วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

Race 111 เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ตอน 2.1

Race 111 จอมบึงมาราธอนครั้งที่ 28  ตอน พรีวิวก่อนวิ่ง

ด้วยปณิธานตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงวิ่งมาราธอนสนามแรก ณ ม.ราชภัฏจอมบึง เสร็จสิ้นลง ก็ได้ให้ปฏิญาณกับตัวเองว่า ถ้าหากร่างกายไม่บาดเจ็บจนวิ่งไม่ได้ ยังไง ขอมาลงสนามมาราธอนที่นี่ให้ครบ 3 ครั้งให้จงได้ 

ซึ่งก็สามารถบรรลุเป้าหมายแล้วมา 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้ว เกือบจะทำปาฏิหารย์วิ่งต่ำกว่า 4 ช.ม. ได้แล้ว หากว่า คุณตา Q ไม่มาเคาะประตูหน้าบ้านเสียก่อน สำหรับการเตรียมตัวมาราธอนในครั้งนี้ ยอมรับเลยว่าการซ้อมนั้นไม่ได้ซ้อมตารางมาราธอนเลย ซึ่งต่างจากปีก่อน ที่ซ้อมด้วยตารางมาราธอน วิ่งยาวเป็นว่าเล่น  ซึ่งปัจจัยนึงที่ทำให้ไม่กล้าที่จะซ้อมยาว ก็คือ รองช้ำอักเสบ

ก่อนมาแข่งที่จอมบึงในครั้งนี้ ซ้อมยาวที่สุดก็คือ 41 กม. แต่เป็น Event ของการแข่งขัน บ้านเพ มาราธอน ซึ่งใช้เวลาไป 4.44 ชม.  นี่คือการซ้อมยาวที่สุด เมื่อ ต้นเดือน ธ.ค.  หลังจากนั้นก็มีไปแข่งระยะฮาล์ฟ บ้าง เพื่อเก็บระยะให้กับร่างกายอีก 2-3 รายการ ซึ่งรายการสุดท้ายก่อนมาที่จอมบึง ก็คือ บางขุนเทียน มินิฮาล์ฟมาราธอน ซึ่งสามารถทำ New PB ระยะฮาล์ฟได้ ทำให้ความมั่นใจในการวิ่งมาราธอนครั้งนี้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนมาราธอน เข่าก็กลับมาเจ็บอีกครั้ง จึงต้องลดการซ้อมลงเพื่อลดอาการบาดเจ็บแต่ก็ต้องซ้อมเพื่อรักษาสภาพความฟิตไว้ จนวันศุกร์ หลังงดซ้อม อาการก็เหมือนจะดีขึ้น ไม่มีอาการขัดเข่าแต่อย่างใด จึงเริ่มมั่นใจสำหรับการแข่งขันในปลายสัปดาห์นี้ขึ้นมากกว่าเดิม ทำให้ตั้งความหวังที่จะทำลายสถิติ ปีที่แล้วลงให้ได้ ด้วยสภาพที่สมบูรณ์

เช้าวันเสาร์ เวลาตี 5 ครึ่งเป็นเวลาเดินทางออกจากกรุงเทพ สถานีปลายทาง อ.จอมบึง ราชบุรี สำหรับสถานีระหว่างทาง แบ่งออกเป็นโปรแกรมแรก  แวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งที่แรกนี่แหละที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจขึ้นอีกครั้ง  ระหว่างนั่งรถ เหมือนกับว่าหัวเข่าจุดเดิมจะนั่งผิดท่าหรือไปกระแทกก็ไม่แน่ใจ เพราะตอนที่ลงรถ เท้าสัมผัสกับพื้นครั้งแรก อาการเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ระหว่างเดินหาข้าวทาน พยายามทั้งดัด ทั้งคลึง ก็ยังไม่สามารถบรรเทาอาการลงได้ ในใจจึงได้แต่ภาวนาไม่ให้มันมีอาการแย่ลงไปกว่านี้ และพยายามลืมมันให้ได้  ซึ่งระหว่างกำลังพะวัง ก็เจอคุณต่อ เดินอยู่ เข้าไปทักทาย ได้ความว่า ส่งคุณโจ้ ลงเรือ ไปล่องเรือหารักอยู่  พี่เค้าเลยรออยู่บนฝั่งแทน เพราะล่องมาเยอะแล้ว

เมนูแนะนำ ก๋วยจับ และ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด
การเดินทางท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนที่นี่ ตั้งใจว่าจะเยือน โดยการเดินชมให้ทั่ว  แต่ดุ้มๆ มองๆ อ้าวเฮ้ย เดินไม่ได้นี่หว่า เส้นทางต้องลงเรืออย่างเดียว  บอยหาข้อมูลมาได้ว่า ถ้าลงเืรือ ราคาเหมาคือ 400 บาท ซึ่งทั้งกลุ่มมองว่าแพงไปจึงได้แต่พยายามหาที่เดินจนไปสุดถนน จนรู้สึกหิว เลยแวะหาก๊วยเตี๋ยวทาน ก็มาเจอ ร้านนี้  ซึ่งรสชาต อร่อย  ราคาชามละ 30 บาท  หลังจากอิ่มก็เดินสำรวจอีกเผื่อจะเจอทางเดิน จนเจอคุณป้าที่ท่าเรือ ตะโกนบอก เหมาหรือมััย เราก็ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าแพงไป แต่มาสะดุดตรงคำว่า 200 บาทนี่ ทำให้ หันควับ ทันที  พร้อมกับตอบตกลง เฉลี่ยคนละ 50 บาท พอจ่ายไหว

