที่สี่ กม ที่ 8 มาใส่กันฝน

วิ่งมาเกินครึ่งทาง ในกมที่ 18 เกิดวางเท้าผิดจังหวะ ทำให้เจ็บบริเวณหัวเข่ามาก จึงต้องชะลอและหยุดวิ่งในที่สุด และเช็คระยะตอนกลับตัวคิดว่าวันนี้ ระยะเกินสุดๆ แน่

จากนั้นก็เดินๆ วิ่งๆ ด้วยสภาพที่คิดอยู่ตลอดเวลา ว่าอยากนั่งรถกลับ ไม่วิ่งแล้ว เป็นสนามที่กัดกินหัวใจนักวิ่งอย่างเราไปเลยทีเดียว

สนามยิงตรงอย่างเดียว  ไม่มีร่มเงา  อากาศร้อนมาก  น้ำขาดตั้งแต่กลับตัว  ระยะเกินมากไป "ฝากไว้ก่อน" สนามที่ทำให้ความมั่นใจหมดไป แถมโดนเย้ย จากเพื่อนๆ น้อง และหลาน อย่างมากมาย


หลังจากจบงานนี้ เครื่องรวน ไป 1 เดือนเต็มๆ ครับ คงจะได้เห็นใน Race ต่อไป

ระยะ 23.13
ไช้ ใช้เวลา 2:37:48
บอย ใช้เวลา 2:17:20

บอย 5 vs ไช้ 4

ไช้
29 พฤษภาคม 2011


ได้น้ำจุดท้ายๆ มาเติม แต่ตรงกลาง ต้องอมน้ำแข็ง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 60 วิ่งสมาธิ ที่ถนนอักษะ

Race 60 วิสาขบูชา

ฝนฟ้าจะต้องตกห่าใหญ่ในปีนี้แน่นอน ทำไมข้าพเจ้าถึงได้เอ่ย วลี อันเป็นสิ่งอัปมงคลเยี่ยงนี้ออกมา นั่นเพียงเหตุผลเดียว ที่ได้จากน้องชายของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าใช้เวลาร่วม 1 ปี เพื่อชักชวนให้น้องๆ หลานๆ มาร่วมออกกำลังกาย  แต่หาได้มีปฏิกิริยาตอบรับ ทำให้ข้าพเจ้าเลิกชวนแล้ว เพราะคิดว่า ถ้าคนเราอยากทำอะไร ก็ต้องมาจากความอยากของตัวเอง

แต่ข้อสงสัยนั้น ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงก่อนวันงาน 1 อาทิตย์  เฮียเทพ นำเสื้องานมาจำหน่ายให้ที่สวนเฉกเช่นเคย  ซึ่งในครั้งนี้ ผมได้สั่งซื้อไป 3 ตัว ไม่ใช่ว่าจะไป 3 คนหรอกนะ แต่อยากได้พระในงาน นำไปฝากญาติที่เคารพ เลยซื้อหลายเบอร์

ซึ่งน้องและหลาน เมื่อเห็นเสื้อและเบอร์ในครั้งนี้ จึงเอ่ยปากถามข้าพเจ้า ถึงรายละเอียด และขอไปด้วย

"ไม่น่าเชื่อหูตัวเอง พับผ่าสิ"

เมื่อถึงวันงาน สามชีวิตได้เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย โดยมิได้มีอาการเกี่ยงงอนแต่อย่างใด

นัดกันไว้ว่าให้ น้องกับหลาน ลงแค่ระยะ 5 กม พอ  โดยให้วิ่งๆ เดินๆ  ส่วนข้าพเจ้าลงเต็มเช่นเคย

งาน วิสาขบูชะ มักจะสตาร์ท เวลา 7 โมงเสมอ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน แสงแดดเริ่มแผดเผา ผู้คนมากมายร่วมเดินทางมาที่นี่

การปล่อยตัว ปล่อยพร้อมกันทั่งสองระยะ หลังจากกำชับกับทั้งคู่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเ้จ้าก็ออกวิ่งตามปกติ แต่เป็นจังหวะที่ช้ากว่าการแข่ง เพราะต้องการถนอมร่างกายไว้

และเมื่อวิ่งถึงเส้นชัย ก็คิดว่า ทั้งคู่เข้ามาแล้ว ปรากฏว่าเจอ มิงค์แค่คนเดียว สอบถามจึงได้ความว่า หนุ่ย ไปวิ่งเต็มระยะ

ซึ่ง ก็ยิ่งทำให้ประหลาดใจ ไปอีก ซึ่งการวิ่งครั้งแรกของหนุ่ย ก็ใช้เวลาพอสมควร กับคนที่ไม่เคยวิ่ง ไม่ค่อยออกกำลังกายเท่าไหร่

และ ได้รับคำพูดกลับมาอีกว่า งานหน้าไปไหนขอไปด้วย

ช่างเป็นวันธงชัย จริงๆ วันนี้ เริ่มวิ่งวันพระใหญ่ด้วยน้องตรู


หลังจากเข้าเส้นชัย ให้พระ พรมน้ำมนต์เรียบร้อย ก็ได้เวลามุ่งหน้าตามล่าก๋วยเตี๋ยวหลอด แต่ก็พบความผิดหวังกลับบ้าน

    


ไช้

17 พฤษภาคม 2011

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 59 first date with Endomondo

Race 59 Adidas King of Road.



หลังจากโลดแล่นในวงการ Endomondo มาเกือบ 4 เดือน รู้สึกสนุกกับการแข่งขันภายในกลุ่มที่ร่วมกันจัดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ใครวิ่งมากที่สุด ใครวิ่งเร็วที่สุด  ซึ่งวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดี กับ งานวิ่ง อดิดาส คิง ออฟ โรด ปี 2011 นี้ ที่ทีมนี้จะได้มาร่วมแข่งกันในสนามจริง

หลังจากที่ปรึกษากันมาหลายครั้งสรุปว่า challenge นี้เราจะวิ่งให้จบก่อน 1:35 นาที ให้ได้ ซึ่งงานนี้มากันครบครัน ทั้ง คุณโจ้ เดินทางมาจากพิษณุโลก มาแอบงีบอยู่ออฟฟิศคุณย้ง
คุณย้ง คุณป้อม คุณโก พี่รอน คุณริท  กลุ่มใน Endomondo ที่เิริ่มคุ้นเคยจากตัวอักษรที่ถ่ายทอดและสนทนากันเกือบ 4 เดือน

วันนี้จุดสตารท์ อยู่ในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ สนามศุภชลาศัย เวลาปล่อยตัว 5:30  แต่ก็ปล่อยช้าไปนิดนึง เพื่อเคลียร์การจราจร

เส้นทางการวิ่งวันนี้ มีจุดที่ต้องวิ่งใต้รถไฟฟ้ายาวพอสมควร ซึ่งทำให้ระยะทางค่อนข้างเพี้ยน และ GPS ดับในที่สุด

สำหรับเป้าหมายนั้นสามารถวิ่งเข้ามาทันเวลาอย่างเฉียดฉิว

17:20 กม  จากนาฬิกาคนอื่น
เวลา 1:33:14

ไช้
15 พฤษภาคม 2011









วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 58 แค่ปลายจมูก

Race 58 บ้านแพ้ว-วัดราษฏร์ศรัธากะยารามมินิมาราธอนครั้งที่ 1

หลัง จากอัลตร้ามาราธอน ก็คิดว่าจะพัก แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้พัก แถมยังมี challenge แทรกกลางเข้ามา

วันนี้เลยตั้งใจมาวิ่งจ็อกเล่นๆ แต่ก็ได้รับสาสน์ท้าทายอีกเช่นเคย  แต่ข้าพเจ้าก็กึ่งรับกึ่งปฏิเสธไป

สนามนี้เป็นสนามใหม่ ที่เพิ่งจัดงานวิ่งเป็นครั้งแรก  เมื่อขับรถเข้ามาในงานสังเกตุว่า ถนนหลักกว่าจะเข้าตัวโรงเรียนนั้นระยะทางเกือบ 1 กม เลยทีเดียว (เมม เก็บไว้เืผื่อมีประโยชน์)

ก่อนปล่อยตัวผู้จัดแจ้งว่า คุณไช้ วิ่งจบแล้ว มาเอากล้วยกลับบ้านไปหนึ่งเครือด้วยนะครับ