ชิมน้ำตาลสด กับ สำรวจกรรมวิธีการทำ

เรือที่ลงไปเป็นเรือพาย ซึ่งระยะทางประมาณ 2 กม ที่จะได้เข้าไปดู ร้านขายของริมข้างคลองที่ดูเสมือนเน้นการขายให้ชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เต็มไปหมด มีทั้งร้านที่กำลังเปิด ร้านที่เปิดเรียบร้อยแล้วและร้านที่ยังปิดอยู่  แน่นอน มันเป็นเวลา 7.00 น เอง ปลายทางของคลองเป็น อุตสาหกรรม SME ย่อมๆ มีของที่ระลึกในร้านขายอยู่มากมายและที่สำคัญมีน้ำตาลมะพร้าวสด เลี้ยงด้วย  ได้เข้าไปดูเตาที่ต้มน้ำตาลสด ที่กำลังระอุอยู่ 
หุ่นก่อนอำลาจากจุดทานน้ำตาลสดฟรี
จากนั้นจึงมาลงเรือ เพื่อเดินทางออกมาจากจุดนี้กลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง



ครก หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้าน
ณ ตอนนี้ คุณป้าพายเรือออกมาเริ่มประสบปัญหากับเรือเครื่องที่บรรทุกฝรั่งมา ทำให้ต้องหลบตลอดเส้นทาง  คุณป้าแข็งแรงจริงๆ พายเรือได้โดยไม่มีอาการเหนื่อยแม้แต่น้อย เมื่อเดินทางมาถึงฝั่ง ก็เริ่มคิดถึงโปรแกรมที่สองที่จัดโดยคุณบอย  ตอนแรกคุณบอย จะชวนไปดูหนังใหญ่ ตอน 10 โมง  แต่เมื่อถามผู้ร่วมเดินทางทุกท่าน ไม่มีเสียงตอบรับใดใดออกมา  สงสัยสมาชิกจะไม่ชอร์ต เลยยกเลิกงานนี้ มุ่งหน้าสู่ พิพิธภัฑณ์หุ่นขี้ผึ้งสยาม แทน


องค์พระจำลอง
บรรยกาศภายใน เป็นธรรมชาติมาก มีทั้งหุ่นขี้ผึ้ง แบบจำลองบ้านเรือนไทย วัดวาอาราม เหมาะแก่การไปหาความรู้ ถ่ายภาพ และพักผ่อนเป็นอย่างมาก เป็นอีกที่ที่ควรไปเยือน บัตรผ่านประตู 50 บาทเท่านั้น ด้านในนอกจากจะมี สิ่งที่กล่าวมาแล้ว ยังมีห้องน้ำที่เยอะมาก รวมกับร้านกาแฟ ภายใน และที่นั่งทาน บรรยากาศชิวๆ เหมาะกับคอกาแฟ ที่จะมานั่งเล่น ระหว่างรอการเยี่ยมชมแต่ละสถานี









พื้นที่ภายในพิพิธภัฑณ์ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 45 ไร่ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ไกลมาก ถ้ามีโอกาส ก็น่าจะไปลองทัศนากันดู

จะได้รู้ว่าพิพิธภัฑธ์หุ่นขี้ผึ้งไม่ได้มีที่นครปฐมที่เดียว


จากนั้นจึงเริ่มเดินทางเข้าที่พัก เพราะความไม่แ่น่ใจในสถานที่ตั้งสักเท่าไหร่    ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรในการเดินทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง มีหลง มีเลยบ้างนิดหน่อยตามประสา  ซึ่งยังคุยกันอยู่ในรถเลยว่าถ้าเราเดินทางมากลางคืน คงเหวอ แน่ๆ  เพราะเส้นทาง ไม่น่าจะมีที่พักอยู่ได้เลย


เมื่อจัดการเรื่องที่พักหลับนอนเรียบร้อย แล้ว จึงมุ่งหน้าสู่ ม.ราชภัฏจอมบึง เพื่อดำเนินการสมัครวิ่ง ซึ่งถึงตอนนี้ เริ่มเกิดอาการลังเลขึ้นเล็กน้อย จากอาการบาดเจ็บของตัวเองและอาการป่วยของเพื่อนบอย ผู้ร่วมวิ่งที่มีอาการเป็นไข้  