"พี่ครับ ผมไม่ใช่ช้างนะครับ" คิดในใจ "ใครจะกล้าแบก ใหญ่ขนาดนั้น อายชาวบ้านเค้า"

คิดเสร็จก็วิ่งออกไปเมื่อถึงจุดปล่อยตัว  งานนี้อยู่หลังๆ อีกเช่นเคย เพื่อระงับอารมณ์ไม่ให้ฝืนเร็ว เพราะเพิ่งออกรบยาวมาเมื่ออาทิตย์ก่อน

งานนี้วิ่งเลาะสวน ไปเรื่อยๆ แต่แปลกทำไมมันช่างร้อนเยี่ยงนี้ ยิ่งวิ่งยิ่งเหนื่อย เลยพยายามประคอง pace ที่ต่ำกว่า 5:30-5:45 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง GPS บอกระยะ 10km  เฮ้ย เกินอีกแล้ว เพราะจำได้ว่ายังไม่ถึงสามแยกที่เลี้ยวไปอ้อมในสวนเลย  คิดว่าวันนี้ไม่ต่ำกว่า 12 โล แน่นอน

ตอนนี้วิ่งไล่มาเจอพี่คำรณ ที่วันนี้บอกว่าวิ่งไม่ออก จึงชวนกันสปีดไปจนมาถึงทางเลี้ยวเข้าโรงเรียน ซึ่งสายตาได้แวบมองเห็นบอยที่วิ่งเลี้ยวไปก่อนหน้านี้

"ทันแล้ว ทันได้ไงเนี้ย"  ข้าพเจ้าจึงชวนพี่เค้าเร่งเพื่อให้ทัน ซึ่งก็เร่งกันสุดฝีเท้า  ซึ่งเมื่อเหลือระยะอีกประมาณ 500 เมตร  น้องแจ็ค น้องที่ชมรมสยามรันเนอร์ ตะโกนบอกพี่บอยอยู่ข้างหน้า  ผมจึงส่งสัญญาณไม่ให้บอก แล้ว จึง สับ สับ สับ ไปจนถึงตัว บอยหันมาเห็น จึงพยายามเร่งตาม แต่ ผมมีแรงส่งมาจากการออกตัวก่อนแล้ว จึงวิ่งฉีกออกไป ซึ่งบอยพยายามจะไล่ แต่ก็ไม่ทัน  ผมเข้าเส้นชัยก่อน เฉียดฉิว



บอย 4 VS ไช้ 4

ระยะ 12.53 กม
ไช้ ใช้เวลา 1:07:12
บอย ใช้เวลา 1:07:20

ไช้
8 พฤษภาคม 11








วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 57 วิ่งเพื่อพ่อหลวง

Race 57 วันฉัตรมงคล


วันนี้ได้รับภาระกิจ ให้ไปวิ่งถือธง จาก ร.พ. ศิริราช วิ่งกลับมาที่สวนลุม จึงรับปากทันที เพราะเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้รับ  เริ่มต้นจากการขับรถไปจอดที่สวนลุม ตั้งแต่ ตีสี่ครึ่ง วันนี้ ก๊วนร่วมเดินทาง มีข้าพเจ้า เจ๊รัตน์ น้องยุ้ย และพี่เมย์ พี่กี้

หลังจากจอดรถเรียบร้อย ภาระกิจต่อมาคือโบก แท๊กซี่ ไป ร.พ.ศิริราช  ซึ่งได้แท๊กซี่ รุ่นใหญ่พอที่จะอัดจำนวนคน 5 คน ได้อย่างสบาย

ซึ่งเหมือนการเดินทางจะดำเนินไปตามปก ถึงจะมีฝนโปรยปรายลงมาก่อนหน้าเล็กน้อย  จากสวนลุมเส้นทางเดินทางขับผ่านเส้นหลังสวนลุม ไปออกตรงแยกราชประสงค์ ซึ่งตรงนี้นี่เองเหตุการณ์ระทึกขวัญได้เกิดขึ้น

ระหว่างที่จอดรถรอไฟแดงอยู่  ก็มีกลุ่มมอเตอร์ไซด์ ประมาณ 3 คน จอดติดไฟแดงเหมือนกัน แต่สักพัก เค้าก็หันมองกลับมาที่รถคันที่เรานั่งกันอยู่  จากนั้นฝ่ายโน้นก็เดินลงมาจากรถ และมาเคาะประตู เพื่อจะหาเรื่องว่า คนขับแท็กซี่ ไปมองหน้าหาเรื่อง  ซึ่งดูจากอาการของฝั่งโน้นแล้วเหมือนจะเมายา

ซึ่งเราก็บอกแท็กซี่ไปว่าไม่ต้องเปิดประตู ไม่งั้นเดี่ยวยาว  ซึ่งพี่คนขับแท็กซี่ ก็ไม่ได้เปิด แล้วก็ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ และไม่ได้สนใจขับรถต่อไป ซึ่งทางฝ่ายเราก็เหยียบหนี แล้วชิงเลี้ยวซ้าย เพื่อไปทางเส้นเพชรบุรีตัดใหม่ มอเตอร์ไซด์สามคันนั้นไม่ยอมลดละ  ขับตามประกบ ตลอดพยายามจะเบียดรถแท็กซี่ให้จอด  ตอนนี้น้องๆ พี่ๆ ในลดเกิดอาการกลัวกันมิใช่น้อย

ซึ่ง มอเตอร์ไซด์สามคัน พยายามประกบซ้ายขวา และหลัง  ขับผ่านพันทิพ ไป มอไซด์ัคันที่อยู่ฝั่งซ้าย นั้นใช้ความพยายามมาถีบรถเพื่อให้หยุด ซึ่งความพยายามสำเร็จลง ด้วยรอยเท้าที่ถีบกระจกมองข้างถึงกับพลิกกับด้าน  แต่ทว่า

มอเตอร์ไซด์เสียหลักกลิ้งไถลไปกับพื้นยาว ซึ่งเหมือนกับว่าจะไปฟาดกับริมฟุตบาทด้วย

ซึ่งพวกเราก็บอกแท็กซี่ไปว่าไม่ต้องจอด ขับไปเลยเราไม่รู้เค้ามีอาวุธอะไรหรือป่าว ถ้ามีปัญหา ไม่ต้องห่วง ทางเราเป็นพยานให้อยู่แล้ว   จึงเปิดหน้าต่างปรับกระจกมองข้างคืนสภาพเดิม และสังเกตุก็ไม่มีรถตามมา  ผ่านเหตุการณ์ไปได้อีกหนึ่งเหตุการณ์

พอแท็กซี่ขับรถมาถึงตรงราชดำเนิน ก่อนอนุสาวรียประชาธิปไตย ก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่อีก มีแท๊กซี่เสียหลักขับข้ามเลนไปเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถติดในเวลาตีห้า อย่างยาวเหยียด  ซึ่งเราก็แคล้วคลาดอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ท่านคุ้มครองก็เป็นได้

เมื่อมาถึงงาน ก็เริ่มจัดขบวนกันแล้ว ซึ่งมีหลายคนที่มาแต่ลืมเรื่องฝากของจึงต้องเอาไปฝาก พี่แมว จากพระราม 8 ที่เป็นคนขับรถนาฬิกานำขบวนกันหลายคน

ตี 5:29 เป็นเวลาที่เริ่มวิ่งออกจาก รพ  จุดมุ่งหมายคือสวนลุมพินี  เป้าหมายเวลา 1:29 นาที

คำนวณเวลาแล้วน่าจะวิ่งที่ 9 นาทีต่อ กม  มี อาเจ็ก อาแป๊ะ นักวิ่งที่อยากมีส่วนร่วมกันมากมายมาร่วมกันถือธง

เมื่อเริ่มวิ่ง  คนที่ถือธงอยู่ด้านหน้า ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว  ไม่รู้จะรีบไปไหน  หลายคนถอดใจไม่ถือธง เพราะมันทั้งเร็วและทั้งหนัก สละธงกันไปหลายคน  ผมเป็นอีกคนที่ได้ถือธง เพราะคนอื่นสละ และถือยาวถึงสวนลุม

งานนี้ท้ายขบวน ใครช้า โดนจับขึ้นรถกระป๋อหมด แล้วเอาไปปล่อยข้างหน้าให้วิ่งต่อ  เพราะจะรีบเปิดเส้นทางจราจรคืนให้เร็วที่สุด