ปีนี้สถานที่จัดงานย้ายจากสถานที่เดิม ไปอีกฟากฝั่งถนนนึง แต่พวกเรายังจอดรถและเดินทางไปที่เดิม ปรากฏว่าไม่เจออะไร ยกเว้น "ตลาดนัด"  จึงต้องตีเนียนถามนักศักษาสาวๆ ในนั่น จนได้ความว่าอยู่อีกฝั่ง จึงเดินไปสู่สถานที่จัดการใหม่  จัดการสมัครวิ่ง ตามที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย เมื่อเวลา 13.00 จึงรู้สึกหิว เลยต้องรีบเดินทางออกไปหาอะไรรองท้องโดยด่วน  ซึ่งจริงๆ แล้วโปรแกรมที่ 3 คือ บ้านหอมเทียนและเยี่ยมสวนผึ้ง  จากความหิวของข้าพเจ้า จึงทำให้ต้องหาที่ทานโดยด่วน ซึ่งร้านแรกที่แวะเข้าไปคือ ก๋วยเตียวไข่คุณยาย เข้าไปนั่งรอสักพัก รับรู้ได้โดยสัญชาติญาณเลยว่า อีก 1 ชม ก็อาจจะไม่ได้กิน เพราะมากกว่าครึ่งร้านกำลังนั่งรออยู่ และไม่มีใครสนใจเราเลย จึงตัดสินใจเปลี่ยนร้าน

ร้านอาหารชื่อ "ไปกันใหญ่" คือร้านที่ได้เข้ามาทานจริงๆ ซึ่งเมื่อทานแล้ว ก็รู้สึกว่าไปกันใหญ่จริงๆ  เพราะรสชาด ไม่โดน  และคงจะไม่เข้ามาอีกแน่นอน ถ้าไม่หิว  เมนูที่สั่งก็ธรรมดา  

ปลากระพงทอดน้ำปลา (ปรากฏว่าหวาน แต่มีน้ำปลามาให้ราด)

ผัดผักบล็อคโคลี+ถั่วลันเตา  (เยอะโคตรแต่หวาน)

ต้มยำไก่บ้าน  (ไก่มามีแต่เนื้อๆ ไก่บ้านตรงไหนหว่า)  

ไข่เจียวภูเขาวุ้นเส้น (เอาวุ้นเส้นไปทอดกับไข่ โปะ บล็อคโคลี่+ถั่วลันเตาผัดซอสมะเขือเทศ) 

สรุปรสชาด คงทำสำหรับขายฝรั่งหรือกรุ๊ปทัวร์อย่างเดียวแน่แน่

เมื่อท้องอิ่ม การท่องเที่ยวก็เริ่มต่ออีกครั้ง ปลายทางในวันนี้ คือ สวนผึ้ง เพื่อเข้าไปดู มนุษย์หินฟริ้นสโตน แต่ปรากฏว่า ที่นี่เค้าเปิดให้เข้าไปชมและถ่ายรูป เฉพาะช่วงเวลา 12.00-14.00 เท่านัี้น  จึงได้แต่เดินดูรอบๆ เท่านั้น ที่นี่ ได้เจอกับพี่เล็ก แม่น้องเรียว มาถ่ายรูปเล่นเช่นกัน

ณ หน้าห้องน้ำ
จากนั้นจึงเดินทางกลับที่พัก เพราะรู้สึกง่วงและเพลีย แต่ระหว่างทางก็ยังมิวาย ที่จะต้องแวะ เพื่อสัมผัส กับโมอายคอฟฟี่ สักหน่อย คราวก่อนมาก้ไม่ได้แวะ คราวนี้เลยต้องแวะถ่ายรูปสักหน่อย เดี่ยวจะมาไม่ถึงราชบุรี อีกทั้งรอเวลาที่จะกลับไปจอมบึงอีกครั้ง เพื่อไปรับเพื่อนๆ จากชมรมที่พักที่เดียวกัน เพราะถ้าปล่อยเ้ข้ามาเอง มีหลงแน่นอน

18.00 จึงเดินทางออกจากที่พักอีกครั้ง เพื่อไปสถานที่จัดงาน ใจนึงก็อยากไปกินข้าวเย็นด้วย และอีกเรื่องก็คือไปรับเพื่อนๆ กลับบ้าน  เมื่อไปถึงเผอิญวุ่นๆ กับเรื่องขายเสื้อ และเรื่องสมัครวิ่ง Green Runner

ซึ่งสรุปว่าไม่มีใครได้กินข้่าวที่งาน เพราะไม่รู้ว่าเค้าแจกให้กินตรงไหน T_T

เลยสรุปกันว่า ไปหาซื้อข้าวเหนียวไก่ย่าง ข้าวหลาม กลับบ้านกินดีกว่า ซึ่งก็ได้ยุทธปัจจััยครบ สำหรับพร้อมรบในวันพรุ่งนี้

ก่อนนอนไม่ลืมเช็คอาการเจ็บ เห้อ ยังเจ็บเหมือนเดิม  ก่อนนอนต้องล้มแผนที่วางไว้ วางใหม่อีกแล้ว

ค่อยตอน 2.2  วิ่งจริงซะที พล่ามมานาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น