จาก pace 9 นาที ที่คุยกันไว้ วิ่งไปวิ่งมากลายเป็น 5 นาที   (ถ้าจะคุมเวลาแบบนี้ ควรมี pacer ที่แม่นเวลานำ ไม่ใช่ให้นักวิ่งที่วิ่งเร็วนำ เพราะนักวิ่งเหล่านั้นก็วิ่งจังหวะเดิมของเค้า  ช้าของเค้ามันเร็วของคนอื่น)

เมื่อมาถึงสวนลุมพินี ยังไม่ถึงเวลาฤกษ์ จอดรออยู่ที่ด้าน พระบรมรูป ร 6 อยู่เกือบ 20นาที ถึงจะไปวนกลับเข้ามาในงาน  ซึ่งขบวนว้ันนี้สวนกันในสวนลุมกันอย่างเมามันส์ เพราะในส่วนลุมมีจัดงานวิ่งอีกงานซ้อนกันอยู่ ของเทสโก้โลตัส

เมื่อถึงช่วงพิธีการก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงมีการวิ่งในสวนอีกหนึ่งรอบ

วันนี้ได้มีโอกาสผ่านกล้องช่อง 3 ด้วย แว๊บๆๆ


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Race 56 ฤา ว่า อัลตร้าเหมาะกับคนบ้าเท่านั้น


Race 56 สวนพฤกษ์ อัลตร้า มาราธอน

ดังที่กล่าวไว้ในหลายตอนก่อน ว่า มาราธอน ถ้าให้เหมาะลงปีนึงไม่เกิน 2 ครั้ง เหมือนดังโฆษณาสรรพคุณ เครื่องดื่มชูกำลังอะไรอย่างนั้น

ในที่อาจอนุโลม รายการนี้ไว้ เพราะไม่ใช่มาราธอน

น้ำที่เจิ่งนอง คงบ่งบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่
นิยามคำว่า ไปไหน ไปไม่หลง แสดงว่าไปไม่ถึง ยังใช้ได้ดีอีกครั้ง

ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน วนอยู่หลายรอบ กว่าจะหาสถานที่จัดงานเจอ ก็เล่นเอาเหงื่อตกไม่ต้องวอร์มกันซะทีเดียว

ก้าวแรกที่เข้ามาที่สวนพฤกษ์ นั่นไม่น่าเชื่อว่า อยากจะบอกว่า ................................................ ................................................ ................................................
................................................
................................................
????????????????????????????


"พี่ครับ ห้องน้ำอยู่ไหนครับ"  มันจะมาอะไรตอนนี้ครับท่าน  หลังจากจัดแจงธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ได้เวลากลับไปหาเบอร์และชิพ กับพี่ๆ ที่ล่วงหน้าไปก่อน  จัดแจงติดเบอร์ รัดชิพ ไม่ให้มันหาย  เพราะถ้าชิบหาย ต้องจ่าย 500


เร่งเเต่งตัว เปลี่ยนผู้แข่งขันตามกำหนดเดิม
ปัญหาเราตอนนี้ไม่มี เพราะพร้อมครับ
สำหรับ การวิ่งเดี่ยว แต่ตอนนี้มีเรื่องที่ต้องลุ้นสำหรับทีม ที่จะลงผลัด เนื่องจากไม้หนึ่ง น้องยุ้ย ยังเดินมาไม่ถึง จึงต้องรีบเปลี่ยนแผนการส่งคุณเมย์ลงไม้หนึ่งแทน

ซึ่งระหว่างรอการปล่อยตัว น้องยุ้ยก็มาถึง การเปลี่ยนตัวคืนก็เกิดขึ้นในตอนนั้นทันที

เรียกว่าเสี้ยววินาที ทุกคนช่วยกันเข้าไปติดเบอร์ ติดชิฟ ผมก็เกือบคล้อยตามไปช่วยน้องเค้าติดเบอร์แล้ว 55+

หลังฝนผ่านไป เริ่มจับกลุ่มวิ่งเป็นชมรม เป็นที่สนุกสนาน
เมื่อถึงช่วงพิธีการปล่อยตัวในระยะเต็ม นักวิ่งเข้าสู่จุดปล่อยตัวพร้อมที่ออกวิ่งไปบนเส้นทาง 10 ชม ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

งานวิ่งนี้ ผมเตรียมกางเกง เสื้อ ถุงเท้า และรองเท้ามาเปลี่ยน เต็มที่

เพราะการวิ่งในสภาพที่ตัวแห้งย่อมดีกว่า เปียกเหงื่อแล้ววิ่งเป็นแน่

สนามสวนพฤกษ์ รอบละ 800 เมตร เป็นเส้นทางลาดยางที่ค่อนข้างโอเค กับการวิ่งระยะไกล ร่มไม้ที่ประดับประดา ข้างทาง ช่วยบังแสงแดดได้เป็นอย่างดี  อุปกรณ์ต่างๆ วันนี้ มีชมรมมา ไม่ต้องหอบมาวิ่ง สามารถวางไว้ที่เต็นท์ที่ทางเจ้าภาพจัดไว้ให้ เพราะมีเพื่อนที่มาวิ่งผลัด คอยเฝ้าของให้

สภาพขณะฝนตก ช่างภาพก็ไม่ย้อท้อ หาวิธีถ่ายจนได้
แค่การวิ่งผลัดแรก ก็เอาซะแล้วครับ หลังปล่อยตัวไปได้สักพักใหญ่ๆ  พระพิรุณ ก็โปรยปราย ลงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน นักวิ่งที่กำลังวิ่งอยู่เลย เรียกได้ว่าวิ่งไปได้ แค่ 1 ชม ท่านก็แถมน้ำฝนให้เล่นสนุกๆ กัน

เมื่อฝนตกก็ได้เห็นอะไรหลายอย่าง อย่างแรกคือ หาถุงครับ  หาถุงจริงครับ  เพราะต้องมาใส่โทรศัพท์ที่จับ GPS อยู่  โทรศัพท์รอดการเจ๋งไปได้อีกคราหนึ่ง
สิ่งที่สองที่ได้เห็น คือความเตรียมพร้อม เชื่อหรือไม่ครับ มีนักวิ่ง เตรียมเสื้อกันฝนมาวิ่งด้วย บางคนเตรียมร่มมา  วิ่งไปกางไป  เป็นที่เฮฮา  ซึ่งฝนนี่ทำให้อุณหภููมิร่างกายเราลดลง ทำให้วิ่งได้ดีขึ้นจริงๆ ถ้าไม่เชื่อ ท่านลองไปวิ่งตากฝนดูกันครับ

2 ชม ผ่านไป ฝนหยุดตก เกิดการรวมกลุ่มของสมาชิกชมรม ร่วมวิ่งกันไปทั้งกลุ่ม สนุกสนาน แซวนักวิ่งอื่น ไปตลอดทาง ซึ่งตอนนี้ มีนักวิ่งหลายท่าน เริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ๆ มาใส่ชุดแห้งๆ กัน

ซึ่งตามแผนการณ์ เราก็ควรจะเปลี่ยนเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาตอนนี้คือเครื่องติด และวิ่งกันเป็นกลุ่มจะถอนตัวออกมาก็เกรงใจ และตอนนี้ ในใจอยากวิ่งให้จบระยะมาราธอนรวดเดียวเลย แล้วค่อยหยุดพัก กินข้าวแล้วค่อยมาวิ่งต่อ

เลยฝืนวิ่งทั้งเปียกๆ ไป  โดยลืมคิดถึงผลที่จะตามมาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

งานนี้เป็นงานที่ชอบอีกงานเพราะใช้ชิพ เป็นตัวเช็ครอบ ไม่ใช่ เช็คพอยน์ เหมือนงานนั่นที่กล่าวถึง ซึ่งทำให้ตัดภาระรอบกายไปได้เยอะมาก


 30 กม ผ่านไป กลุ่มก็แตกจนได้ เพราะข้าพเจ้านั่นแหละ ที่วิ่งตามไม่ไหว เล็บที่หายไปเริ่มส่งสัญญาณ ความเจ็บปวด

น้ำที่ขังในห้องเท้า  เสื้อผ้าที่เปียก  ผ้าเช็ดหน้าที่คอยเช็ดน้ำตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างส่งผลออกมาแล้ว ณ กม แห่งนี้

เท้าพองน้ำครับ หน้าไหม้จากผ้าเช็ดหน้าที่หยิบขึ้นมาเช็ดตลอดทาง

ทุกคน ยกเว้น ผม วิ่งเข้าเต้นท์ เพื่อเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป้าหมายของผมคือวิ่งให้ครบมาราธอนแล้วค่อยหยุด ยังตามหลอกหลอนอยู่  ซึ่งแผนนี้คือแผนในภาวะปกติ

แต่นี่ฝนตก  ไย ผมไม่ปรับแผนตามสภาพภูมิิอากาศ

การฝืนนั้นส่งผลทำให้ การวิ่งไม่สนุกเลย  เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องบรรจุไว้ในพจนานุกรม ประสบการณ์ของข้าพเจ้า อีกคำรบหนึ่ง



ฝืนวิ่งจนกระทั่งไม่ไหว ต้องหยุดแล้วเดินให้ครบมาราธอน
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วยังไงต้องเอาให้จบก่อนแล้วค่อยว่าักัน
นั่นคือสิ่งที่คิดระหว่างการวิ่งตอนนี้  4:44:03  ตอนนี้วิ่งไปได้ 40 กว่ารอบแล้ว เรียกได้ว่า ถ้าเป็นกล้วย ก็งอมสุก แทบจะเละแล้ว

ผมไม่สร้างภาพครับงานนี้ ผมเดิน ไม่สนใจใครทั้งสิ้น ใครจะถ่ายรูป ใครจะแซว งานนี้ไม่มีสนใจครับ

เพราะทุกรอบที่วิ่ง มักจะสนุกกับบริเวณจุดสตาร์ท ของเหล่ากองเชียรที่ใส่กันสุดฤทธิ์

และที่สำคัญกลิ่นของกระเพราไก่ ที่หอมยั่วยวนมาก จะไม่หอมได้ยังไง มันใกล้เที่ยงเต็มทีแล้ว

สุดท้ายก็พยายามวิ่งจนครบมาราธอนจนได้  เห้อ เราจะได้พักแล้วครับ  ตะคริวไม่กินครับวันนี้ แต่เท้าเละ



เมื่อครบระยะมาราธอนก็ได้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าและอุปกรณ์ทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายอะไรไม่รู้ดลใจอยากให้การวิ่งนี้จบไปเร็วๆ  เลยเลือกที่จะเปลี่ยนแค่ถุงเท้าและรองเท้าเท่านั้น

จากนั้นก็ถืงเวลากินมาราธอน ซัดกระเพราไก่ ไข่ต้ม ไปสองจานพูน ๆ  พลังงานพร้อม ที่จะออกไปเดินให้ครบระยะ 48 กม ภายใน 10 ชม แล้ว

เมื่อมานึกย้อนแผนตัวเอง ในครั้งนี้ บอกได้เลย ว่าเป็นแผนที่ห่วยแตกมาก เพราะถ้าเราทยอยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ พักไปเรื่อยๆ ในเวลา 10 ชม ยังไงก็พิชิตได้ มิหนำซ้ำอาจจะวิ่งได้ถึง 60 กม ก็เป็นได้

แต่นี่คือการวิ่งในสไตล์ของเรา ที่ต้องรับผิดชอบแผนการวิ่งเอง






กินข้าวเสร็จแรงมา รองเท้าใหม่ เลยฉลองด้วยการวิ่ง แอ็คชั่นซะหน่อย

มาถึงตอนนี้ แดดเริ่มมาแล้วครับ วิ่งไปได้สักพักเีดียว ก็กลับมาเร่งเดิน ในสปีด 12 นาที ต่อ กม

เพื่อให้จบการแข่งขัน ให้เร็วที่สุด

จะได้ออกมาเชียร์เพื่อนๆที่แข่งวิ่งผลัดกันอยู่








และในที่สุดการเดินของผม ก็เสร็จสิ้นภาระกิจ

วิ่งอย่างไรให้ได้ 48 กม  ภายใน 10 ชมเสียที






ภาพบรรยากาศ 6 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน




ปิดท้าย ด้วยภาพ รวม Endomondo ทีม

ไช้ ป้อม โก






ถ้วยแรกในชีวิต แต่ไม่ได้จากการแข่งขัน เพราะเค้าแจกทุกคนที่วิ่งระยะถึงกำหนด
ระยะ 48 กม  ใช้เวลา  6:57


ไช้
วันแรงงานแห่งชาติ 2011